หลังผู้เฒ่าทั้งสองพาเคอโยวหรานเข้ามาในลานเรือนของจวนสกุลต้วนก็ปล่อยนางลงบนพื้นทันใด ไม่แม้แต่จะรอให้คนยืนมั่นคงก็ห้อตะบึงเข้าไปในห้องของต้วนเหลยถิงเสียแล้ว
ท่าทางเช่นนี้ไม่ต่างกับมีไฟลนก้น คนสกุลต้วนกับบิดามารดาและน้องสาวของเคอโยวหรานล้วนพากันวางงานในมือ หันมองสองผู้เฒ่าที่เดินเข้าห้องโดยพร้อมเพรียงอย่างงุนงงจนมิอาจมีสติตอบสนองไปชั่วขณะ
เคอโยวเยวี่ยวิ่งมายังข้างกายเคอโยวหรานที่ถูกต้วนเหลยถิงประคองเอาไว้ นางถามด้วยความใคร่รู้ว่า
“พี่หญิงเ้าคะ ท่านผู้เฒ่าทั้งสองเป็อันใดไปหรือ? เหตุใดจึงร้อนรนจนเป็เช่นนี้ ทำสิ่งใดหายหรือเ้าคะ?”
เคอโยวหรานเอามือทั้งสองข้างกอดอกพลางเอนกายพิงในอ้อมอกของต้วนเหลยถิง หญิงสาวส่ายหน้าพลางยักไหล่ จดจ้องผู้เฒ่าทั้งสองที่บุกเข้าไปในห้องโดยไม่เอ่ยสิ่งใดแม้เพียงคำเดียว
โชคยังดีที่ก่อนออกข้างนอกเคอโยวหรานมีความเคยชินประการหนึ่ง นางจะเก็บข้าวของที่ไม่มีอยู่ในโลกนี้เข้าไปไว้ในมิติวิเศษ ไม่เช่นนั้นหากถูกผู้เฒ่าทั้งสองพบเข้า พวกเขายังจะไม่ซักไซ้ไล่เลียงได้อย่างไร?
ในขณะนั้นเอง เฉินต้าจ้วงได้รีบร้อนวิ่งมายังจวนสกุลต้วน ครั้นเห็นพวกเคอโยวหรานก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างน่าประหลาด
เขาหอบหายใจถี่ขณะบอกเล่าเื่ที่ต่งปี้อู่เชิญคนไปทำอาหาร รวมถึงเื่ที่ปู่รองสกุลเคอก่อความวุ่นวายรอบหนึ่ง
เฉินต้าจ้วงเอ่ยด้วยความแค้นเคืองว่า “จำต้องโทษข้า เมื่อเช้าตอนออกไปส่งเต้าหู้มิได้ลงกลอนประตู ทำให้พวกเขาตรงเข้าไปในลานเรือนเสียได้
อีกทั้งยามภรรยาของข้ากับภรรยาของน้องรองเก็บวัตถุดิบ เต้าหู้ที่ทำเสร็จแล้ว และเต้าฮวย พวกนางกลับหลงลืมถังด้านในสุดที่ไม่สะดุดมากที่สุดหนึ่งใบ
ผู้ใดจะคาดคิดว่าสายตาของเ้ารองเคอผู้นั้นจะคมกริบนัก แค่ถังธรรมดาๆ ใบหนึ่งยังถูกเขาสังเกตเห็น
ยามนี้เขาเรียกรวมพลคนสกุลเคอเป็จำนวนมากให้มาล้อมจวนของพวกข้า คนสกุลเฉินมิอาจทนดู จึงพากลุ่มคนไปคุมเชิงกับคนสกุลเคอ ยามนี้เกือบจะลงไม้ลงมือกันแล้ว”
“ไป ไปดูกันสักหน่อยเ้าค่ะ” เคอโยวหรานตัดสินใจโดยพลัน จัดการสวมผ้าปิดหน้าและหมวกเหวยเม่า จากนั้นดึงแขนต้วนเหลยถิงให้อีกฝ่ายใช้วิชาตัวเบาทะยานกายพานางออกจากจวนสกุลต้วน
เฉินต้าจ้วง “...?”
