กงจื้อิช่วยพยุงบ่าวเก่าแก่ที่เคยติดตามท่านปู่ของเขามาทีละคน พลางพูดปลอบใจด้วยถ้อยคำอ่อนโยน จากนั้นเขาจึงมีโอกาสพาภรรยาและลูกชายไปนั่งในห้องโถงใหญ่ของเรือนหลักเพื่อสอบถามสถานการณ์ภายในจวน
แม่นมาุโคนนี้แซ่กู่ เดิมทีเป็สาวใช้ของฮูหยินอู่โฮ่วผู้ล่วงลับ นางถือเป็นายหญิงครึ่งหนึ่งในจวนอู่โฮ่ว โดยทั่วไปแล้วงานในเรือนหน้าจะถูกจัดการโดยลุงอวิ๋น ส่วนงานในเรือนหลังนั้นเป็หน้าที่ของนาง
บัดนี้เมื่อนายน้อยกลับมา แม่นมกู่ก็ยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาว่างพอที่จะยืนอยู่นิ่งๆ พอดีกับที่ลุงอวิ๋นได้นำรถม้าขนสัมภาระจากค่ายทหารกลับมา อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ จึงไปนำสัมภาระของติงเหว่ยกับลูกชายมา จากนั้นก็มองไปยังนายน้อยของตนอย่างไม่รู้ว่าควรจะจัดวางไว้ที่ใด
แม่นมาุโไม่รู้คิดอะไรขึ้นมา นางจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เรือนต่างๆ ที่ว่างเปล่าไปนานอาจจะยังไม่ได้รับการทำความสะอาดให้เรียบร้อยทั้งหมด ให้แม่นางติงพักที่เรือนรับรองก่อนดีหรือไม่ ส่วนคุณชายน้อย หากแม่นางไว้ใจก็ให้ข้าดูแลสักคืนสองคืน เพื่อจะได้ใกล้ชิดกันสักหน่อย ดีหรือไม่?”
ติงเหว่ยยิ้มและหันไปมองกงจื้อิ แล้วตอบว่า “ข้าเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ยังไม่คุ้นเคยเท่าไร ทุกอย่างเอาตามที่ท่านแม่ทัพตัดสินใจ”
กงจื้อิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วสั่งแม่นมาุโว่า “เรือนของข้าควรจะมีคนดูแลอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม เช่นนั้นก็จัดเตรียมห้องฝั่งตะวันตกสำหรับพวกนางสองแม่ลูกให้เรียบร้อย หลังจากนี้หากข้าไม่อยู่ในจวน เื่เล็กน้อยทุกอย่างแม่นมก็รายงานกับแม่นางติงได้เลย”
แม่นมาุโกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เห็นลุงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างหลังนายท่านส่งสัญญาณด้วยสายตา นางจึงกลืนคำพูดลงไป แล้วสั่งให้คนไปจัดห้องฝั่งตะวันตกให้เรียบร้อย
เมื่อถึงเวลาเตรียมมื้อเที่ยง ติงเหว่ยก็ส่งอันเกอเอ๋อร์ให้กับกงจื้อิพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อันเกอเอ๋อร์เริ่มกินข้าวแล้ว แต่แม่ครัวในจวนอาจจะยังไม่ทราบรสนิยมของเขา ให้ข้าไปจัดการเองดีกว่า แม่นมก็จะได้ลองชิมฝีมือของข้าด้วย”
แม่นมเฒ่ากู่มองด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความสงสัย แต่ก็รีบปฏิเสธว่า “แม่นางอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
ติงเหว่ยไม่พูดอะไรอีก นางก้มลงสั่งเฉิงเหนียงจื่อให้ดูแลอันเกอเอ๋อร์ จากนั้นสั่งให้ตังกุยและคนอื่นๆ ทั้งสี่คนไปจัดการสัมภาระ ก่อนจะพาอวิ๋นอิ่งไปที่ครัวพร้อมกับสาวใช้นำทางคนหนึ่ง
อวี้ฉือหุ่ยซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกมานานแล้ว เมื่อเห็นว่าในที่สุดท่านแม่ทัพพอจะมีเวลาว่างแล้ว ก็เข้ามาสอบถามว่าจะจัดการอย่างไรกับทหารม้าสามพันนาย รวมถึงกองทัพสามแสนนายที่อยู่นอกเมืองควรจะเริ่มขยับเขยื้อนบ้างหรือไม่
ในความคิดของเขา บรรดาขุนนางในราชสำนักนั้นช่างไม่รู้จักประมาณตนจริงๆ ยังกล้าที่จะมาเล่นงานท่านแม่ทัพอีก ควรจะทำให้พวกเขาเห็นว่าการที่มีกองทัพยืนอยู่ตรงหน้าประตูเมืองนั้นหมายความว่าอย่างไร จะให้ดีที่สุดก็ขู่จนพวกเขากลัวตายสักสองสามคน ดูสิว่าพวกเขายังจะกล้าเล่นเล่ห์เหลี่ยมที่ไร้ประโยชน์อีกหรือไม่
ในเมื่อมีกำลังที่เหนือกว่า แผนการอุบายใดๆ ก็ไม่อาจต้านทานได้เลย!
แม่นมกู่เมื่อเห็นว่านายน้อยมีธุระสำคัญจึงรีบออกไปจากห้อง ลุงอวิ๋นก็ออกตามไปด้วย ทั้งสองเดินมาถึงมุมของระเบียงทางเดิน แม่นมกู่จึงยืนเท้าเอวและพูดด้วยความโมโห “เ้าแก่อวิ๋น! เ้าจะยุ่งมากเกินไปหรือเปล่า? เรือนหน้าก็ให้เ้าเป็คนดูแล เรือนหลังข้าก็จัดการเอง เ้าจะมาห้ามข้าไม่ให้พูดกับนายน้อยได้ยังไง?”
ลุงอวิ๋นถอยหลังไปหนึ่งก้าว ด้วยความไม่สบายใจต่อแม่นมาุโที่นิสัยไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีมานี้ “เ้าก็อายุมากแล้ว ทำไมยังใจร้อนเหมือนเดิมอยู่อีก? การที่เ้าดูแลเรือนหลังมาตลอดนั้นไม่ผิด แต่เ้าก็ควรจะต้องดูสถานการณ์ตอนนี้ด้วยไม่ใช่หรือ?
เมื่อไม่มีสตรีอยู่ในจวน เ้าจะพูดอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้คุณชายกลับมาพร้อมกับแม่นางติงและคุณชายน้อย ทำไมเ้าไม่รู้จักยอมให้เสียบ้าง สิ่งที่ควรจะปล่อยไปก็ปล่อยไปเถอะ ทำให้นายน้อยวางใจ และตัวเ้าเองก็จะสบายขึ้นไม่ใช่หรือ”
แม่นมกู่เบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “นายน้อยยังอายุน้อยอยู่เลย ข้าจะวางใจยอมปล่อยเรือนหลังไปได้ยังไง? อีกอย่าง หญิงคนนั้น...เอ่อ ฐานะก็ต่ำต้อยเกินไป!”
“เ้าเริ่มมองคนตามฐานะเหมือนคนนอกั้แ่เมื่อไร? ฮูหยินผู้ล่วงลับของเรากับฮูหยินคนก่อนๆ ก็ไม่ได้มาจากตระกูลสูงศักดิ์นะ ท่านอู่โฮ่วก็เคยกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า ตราบใดที่สามารถทำให้จวนเราเจริญรุ่งเรือง และนายน้อยชื่นชอบ ก็ไม่จำเป็ต้องใส่ใจเื่ชาติกำเนิด หากไม่เป็เช่นนั้นท่านก็คงหมั้นหมายนายน้อยกับลูกสาวตระกูลใหญ่ไปนานแล้ว”
ลุงอวิ๋นพูดเตือนสองสามประโยค แล้วเสริมอีกว่า “อีกอย่าง แม่นางติงเป็คนดีจริงๆ ที่นายน้อยมีความรุ่งโรจน์เช่นนี้ ความดีความชอบส่วนหนึ่งก็เป็เพราะนาง และนางยังคลอดคุณชายน้อยอีกด้วย เพียงเท่านี้พวกเราก็ต้องให้ความเคารพนางสามส่วนแล้ว”
“แม้ว่าฮูหยินหรือฮูหยินที่ผ่านมาจะไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่ถึงกับมาจากครอบครัวชาวนาหรือเป็เพียงแม่ครัว! และอีกอย่าง ถึงแม้ท่านผู้าุโจะไม่ได้หมั้นหมายให้นายน้อย แต่ท่านอ๋องก็…”
“หรือว่าองค์หญิงชิงเฉิงก็เคยมาที่จวนของพวกเราใช่ไหม?” ยังไม่ทันที่แม่นมาุโจะพูดจบ ลุงอวิ๋นก็พูดขัดจังหวะขึ้นมา เขาอาจไม่รู้รายละเอียดของสิ่งที่นายน้อยกำลังสั่งการให้ยอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินทั้งสี่กลุ่มตรวจสอบ แต่เขารู้ว่ามีบางสิ่งที่ไม่ปกติ องค์หญิงชิงเฉิงไม่ใช่คนที่ดูเรียบร้อยและมีเหตุผลตามที่เห็นภายนอก และถึงขั้นที่นางยังทำให้นายน้อยรู้สึกระแวงและไม่พอใจอีกด้วย
