พระสนมอวี้เฟยพระองค์นี้อยู่ในวังหลวงมาห้าหกปีแล้ว ทว่าเมื่อหลายปีก่อนยังไม่มีผู้ใดรู้จัก และเพิ่งได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิจงเหวินตี้เมื่อสองปีก่อน ตำหนักไฉ่เวยที่เงียบเหงากลายเป็สถานที่ที่จักรพรรดิเสด็จมาเยี่ยมเยือนบ่อยที่สุด จากพระสนมไฉหนี่ว์[1] ผู้ต่ำต้อยจึงก้าวะโขึ้นมาเป็พระราชชายา
ตำแหน่งพระราชชายาแห่งแคว้นฉินเป็เสมือนเส้นแบ่งเขตแดนที่แยกชนชั้นของพระสนมในวังหลัง หากจักรพรรดิตพระสนมตำแหน่งพระราชชายาขึ้นไป สามารถรั้งอยู่ในวังหลวงภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ หากมีพระโอรสก็สามารถย้ายออกจากวังไปอยู่กับพระโอรสของตนเอง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเพียงก้าวขึ้นมาเป็พระราชชายา ย่อมเป็ดั่งแสงตะวันเรืองรอง แตกต่างจากพระสนมที่มีตำแหน่งต่ำกว่าโดยสิ้นเชิง
ภายในสองปี พระสนมอวี้เฟยสามารถข้ามขั้นขึ้นมานับสิบระดับ ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากองค์เหนือหัว น่าเสียดายที่ไม่สู้คนและไม่คิดแก่งแย่งแข่งขันกับผู้ใด จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาแม้แต่พระองค์เดียว จึงรักน้องชายคนนี้ดั่งดวงใจ มีของดีอันใดก็มักจะประทานให้ทุกสิ่ง ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้อวี้ิหย่งกลายเป็คุณชายเสเพล เอาแต่เที่ยวเล่นเสพสุขไปวันๆ มิได้เกิดจากบิดามารดาตามใจจนเคยตัว แต่เป็เพราะความรักอย่างไม่ลืมหูลืมตาของพี่สาวผู้นั้นต่างหาก
อวี้ิหย่งเป็ขุนนางที่ระดับขั้นไม่สูงนัก แต่เนื่องจากมีพี่สาวเป็พระราชชายา จึงได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังคืนนี้เป็กรณีพิเศษ เื่เล็กๆ เยี่ยงนี้ฝ่าาย่อมไม่สนพระทัย ขันทีที่ถูกพระสนมอวี้เฟยซื้อตัว ต่อไปไม่แน่ว่าอาจได้พึ่งพิงบารมีเ้านาย แล้วมีสิ่งใดที่ไม่น่ายินดีเล่า
ดังนั้น อวี้ิหย่งจึงสามารถเข้าวังมาได้
แท้จริงแล้วอวี้ิหย่งก็มิได้ปรารถนาจะเข้ามาร่วมครึกครื้นในรั้วในวัง การกินดื่มเที่ยวเล่นเป็เพื่อนองค์จักรพรรดิ หาใช่วิสัยของคนที่คิดอยากจะทำอะไรก็ทำเช่นเขา เพียงแต่พระสนมอวี้เฟยมีรับสั่งย่อมไม่อาจขัดขืน ตนเองยังต้องพึ่งพาพี่สาวผู้นี้อยู่ จึงไม่กล้าทำให้นางขุ่นเคืองใจ
อวี้ิหย่งนั่งร่วมโต๊ะกับคุณชายสกุลดีทั้งหลาย เพราะเป็น้องชายของพระสนมอวี้เฟย ตำแหน่งที่นั่งจึงถูกจัดค่อนมาทางด้านหน้า แต่คุณชายท่านไหนจะอยากเสวนากับคนที่ชมชอบแต่การกินดื่มเล่นสำราญกันเล่า แค่ต้องทนนั่งร่วมกันก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แม้ไร้วาจาเสียดสีประชดประชัน ก็หามีผู้ใดอยากสนทนากับบุรุษผู้นี้
