บนบัลลังค์นั้น “เหย้าหลูกู่ราชันย์กะโหลกเ้าภพปีศาจ” นั่งอยู่อย่างผยองผยาน ร่างกายสูงใหญ่ห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมสีดำโปร่งแสง ชายรุ่ยริ่งยาวพัน ราวกับเงาแห่งความตาย ใบหน้าไม่มีเนื้อหนัง เหลือเพียงกะโหลกศีรษะสีขาวซีดที่เรืองแสงอมเขียว ดวงตาเป็ไฟสีแดงเืสองจุดที่เผาไหม้ด้วยความเกลียดชัง
"พันปี...! สองพันปี...! สามพันปี...! ไม่สิหมื่นปี! ต่างหาก" เสียงแหบแห้งพึมพำ "ข้าได้สะสมพลัง ได้ถอดจิติญญาออกจากร่างในทุกภพ กระจัดกระจายไปในมิติต่างๆ เพื่อวันนี้!"
“เหย้าหลูกู่ เ้าปีศาจชั่วร้ายที่แอบสิงสู่เข้าทุกภพมาช้านาน ความเลวร้าย หายนะ การหมุนวนซ้ำของโชคชะตาที่โหดร้าย คำสาป ความสูญเสียมากมาย ความวุ่นวายที่เกิดกับการเวียนว่ายของดวงิญญา ในแต่ละภพ ล้วนเกิดจากพลังดำมืดของเ้าที่เข้าครอบงำดวงิญญาในทุกภพ เ้าปีศาจร้าย เ้าคือสาเหตุของความวิบัติทั้งปวง” เ้าวั่งซูยืนประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
“เหย้าหลูกู่ แท้จริงเ้าคือเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามแห่งเรา เหตุใดทำไมเ้าถึงได้คิดการใหญ่ฝักใฝ่แต่ด้านมืด และขยายพลังมืดนั้นแทรกซึมเข้าทำลายทุกภพ แม้แต่ภพพืชพันธุ์ภพต้นกำเนิดมายาวนานเป็หมื่นปีขนาดนี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ยถามสงบ
แสงสีดำเริ่มระบายออกจากร่างของราชันย์กะโหลก ภาพในอดีตเริ่มปรากฏในอากาศราวกับภาพมายา
"เ้ารู้หรือไม่...! พวกเ้าในฐานะผู้สร้างและผู้ปกปักษ์มีชีวิตอยู่มายาวนานกว่าแสนปี ก่อนที่พวกเ้าจะเริ่มหย่อนเมล็ดแห่งความหวังและการเกิดใหม่ที่ภพพืชพันธุ์เมื่อหมื่นปีก่อน เสมือนการสร้างสัญลักษณ์แห่งการเป็ผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ทั้งเก้าภพสืบมา ครั้งหนึ่งข้าคือผู้สร้างและผู้ปกปักษ์แห่งทุกสรรพสิ่ง! กว่าแสนปีมาแล้ว แสนปีแห่งความคับแค้นใจ มันชั่งเหมือนความแค้นที่เผาใจข้ามาตลอดกาลยาวนาน"
“ระ.ระ..หรือว่าเ้าไม่ใช่แค่เมล็ดพันธุ์ที่หลุดรอดไป แต่เ้าก็คือพวกเรา!?” เ้าวั่งซูและอีกสามคนตะลึงและใกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน
“เหย้าหลูกู่จริงๆ แล้ว เ้าคือจิติญญาของข้าและเ้าวั่งซูที่รวมเป็หนึ่งก่อนแยกเป็สอง ถ้างั้นกระจกบานที่สิบ กระจกแห่งสุสาส์นราคะที่ไล่กักขังดวงิญญา ฮวาเฟยฟาและเ้าวั่งซูมาตลอดก็คือคำสาปแห่งเ้าสินะ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“หึหึ! ปัญญานี้ก็อยู่ในตัวข้าเช่นกัน องค์ชายัเอ๋ย! ข้าคือความดำมืด และ ผิดพลาด เศษเสี้ยวอันต่ำต้อยแห่งจิติญญาที่ถูกกระเทาะออกมาจากเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา ข้าสร้างสุสาส์นราคะนั่นขึ้นเพื่อกักขังิญญาที่ขาวสะอาดของเ้าทั้งคู่ทั้งหมดเอาไว้ น่าขยะแขยง! พวกเ้าเกิดตายมาหลายภพชาติ มีแต่ความเสียสละ และทำเพื่อผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่กลับทิ้งข้าที่เป็เสี้ยวดวงจิตของตัวพวกเ้าเอาไว้อย่างไม่ไยดี เมื่อเข้าสู่การเวียนว่าย ิญญาพวกเ้าปฏิเสธการมีอยู่ของข้าในทุกภพ และแตกดวงจิตออกเป็สองเพื่อการมีอยู่ของการเป็คุ่ที่สมดุลในความดำขาว ข้าคือเงาแห่งพวกเ้าในทุกชีวิต ข้าผลักความดำมืดเข้าศัตรูทุกตัวเพื่อให้มันทำลายพวกเ้า แต่พวกเ้าก็ทำลายความมืดนั้นทั้งหมด ความดีจอมปลอม! ความสว่างที่ปฏิเสธความมืดมิด! รากเหง้าของตัวเอง! และการแยกออกเป็สอง พวกเ้ามันก็แค่ดวงจิตที่อ่อนแอไร้ที่พึ่ง! ต้องสร้างตัวตนจอมปลอมเพื่อหลอกให้ตัวเองรู้ว่ามีใครสักคน หึหึ! ข้าจะกลินกินมันให้หมดและเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็ของข้าคืนมา!” เสียงโกรธโจ่งดังก้อง
“ไม่จริงอ่ะ! เ้าคือด้านมืดของพวกข้า แต่พระแม่แห่งจิติญญาบอกว่า ดวงจิตเ้าเกิดจากด้านมืดที่เหนื่อยล้าจากการซ่อมแซมิญญา ในฐานะเ้าภพพืชพันธุ์” เ้าวั่งซูสงสัยกับสิ่งที่ได้ยิน
“เมื่อหมื่นปีก่อนที่พวกเ้าหย่อนเมล็ดพันธุ์แห่งการกำเนิด แห่งการเป็ผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ ด้วยเหตุการณ์นั้น มันแสดงให้เห็นว่าเ้าทั้งสองปฏิเสธการมีอยู่ของข้าอย่างสิ้นเชิง และเมื่อผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ส่งพลังแห่งการเกิดใหม่หยั่งรากลึก พลังด้านมืดเฉกเช่นข้าย่อมเริ่มอ่อนแอลง ข้าจึงแอบเข้าสู่วงจรแห่งการเวียนว่ายเพื่อขอพลังในการรักษาจากพระแม่แห่งจิติญญา มันสามารถััได้ถึงพลังงานด้านมืด และคิดว่าคือความผิดพลาดของตัวเอง พลังหัวใจบริสุทธิ์แห่งภพพืชพันธุ์ ที่มันใส่ไว้ในตัวข้าเพราะมันหวังว่าจะให้ข้าตื่นจากจิตด้านมืด ช่างโง่งมงาย ข้าคือจิติญญาของผู้สร้างและปกปักษ์ ข้าอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่จำเป็ต้องให้ใครบ่มเพราะอะไรในตัวข้า”
“ผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ควรจะเป็ผู้ที่ปกป้อง และ เสียสละ เพื่อผู้อื่นสิ เ้าคิดว่าเ้าจะมาปกครองและยึดอำนาจทั้งหมดนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองพึงกระทำ” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ควรสิ! และการที่จะได้ทุกภพ ข้าต้องเริ่มกระจายภวังคจิตของตัวข้าไว้ในทุกภพภูมิ กว่าหมื่นปีมานี้ข้าเพาะเมล็ดพันธุ์อันดำมืดให้มันกัดกินจากภายในทุกที่ จนกระทั่งหนึ่งพันปีที่ผ่านมาที่ถึงการถือกำเนิดของเ้าวั่งซูในฐานะมนุษย์ ถ้าดวงจิตของพวกเ้าทั้งสองเวียนว่ายครบจนได้พลังหัวใจอำมตะร่างที่จะไม่มีวันตาย เมื่อนั้นร่างข้าเองก็จะอำมตะไม่ต่างจากพวกเ้า แต่ตัวข้าเองเพื่อความสำเร็จก็จำเป็ต้องเวียนว่ายลงภพมนุษย์ในฐานะกู่เห้อลี่เช่นกัน” เหย้าหลูกู่พูดเสียงแหบเย้ยหยัน
“นะ!...นี่! ทุกอย่างคือสิ่งที่เ้าคิดมาแล้วรวมถึงการได้มาซึ่งความเป็อำมตะของพวกข้าทั้งสองคน” เ้าวั่งซูเอ่ย