แม่นมาุโรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ยังคงยืนกรานว่า “แน่นอนว่านางเคยมา แล้วจะเป็ยังไง? ตอนนายน้อยยังไม่ออกศึก นางก็มาบ่อยๆ และใน่ที่คุณชายไม่อยู่ นางก็ช่วยดูแลจวนของเรามาตลอด ข้าให้ความเคารพนางสามส่วนก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว”
ทั้งสองคนต่างก็รับใช้จวนอู่โฮ่วมานาน และทั้งคู่มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง ลุงอวิ๋นไม่อยากให้เพื่อนเก่าของเขาไปขัดขวางนายน้อยหรือทำให้อารมณ์เสีย นางอาจจะต้องเสียหน้าด้วยซ้ำ เขาจึงกดเสียงต่ำเตือนว่า “ข้าจะบอกเ้าไว้เลยนะ ต่อไปอย่าได้ใส่ใจองค์หญิงชิงเฉิงมากนัก นายน้อยไม่ชอบนางเป็อย่างมาก และอีกอย่างตอนนี้สกุลซือหม่าและสกุลกงจื้อมีความแค้นลึกซึ้งต่อกันแล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะผูกพันและเกี่ยวดองกันได้อีก
หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้นายน้อยก็อารมณ์เปลี่ยนไปมาก เ้าอย่าเพิ่งรีบตัดสินอะไร พยายามทำความรู้จักกับแม่นางติงให้มากขึ้น แล้วเ้าจะเห็นว่านางมีดียังไง แม้ตอนแรกข้าก็คิดว่านางไม่เหมาะสมกับนายน้อย แต่ตอนนี้หลังจากที่ได้เห็นนางตลอดสองปีที่ผ่านมา ข้ากลับรู้สึกว่านางคือของขวัญจาก์ที่ส่งมาเพื่อชดเชยให้นายน้อย มีบางสิ่งที่อธิบายได้ยาก แต่เ้าจะเข้าใจเองในภายหลัง”
เมื่อพูดเสร็จ ลุงอวิ๋นก็ไม่พูดอะไรอีก และรีบไปทำงานที่เรือนหน้า ทหารม้าสามพันนาย้าอาหารและน้ำ ม้าก็้าหญ้า และสัมภาระที่นำกลับมาก็ต้องจัดการ เขาไม่มีเวลามากพอที่จะเสียกับแม่นมเฒ่าที่ดื้อรั้นคนนี้อีกแล้ว
แม่นมาุโยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาบ้าง แต่ยังตัดสินใจว่าจะสังเกตการณ์อีกสักระยะก่อน
ติงเหว่ยไม่รู้เกี่ยวกับการตัดสินใจของแม่นมาุโ และถึงรู้ก็ไม่สนใจมากนัก เพราะนางรู้ดีว่านางไม่ใช่เงินที่ใครๆ ก็ชื่นชอบได้ง่ายๆ โดยเฉพาะใน่แรกๆ ที่นางเพิ่งมาถึง สำหรับคนในจวนอู่โฮ่วแล้วนางก็เป็คนนอก การที่พวกเขาไม่คุ้นเคยกับนางนั้นเป็เื่ปกติ และนางเองก็ไม่คุ้นเคยกับพวกเขาเช่นกัน แต่นางเชื่อว่าหากอยู่ด้วยกันนานไปทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น
อย่างที่เรียกว่ากาลเวลาพิสูจน์คน ตราบใดที่คนในจวนซื่อสัตย์ต่อกงจื้อิและดูแลอันเกอเอ๋อร์เป็อย่างดี นางก็จะตอบแทนด้วยความจริงใจ และเชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศในจวนเป็ไปด้วยความสามัคคี