อวี้ิหย่งเริ่มเข้าไปคุยกับผู้อื่นก่อน แต่กลับไม่มีคนสนใจ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่างานเลี้ยงนี้ยังสนุกสู้ไปดื่มสุราบุปผาในหอฉิงเซียงโหลวไม่ได้แม้แต่น้อย จะขยับตัวไปไหนก็ลำบาก จะกินยังต้องมีมารยาท ร้ายที่สุดคือการเฝ้าระวังสีพระพักตร์ขององค์ชายทั้งสาม น่าเบื่อเป็ที่สุด นึกโทษพี่สาวที่ทำให้ตนเองต้องมาอยู่ในงานเลี้ยงเยี่ยงนี้
ครั้นแล้วจึงดื่มสุราดับทุกข์อยู่คนเดียว ปรกติอวี้ิหย่งเป็คนคอแข็ง แต่ยามนี้เนื่องจากอารมณ์ไม่ดี หยิบสุรากรอกใส่ปากจอกแล้วจอกเล่า ตนเองจะดื่มมากมายแค่ไหนก็ไม่มีผู้ใดสนใจอยู่แล้ว ยามใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมีแต่คนมาห้อมล้อมเอาใจ เคยต้องดูสีหน้าผู้อื่นเสียที่ไหน
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุด เขาก็ตามทุกคนออกมาจากเกาะกลางน้ำ อยู่คนเดียวไม่มีที่ไป แม้จะมีสาวงามให้ชมมากมาย แต่ย่อมรู้ว่าสตรีเหล่านี้มิใช่หญิงนางโลมในหอโคมเขียวที่ตนเองจะหยอกล้ออย่างไรก็ได้ หากเกิดเื่ขึ้นมาจริงๆ แม้แต่พี่สาวก็ไม่อาจคุ้มศีรษะของตนเอง ดังนั้นยิ่งเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย
ด้วยฤทธิ์สุราที่ดื่มไปมากมายทำให้เริ่มรู้สึกมึนเมา จึงเข้ามาที่นี่เพื่อนอนพักสักครู่ คิดไว้ว่าจะอยู่ไม่นาน หลังจากตื่นแล้วค่อยออกจากวัง นึกถึงนางเอกงิ้วที่ชิงตัวมาได้เมื่อคืน ผิวพรรณเรียกได้ว่าผุดผ่องเนียนนุ่มชวนััเป็ที่สุด...
คิดพร่ำเพ้อไปเรื่อยจนเผลอหลับไปั้แ่เมื่อไรไม่อาจรู้ ในความฝันตนเองกำลังแสดงบทรักเร่าร้อนอยู่บนเตียงกับนางเอกงิ้วผู้นั้น ทั้งท่วงท่าลีลาเป็ที่ถูกอกถูกใจยิ่ง ขณะที่กำลังควบทะยานไปให้ถึงฝั่งฝัน พลันรู้สึกเย็นวาบที่ใบหน้า ครั้นเอาแขนเสื้อปาดก็พบว่าตนเองถูกสาดน้ำจนเปียกชุ่ม ยามลุกขึ้นมานั่งในมือกลับมีของเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ทั้งที่ยังลืมตาไม่ขึ้น จู่ๆ ก็มีมือจากที่ไหนไม่ทราบ ผลักตนเองอย่างแรงให้กลับลงไปนอนบนเตียงอีก
จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คิดจะสะบัดน้ำออกจากมือ พอลืมตาขึ้นก็ถูกบุรุษสองคนที่บุกเข้ามาจากด้านนอกจับกุมตัวไว้
อวี้ิหย่งคิดแล้วก็รู้สึกคับข้องใจ พระโพธิสัตว์แม้ว่าจะดีงามอย่างไรก็ยังมีโทสะอยู่สามส่วน นับประสาอะไรกับคนที่ชอบวางก้ามจนเคยตัวเช่นเขา องค์ชายทั้งสามพระองค์มิได้อยู่ที่นี่ แล้วต้องกลัวผู้ใด!