ขณะมองคนทั้งสองที่หายลับไป ดวงตาของเขาแทบจะถลนหล่นลงพื้น ปากยังเอ่ยพึมพำโดยไม่รู้ตัวว่า
“์ โยวหรานกลายเป็นางเซียนแล้วหรือ? ไม่พบหน้าแค่ไม่กี่วัน เหตุใดยามนี้ถึงขั้นบินได้เสียแล้ว?”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองสีหน้าของเฉินต้าจ้วงแล้วรู้สึกขบขัน ล้อกันเล่นหรือ ศิษย์คนสุดท้ายของสองผู้เฒ่าแพทย์พิษ จะเป็เพียงคนธรรมดาได้อย่างไร?
หลังต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานออกไปได้ไม่นาน หมอเทวะกับเซียนพิษที่หาลูกหมาป่าไม่พบก็พากันออกมาจากในห้อง พวกเขาเอ่ยถามเป็เสียงเดียวกันว่า “แม่นางน้อยของข้าเล่า?”
เคอโยวเยวี่ยได้สติตอบสนองเร็วที่สุด นางชี้ไปทางประตูใหญ่พลางตอบ “สกุลเคอจะตัดหนทางหาเงินของพวกเรา พี่หญิงกับพี่เขยของข้าจึงไปต่อยตีที่จวนผู้ใหญ่บ้านเฉินแล้วเ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ ต่อยตี?” ผู้เฒ่าทั้งสองดวงตาเป็ประกาย ทันใดนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงดังฟิ้ว
เคอโยวเยวี่ย “...?”
ใจความสำคัญของนางคือต่อยตีหรือ? ใช่หรือ?
เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าสกุลเคอหมายจะตัดหนทางหาเงินมิใช่หรืออย่างไร? พวกนางถูกคนทั้งสกุลเคอกลั่นแกล้งรังแกต่างหากเล่า?
“เฮ้อ!” เคอโยวเยวี่ยเดินไปยังข้างกายเคอโยวหลานแล้วถอนหายใจหนัก นางก้มหน้าลงพลางถามด้วยความกล้ำกลืนว่า
“พี่หญิงรองเ้าคะ ความสามารถในการสื่อสารของข้าไม่ดียิ่งนักใช่หรือไม่? เหตุใดทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้เฒ่าทั้งสอง พวกเขาล้วนเข้าใจความหมายไปอีกทางหนึ่งตลอดเลยเ้าคะ?”
เคอโยวหลานลูบปลอบอีกฝ่ายอย่างแ่เบา ตามด้วยเอ่ยวาจาปลอบประโลมเคอโยวเยวี่ยที่สูงขึ้นหนึ่งศีรษะอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าได้เก็บไปใส่ใจ พี่หญิงใหญ่กับพี่หญิงรองเข้าใจความหมายของเ้าเป็พอ”
เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเร็วเกินไป คนไม่กี่คนต่างหายลับไปภายในเวลาชั่วพริบตา ขณะเฉินต้าจ้วงฟังบทสนทนาระหว่างสองพี่น้อง ยามนี้เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเมื่อครู่เกิดเื่อันใดขึ้น?
“ดูข้าเถิด แก่แล้วจริงๆ ถึงได้สติช้าขนาดนี้” สิ้นคำกล่าว เขาพลันตบหน้าผากตนเองหนึ่งฉาดก่อนวิ่งไล่ตามออกไป
หยวนซื่อเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “ท่านแม่ ต้าหลาง พวกท่านไม่ไปดูสักหน่อยหรือ? หากน้องสามกับน้องสะใภ้สามเสียเปรียบจะทำอย่างไรเ้าคะ?”
มารดาสกุลต้วนส่ายหน้า “มีหมอเทวะกับเซียนพิษอยู่ ผู้ใดจะเสียเปรียบก็ยังมิอาจรู้ได้แน่ชัด ทั้งภายในจวนยังต้องดูแลถั่วงอก เพาะต้นกล้า และงานเช็ดล้าง มีเื่ให้ทำตั้งมากมายจนทำไม่เสร็จเช่นนี้ เ้ายังมีกะจิตกะใจจะไปชมความครึกครื้นอีกหรือ?”