ภายในห้องครัว เนื่องจากนายน้อยกำลังจะกลับมา จึงมีการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ไว้ล่วงหน้าแล้ว ติงเหว่ยเพิ่งเข้ามาในเมืองวันนี้ แม้นางจะเป็คนใจเย็น แต่ก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่ดี นางจึงตัดสินใจทำอาหารมื้อใหญ่ให้พอสบายใจขึ้น
พอดีกับที่เครื่องปรุงรสต่างๆ ที่นางนำมาได้ถูกลุงอวิ๋นส่งเข้ามาในครัว นางจึงเริ่มลงมือทำอาหารทันที โดยจินตนาการว่าวัตถุดิบต่างๆ คือสองสมุหพระอาลักษณ์ที่มายุ่งกับนางในวันนี้ และทำการทอด ผัด ต้มอย่างตั้งใจ
ปลาต้มน้ำมัน ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน ไข่ตุ๋นหน้าเนื้อ และเต้าหู้ยัดไส้หมู นอกจากนี้ยังมีผักอีกสี่อย่าง ได้แก่ ยำเห็ดหูหนู ยำมันฝรั่ง รากบัวราดน้ำมันต้นหอม และหน่อไม้ดองเปรี้ยว รวมทั้งหมดแปดอย่างพอดี
นอกจากนี้ยังมีโจ๊กมันเสาหม้อหนึ่งสำหรับอันเกอเอ๋อร์ และแน่นอนว่านางไม่ลืมที่จะทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหม้อใหญ่สำหรับทุกคนในจวน
อวี้ฉือหุ่ยที่ขี่ม้าอยู่ก็ดมกลิ่นหอมอย่างอาลัยอาวรณ์และรีบไปส่งข่าวนอกเมือง มื้อกลางวันของจวนอู่โฮ่วก็ถูกจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อย
ฟางซิ่นและท่านผู้าุโเหว่ยก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อท่านผู้าุโเหว่ยได้ยินว่าลูกศิษย์ถูกดูแคลนก็โกรธจนผมแทบจะตั้งขึ้นมา ถ้าไม่มีฟางซิ่นซึ่งเป็คนคุ้นเคยพามาด้วย เกรงว่าคงจะถูกกันไว้ที่หน้าประตูจวนอู่โฮ่วแล้ว เพราะไม่มีใครกล้าปล่อยให้คนแปลกหน้าที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้ามาข้างใน อย่างไรตอนนี้ในจวนก็ไม่ได้มีแค่บ่าวและคนรับใช้ แต่ยังมีนายน้อยกับคุณชายน้อยอยู่อีกด้วย
ติงเหว่ยที่กำลังจัดโต๊ะอาหารกับตังกุยและคนอื่นๆ เมื่อเห็นทั้งสองคนเข้ามา ก็แทบจะไม่ทันได้ทักทายฟางซิ่น นางรีบดึงลูกชายมาใส่อ้อมแขนของท่านผู้าุโเหว่ยทันที
และเป็เช่นเคย เ้าเด็กอ้วนที่เป็ดั่ง “ถังดับเพลิง” ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ท่านผู้าุโเหว่ยถึงแม้จะโกรธขนาดไหนก็ไม่กล้าด่าทอเสียงดัง เพราะกลัวว่าจะทำให้หลานศิษย์ตัวน้อยใ
ติงเหว่ยจึงดันท่านผู้าุโไปนั่งที่โต๊ะ แล้วรินเหล้าให้เต็มแก้ว เมื่อมีอาหารอร่อยอยู่ตรงหน้า ความโกรธของของเขาก็หายไปสามส่วน
ฟางซิ่นถือพัดกระดาษลายทองปิดปาก เขาหัวเราะคิกคักมองน้องสาวที่ชำนาญในการปลอบใจท่านผู้าุโ แล้วค่อยๆ นั่งลงที่เก้าอี้ของแขกอย่างสบายใจ
เมื่อกงจื้อิและลุงอวิ๋นเข้ามาจากข้างนอก มื้อกลางวันของครอบครัวก็เริ่มต้นขึ้น