เมื่อเห็นหลี่โย่วโม่ผู้เป็ปฏิปักษ์ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ทันสอบถามเื่ราวให้รู้แจ้ง อวี้ิหย่งก็ชี้ความผิดไปที่อีกฝ่ายเสียแล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาสองคนก็เป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ไม่ว่าตนเองหมายตานางเอกงิ้วหรือนางคณิกาคนใด ล้วนต้องเจอคนผู้นี้โผล่มาแย่งชิงทุกครั้ง อวี้ิหย่งรู้สึกว่าหลี่โย่วโม่ต้องจงใจแน่นอน มิเช่นนั้นแล้วเพราะเหตุใดในสิบครั้งที่มีการแย่งชิงหญิงงาม ต้องมีเก้าครั้งที่พบหลี่โย่วโม่ด้วยเล่า
ครานี้ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าต้องเป็เื่ดีงามที่หลี่โย่วโม่สร้างขึ้นเป็แน่
ที่ผ่านมายามเห็นบุรุษผู้นี้ก็รู้สึกขวางหูขวางตาอยู่แล้ว ดังนั้นจะปรักปรำใครก็ไม่สาแก่ใจเท่าปรักปรำหลี่โย่วโม่
“ข้านี่นะ วางแผนเล่นงานเ้าลับหลัง?” หลี่โย่วโม่ชี้นิ้วไปที่จมูกของตนเองด้วยสีหน้าประหลาดใจ ดวงตาเบิกกว้างร้องถามขึ้นอย่างผู้บริสุทธิ์ แล้วก็ลากอวี้ิหย่งออกมานอกห้อง ชี้ไปที่โม่เสวี่ยิ่ที่สาวใช้สองคนช่วยกันกึ่งอุ้มกึ่งประคับประคองอยู่
“คุณชายอวี้ นี่ต่างหากผู้ที่ใส่ร้ายท่าน เื่วันนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ผู้อื่นแค่แวะมาชมเื่สนุกเฉยๆ มิใช่คนร้าย ถึงอย่างไรเื่เช่นนี้ก็มีคนอยากรู้อยากเห็นมากมายอยู่แล้ว เพิ่มข้าเข้าไปอีกสักคนก็ไม่ถือว่าเยอะเกินไปหรอกหน่า”
หลี่โย่วโม่กล่าวจบก็ตีหน้าซื่อกะพริบตาปริบๆ ให้อวี้ิหย่งอย่างยั่วโทสะ ความหมายเ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ!
อวี้ิหย่งได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แม้ว่าเขาจะเป็บุรุษเสเพล แต่ก็รู้ว่าวันนี้ผู้ที่มาล้วนมีชาติตระกูลสูง เป็ขุนนางใหญ่ขั้นสามขึ้นไป ไม่ว่าจะเลือกใครมาสักคนก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือวังหลวง ปรกติแล้วบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านี้ล้วนไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเขา วันนี้ไม่อาจให้เกิดเื่ใหญ่ได้อย่างเด็ดขาด พี่สาวสัญญาไว้ว่าแค่วันนี้ไม่ก่อเื่ พรุ่งนี้จะส่งนางในหน้าตาสะสวยมาให้สองคน
นางกำนัลตำหนักไฉ่เวยของพี่สาวสองคนนั้น อวี้ิหย่งหมายตามานานแล้ว
แน่นอนว่าเขายังต้องคิดถึงชีวิตน้อยๆ ของตนเองด้วย
เมื่ออยู่ในวังหลวงแม้แต่องค์ชายยังต้องทรงระมัดระวังพระองค์ ปรกติตนเองอยู่นอกวังก็เป็เพียงสุนัขจิ้งจอกที่แอบอ้างบารมีพยัคฆ์เท่านั้น หากเกิดเื่ขึ้นมาจริงๆ คงไม่อาจรักษาได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง ดังนั้นจึงมองโม่เสวี่ยิ่ตัวต้นเหตุด้วยสายตาขุ่นเคือง หากมิใช่เพราะสตรีผู้นี้ ตนเองนอนอยู่ดีๆ จะไปก่อเื่กับใครได้อย่างไร
โม่เสวี่ยิ่ถูกเรียกจนฟื้นขึ้นมาแล้ว ต้องให้โม่ซิ่วกับสาวใช้ที่ไม่รู้จักคนหนึ่งช่วยประคองจึงลุกขึ้นได้ โม่ซิ่วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับที่หน้าผากเช็ดคราบเืให้ ที่แท้าแก็ไม่ใหญ่มาก แต่เนื่องจากโลหิตไหลย้อยลงมาเต็มหน้า คนจึงเข้าใจว่าาเ็สาหัส หลังจากเช็ดคราบเืออกแล้วก็ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดปากแผลที่ยังมีเืไหลซึม