หยวนซื่อ “...?”
นางเคยทำงานมากมายถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน ั้แ่เล็กจนโตทั้งสิบนิ้วไม่เคยััน้ำเย็นเดือนสาม [1] เสียด้วยซ้ำ
ตลอดสองปีที่ต้องอพยพได้พบเจอความยากลำบากของทั้งชีวิตนี้มาหมดแล้ว มิใช่เื่ง่ายกว่าจะได้ปักหลักอย่างสงบสุข ทั้งยังได้พบองครักษ์เงาที่เป็อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ภายในจวนก็มีรายได้ที่มั่นคง แต่เหตุใดไม่ซื้อบ่าวรับใช้กลับมาใช้งานสักสองถึงสามคน มือของนางหยาบกร้านไปหมดแล้ว กระทั่งใบหน้ายังตากแดดเสียจนหมองคล้ำ
เมื่อคิดเช่นนี้ หยวนซื่อพลันรู้สึกไม่ยุติธรรมยิ่งนัก นางกล้ำกลืนเพลิงโทสะจนเต็มท้อง ทว่าบนใบหน้าทำเพียงยกยิ้มบาง หญิงสาวย่อกายทำความเคารพมารดาสกุลต้วนก่อนจะกลับเข้าไปในห้อง
ทันทีที่เข้ามาในห้องของตนก็ลงกลอนประตู หยิบหีบไม้ทรุดโทรมมาจากใต้เตียง จากนั้นคว้าหุ่นตัวหนึ่งที่เขียนชื่อเคอโยวหรานเอาไว้ออกมา
หยวนซื่อใช้เข็มแทงลงบนหุ่นเล็กอย่างสุดชีวิต หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห ฉับพลันนั้นดวงตาก็เต็มไปด้วยเส้นเืฝอย
มีสิทธิ์อันใดที่เคอโยวหรานคอยส่งเครื่องประทินโฉมที่ท่านปรมาจารย์ทั้งสองทำให้คนในครอบครัวใช้อยู่ตลอด แต่กลับไม่เอาให้นางกัน?
เมื่อใช้เครื่องประทินโฉมเ่าั้ ไม่ว่าทุกคนจะทำงานหรือตากแดดมากมายเพียงใดก็ยังคงผิวขาวเนียนเกลี้ยงเกลา ทั้งร่างกายยังแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย
มีเพียงผิวพรรณของนางที่นับวันยิ่งหยาบกร้านและหมองคล้ำ เกิดความแตกต่างจากทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งถงซื่อที่แห้งเหี่ยวยังถูกบำรุงเสียจนชดช้อยมีเสน่ห์ แลดูงามกว่าตนถึงสามส่วนเลยด้วยซ้ำ
หยวนซื่อโมโหยิ่งนัก คิดอย่างเคียดแค้นว่า : หากไม่มีท่านปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสองคอยคุ้มกะลาหัว นังเคอโยวหรานก็ไม่นับเป็อันใดทั้งสิ้น ก็แค่คนบ้านนอกขาเปื้อนโคลนตมผู้หนึ่งมิใช่หรือ?
ทางฝั่งหยวนซื่อกำลังสาปแช่งเคอโยวหรานอยู่ในใจไม่ยอมหยุดพร้อมทั้งเอาเข็มทิ่มแทงหุ่นเล็กไปด้วย
ส่วนทางฝั่งจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินเป็ไปตามที่เคอต้าจ้วงกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด แทบจะเริ่มลงไม้ลงมือกันอยู่ร่อมร่อ
ครั้งนี้คงมิใช่เื่ง่ายดายอย่างการบริภาษกันเท่านั้น เพราะภายในมือคนทั้งสองสกุลต่างชูอาวุธหลากชนิดและกำลังคุมเชิงกันอย่างตึงเครียด
อาวุธเหล่านี้ช่างเป็เอกลักษณ์ในการต่อยตีกันของคนในหมู่บ้านจริงๆ มีทั้งไม้กระบอง ขวาน เสียม คาดฟันตะปู และเคียวเกี่ยวข้าว...