แม่นมกู่ยืนอยู่ที่ประตู มองสมาชิกในครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้อมวงกันรอบโต๊ะ พวกเขาพูดคุยและหัวเราะไปพลางกินไปพลาง บางครั้งสองคนที่อายุรวมกันเกินร้อยปี ยังเถียงกันเล็กน้อย ช่างเป็บรรยากาศอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างแท้จริง
แม่นมกู่ยืนงุนงงอยู่ที่ประตู ใจของนางเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนเป็ที่สุด
นานแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ได้เห็นโต๊ะอาหารที่อบอุ่นเช่นนี้? สามปี ห้าปี หรือบางทีอาจจะั้แ่ท่านอู่โฮ่วเสียชีวิต จวนอู่โฮ่วก็ไม่เคยได้ยินเสียงหัวเราะเช่นนี้อีกเลย
นายน้อยเป็คนที่มีนิสัยเ็า สหายที่สนิทก็มีเพียงคุณชายฟางเพียงคนเดียว บางครั้งดื่มสุรากันแต่ไม่เคยเรียกใครมาร่วมด้วย ทำให้พวกชาวเมืองหลวงลือกันลับหลังว่าคุณชายมีนิสัยชอบเพศเดียวกัน จนทำให้เ้าเฒ่าจิ่งกับเ้าเฒ่าอู่ต้องพาคนไปทุบโรงเหล้าหลายแห่ง
ใครจะคิดว่าวันนี้นายน้อยกลับมาเพียงสองชั่วยาม บรรยากาศในจวนก็กลับมาสดใสราวกับมีลมอุ่นพัดผ่านผืนน้ำในฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นอาหารหอมกรุ่นไปทั่วบ้าน แขกและญาติพี่น้องล้อมวงพูดคุย หัวเราะอย่างสนุกสนาน จนนางแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
ติงเหว่ยจัดการให้ทุกคนเริ่มรับประทานอาหาร เมื่อเหลือบเห็นแม่นมาุโยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ประตู ติงเหว่ยจึงเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้มแล้วประคองนางมาที่โต๊ะ “ท่านแม่นมนั่งก่อน ถ้าท่านยังไม่รีบกินอีก ของอร่อยอาจจะหมดเสียก่อน”
แม่นมกู่สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เมื่อเห็นว่าตนเองนั่งอยู่ที่โต๊ะ นางใจนแทบจะะโขึ้นมา “ไอ๊หยา บ่าวอย่างข้าจะนั่งร่วมโต๊ะกับนายน้อยได้ยังไง? บ่าวไปกินที่เรือนนอกก็...”
“พอเถอะ แม่นม!” ไม่ทันที่นางจะพูดจบ ลุงอวิ๋นก็รีบพูดเกลี้ยกล่อม “ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่เ้าดูแลคุณชายมาั้แ่เด็กและสมควรได้รับเกียรตินี้ แค่ข้าก็ยังนั่งกินดื่มที่นี่หน้าตาเฉยได้ เ้าจะไม่สามารถนั่งได้ยังไง? ถ้าเ้าจะไปกินที่เรือนนอก ข้าก็ไม่กล้าหน้าหนาอยู่ที่นี่หรอก แม่นางติงไม่ได้ทำปลาต้มน้ำมันนี้นานแล้ว ข้ายังอยากกินเพิ่มอีกสักหน่อย เ้าเห็นใจท้องที่หิวโหยของข้าแล้วรีบมานั่งเถอะ”
คำพูดของลุงอวิ๋นนั้นตลกจนทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา แม้แต่กงจื้อิเองก็พูดเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นม เชิญนั่งเถอะ ฝีมือทำอาหารของเหว่ยเอ๋อร์นั้นยอดเยี่ยม พวกเรากินกันจนเคยชินแล้ว ท่านก็ควรลองชิมสักหน่อย”