“เ้าคือคุณหนูใหญ่สกุลโม่ที่ร้องให้คนช่วยกระนั้นหรือ ไม่ทราบว่าเหตุใดคุณหนูจึงร้องไปเช่นนั้น หรือว่าคนเมาคนหนึ่งอย่างข้าจะทำอะไรได้” อวี้ิหย่งหรี่ตาจ้องโม่เสวี่ยิ่ วาจาส่อเค้าหาเื่เต็มที่ เขาได้ยินผู้คนคุยกันอย่างชัดเจน จึงทราบว่าสตรีผู้นี้คือคุณหนูใหญ่สกุลโม่ แต่จะเป็บุตรสาวของผู้ใด ล้วนไม่นำพาทั้งสิ้น รู้แต่ว่าตอนนี้ตนเองกำลังโกรธจัด
สตรีผู้นี้เกิดบ้าอะไรขึ้นมา จึงก่อเื่ให้ผู้คนเข้ามาชมความสนุกเช่นนี้ เขาก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเกิดอันใดขึ้น ไหนเลยจะให้พูดจาดีๆ กับโม่เสวี่ยิ่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ใบหน้าของโม่เสวี่ยิ่ยังมีคราบโลหิต ไม่เห็นความงดงามเหมือนปรกติ อวี้ิหย่งก็เป็คนเถรตรง แค่เอ่ยปากมาก็สร้างความแคลงใจให้คนได้แล้ว เมื่อคำพูดของเขาหลุดจากริมฝีปาก โม่เสวี่ยิ่ก็หน้าแดงอย่างอับอาย
ปรกติแล้วโม่เสวี่ยิ่จะไม่เจรจาพาทีกับคนพาลเช่นนี้เด็ดขาด แต่บัดนี้เห็นจะไม่ได้ ต่อหน้าผู้คนมากมายเพียงนี้ นางจะยอมให้ผู้อื่นทำลายชื่อเสียงของตนไม่ได้เด็ดขาด
โม่เสวี่ยิ่ตัวสั่นงันงก พอเห็นอวี้ิหย่งมองมาก็ใถอยห่างออกไป หากมิใช่ว่าโม่ซิ่วประคองไว้ทันก็คงขาอ่อนล้มลงไปนั่งกับพื้นแล้ว
เมื่อเห็นนางใจนตัวสั่น มีบางคนในที่นั้นเริ่มทนมองไม่ไหว
“คุณหนูใหญ่โม่ ต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ เขาไม่กล้าทำสิ่งใดหรอก แม้ว่าคิดจะสังหารเ้า แต่ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่สถานที่ใครคิดจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจได้ พูดมาเถิดว่าเพราะเหตุใดอวี้ิหย่งจึงคิดจะสังหารเ้า”
“คุณหนูใหญ่โม่เห็นเขาทำสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรใช่หรือไม่ เขาจึงคิดฆ่าคนปิดปากเสีย”
“ไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่คือวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะอวดเบ่งวางอำนาจ แม้พระสนมอวี้จะเป็ที่โปรดปรานเพียงใด ก็มิอาจปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ เขาไม่กล้าทำสิ่งใดหรอก”
…
คนนี้พูดอย่าง คนนั้นพูดอย่าง ทุกคำพูดล้วนมีแต่คนเข้าข้างโม่เสวี่ยิ่ ทำให้อวี้ิหย่งยิ่งโมโหกระฟัดกระเฟียด เขาไม่เคยหัวเสียมากขนาดนี้มาก่อน ไม่ได้ทำสิ่งใดสักอย่าง นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงเฉยๆ ไฉนจึงกลายเป็ว่าตนเองไปทำเื่ไม่ถูกไม่ควรไปเสียได้ ยิ่งเห็นหลี่โย่วโม่ยืนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มกอดอกชมเื่น่าขำของตนเองอยู่ก็ยิ่งรู้สึกฉุนเฉียว ไฟโทสะลุกโชนจนแทบควบคุมไม่อยู่
ลูกผู้ชายคนหนึ่งไยต้องกลัวสตรีด้วยเล่า
“คุณหนูใหญ่โม่ นี่เป็เื่ที่พวกเราต่างสมยอม เมื่อครู่ยังร้องว่าชอบอยู่เลยมิใช่หรือ ทั้งยังกอดข้าแน่นไม่ยอมปล่อย แล้วไฉนจึงแล่นออกไปร้องบอกกับผู้คนเช่นนั้นเล่า หากรู้ว่าจะเกิดเื่เช่นนี้ข้าก็ไม่มาหรอก คุณหนูใหญ่โม่คิดจะสาดโคลนใส่ข้าคนเดียวเช่นนั้นหรือ” อวี้ิหย่งยิ้มเยาะ วาจาที่ลั่นออกมาแต่ละคำ ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังไม่ได้