อาวุธนานาชนิดเหลือเกิน คนทั้งสองฝั่งราวกับเป็ศัตรูกันก็มิปาน ต่างฝ่ายต่างจดจ้องกันอย่างดุดัน
ครั้นเคอโยวหรานมาถึง สิ่งแรกที่มองเห็นก็คือต่งปี้อู่ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน
ช่วยมิได้ เพราะเขาสวมเสื้อผ้าหรูหราราคาแพง เมื่ออยู่ท่ามกลางเหล่าชาวบ้านจึงดูไม่ต่างกับนกกระเรียนในฝูงไก่ [2]
สายตานั้นฉายแววลึกซึ้ง มุมปากหยักยกยิ้มเล็กน้อย ไม่มีสิ่งใดไม่บ่งชี้ว่าเขาเป็คนคอยผสมโรงในเื่นี้
ต้วนเหลยถิงจูงมือเคอโยวหราน ค่อยๆ ก้าวเข้าไปในลานเรือนสกุลเคอ
ครั้นเหล่าชาวบ้านเห็นต้วนเหลยถิงที่กลิ่นอายแผ่ซ่าน ไม่ว่าจะคนสกุลเคอหรือคนสกุลเฉิน ล้วนแต่พากันถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัวเพื่อเว้นทางให้คนทั้งสอง
พวกเขาเดินมายังข้างกายผู้ใหญ่บ้านเฉิน เคอโยวหรานหันมองไปทางปู่รองสกุลเคอที่นำหน้าผู้คนแล้วเอ่ยอย่างเอ้อระเหยว่า
“ท่านปู่รองพาคนในสกุลเคอตั้งมากมายมาก่อความวุ่นวายในจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินเช่นนี้ด้วยคิดจะทำอันใดเ้าคะ? จิ๊ๆๆ นี่พวกท่านจะก่อฏกันหรือ?”
“เ้าพูดจาเหลวไหลอันใด พวกเราก่อฏเมื่อใดกัน? เ้าอย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น” ปู่รองสกุลเคอร้อนรนใจเสียแล้ว
ข้อหาก่อฏนี้ช่างเป็หมวกใบใหญ่ยิ่งนัก หากแพร่งพรายไปถึงหูขุนนางขึ้นมา สกุลเคอของพวกเขาจะไม่ถูกกวาดล้างหรอกหรือ
โทษสถานหนักเช่นนี้ ปู่รองสกุลเคอจะแบกรับเอาไว้ได้อย่างไร?
เคอโยวหรานเอ่ยเสียงเย็น “อ้อ ท่านปู่รองมิได้จะก่อฏหรือเ้าคะ? เช่นนั้นท่านพาผู้คนมากมายถึงเพียงนี้มาล้อมจวนขุนนางของราชสำนักด้วยเหตุใด? คิดจะทำอันใดกันเ้าคะ?”
ปู่รองสกุลเคอถึงกับหัวใจกระตุก เหตุใดเขาถึงลืมไปว่าแม้ตำแหน่งขุนนางของผู้ใหญ่บ้านเฉินจะต่ำ แต่อีกฝ่ายก็เป็ขุนนางของราชสำนัก เป็ผู้ใหญ่บ้านที่จวนว่าการอำเภอแต่งตั้งด้วยตนเอง ไม่ว่าจะยศสูงหรือต่ำก็ยังคงเป็ขุนนาง
พวกเขามาล้อมจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินเช่นนี้ กล่าวได้ว่าขาดการคิดใคร่ครวญให้ดีจริงๆ หากแพร่งพรายออกไปย่อมแบกรับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเอาไว้ไม่ไหว
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สิบนิ้วไม่เคยััน้ำเย็นเดือนสาม 十指不沾阳春水 หมายถึง ครอบครัวฐานะดี ไม่ต้องทำงานบ้านเอง อยู่สุขสบายไม่เคยยากลำบาก
[2] นกกระเรียนในฝูงไก่ 鹤立鸡群 เป็สำนวนหมายถึง คนที่มีรูปร่างหน้าตา คุณธรรม หรือความสามารถที่ล้ำเลิศเหนือกว่าผู้คนโดยทั่วไป เทียบเคียงสำนวนไทยว่า ‘หงส์ในฝูงกา’