สุภาพบุรุษที่ไหนจะเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้
คุณชายสกุลผู้ดีจะไม่กล่าววาจาฉีกหน้าผู้อื่นต่อหน้าธารกำนัล แม้แต่คนที่โม่เสวี่ยิ่มองว่าเป็ตัวบัดซบอย่างหลี่โย่วโม่ อย่างน้อยต่อหน้าผู้อื่นเขาก็ยังไม่ใช้วาจาเหมือนคนไร้การอบรมเยี่ยงนี้
ความหมายสื่อให้คนเข้าใจว่าพวกเขานัดหมายมาพบกัน ทั้งสองต่างยินยอมพร้อมใจ
แม้ว่าโม่เสวี่ยิ่ไม่อยากเจรจากับอวี้ิหย่ง แต่ครานี้ไม่พูดไม่ได้แล้ว
“คุณชายท่านนี้ ข้าไม่ทราบว่าท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และไม่เข้าใจว่าท่านกล่าวเช่นนี้้าปกป้องใครอยู่ มีผู้นัดหมายข้ามาที่นี่ หาไม่แล้วจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เนื่องจากไม่คุ้นเคยสถานที่ จึงเพิ่งมาถึง มิได้เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น และไม่มีเจตนาแอบแฝงอันใดด้วย” โม่เสวี่ยิ่เงยหน้าขึ้น มองหน้าอวี้ิหย่งด้วยน้ำตาคลอเบ้า กล่าวเสียงสั่นระคนหวาดกลัว รับมือกับคนพาลเช่นนี้ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดี
นางรู้ว่ายามนี้ต้องแสร้งทำเป็อ่อนแอ ยิ่งคนผู้นั้นเป็คนพาลสันดานหยาบ นางยิ่งต้องแสดงว่าเป็สตรีเปราะบางไร้ทางสู้
เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองฝ่าย ผู้ใดจะเชื่อเล่าว่านางจะมีความสัมพันธ์กับบุรุษโอหังหยาบคายอย่างอวี้ิหย่ง
ยิ่งไปกว่านั้นตอนแรกเขาก็พูดอย่างหนึ่ง อีกประเดี๋ยวกลับพูดอีกอย่างหนึ่ง คนเยี่ยงนี้ไหนเลยจะมีใครเชื่อถือคำพูด
นางกล้าพนันเลยว่าอวี้ิหย่งมิได้รู้สถานการณ์อันใดเลย ดังนั้นจึงพูดพล่ามไร้สาระ พลิกลิ้นกลับไปกลับมา แต่ยิ่งสับสนแบบนี้ยิ่งเป็การดี
“ไม่เห็นสิ่งใด แล้วไฉนจึงกล่าวหาว่าข้าคิดสังหารคนเล่า คำพูดนี้ใช่สิ่งที่กุลสตรีในห้องหอคนหนึ่งควรเอ่ยงั้นหรือ ข้าฆ่าใครเล่า? หรือว่าเ้ารู้สึกอับอาย เป็ธิดาสกุลผู้ดีแต่กลับไม่พาสาวใช้ของตนเองมาด้วย มาทำลับๆ ล่อๆ มิใช่ว่าแอบนัดผู้ใดไว้กระมัง แต่คงไม่คาดคิดว่าข้าจะนอนอยู่ที่นี่ กลัวผู้ใดจะมาเห็นเข้า จึงร้องโวยวายออกไปแบบนั้น” อวี้ิหย่งกล่าวเสียดสี ชำเลืองมองโม่เสวี่ยิ่ด้วยหางตาอย่างเหยียดหยัน
“เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ คุณหนูโม่บอกว่าเ้าต่างหากที่แอบนัดใครบางคนไว้ ถูกนางมาเห็นเข้าจึงคิดฆ่าคนปิดปาก ในวังหลวงยังกล้าทำโอหังเช่นนี้ คงมิใช่ว่านัดหมายกับนางในคนไหนไว้... นั่นน่ะโทษตัดหัวเชียวนะ” หลี่โย่วโม่ซึ่งอยู่ด้านข้างกล่าวยั่วยุ มือยังคงโบกพัดอย่างสง่างาม ใบหน้ายิ้มพราย
อวี้ิหย่งเป็คนหุนหันพลันแล่น แต่ก็รู้จักแยกแยะว่าคู่ต่อสู้เป็เช่นไร หากผู้ที่ปะทะกับตนเองอยู่ยามนี้คือหลี่โย่วโม่ เขาจะไม่ทำสิ่งใดบุ่มบ่ามเด็ดขาด เนื่องจากมีประสบการณ์ลับเหลี่ยมกันมาแล้วหลายหน ขอแค่มิใช่คนโง่เขลาจนเกินเยียวยา ย่อมมีการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าขึ้น อวี้ิหย่งก็เช่นเดียวกัน
…………………………………………………………………………………………………………..
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ไฉหนี่ว์ เป็ตำแหน่งพระสนมขั้นต่ำสุดในสมัยราชวงศ์ถัง
