ฟางซิ่นกลับโบกมือและพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นว่า “ข้างกายนายท่านตอนนี้มียอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินทั้งสี่กลุ่มคอยอารักขาอยู่ และยังมีองครักษ์เงาอยู่อีก พวกเ้าอย่าได้กังวลไปเลย ตอนนี้เื่ที่สำคัญที่สุดก็คือพยายามติดต่อเหล่าทหารในอดีตและส่งข่าวให้พวกเขารู้ว่ากงจื้อิยังมีชีวิตอยู่” และเขาก็ยิ่งพูดลึกซึ้งมากขึ้นไปอีกว่า “เนื่องจากนายท่านถูกวางยาพิษตอนนี้จึงกำลังพักรักษาตัวอยู่ เขาพักฟื้นมาสองสามปีโดยรวมๆ แล้วก็ถือว่าฟื้นตัวกลับมาได้เกือบทั้งหมด แต่วันนี้ฮ่องเต้จอมเผด็จการและบ้าอำนาจ ทั่วทั้งแผ่นดินประชาชนยากลำบากเหมือนจมโคลนและตกลงไปในกองเพลิง [1] นายท่านรู้สึกเ็ปใจเป็อย่างมากและตัดสินใจอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เกรงว่าต่อให้เขาจะต้องแบกรับชื่อในฐานะฏก็ต้องทวงคืนความเป็ธรรมแก่ราษฎรให้จงได้! ทุกๆ ท่านจะต้องเชื่อมั่นว่าการติดตามนายท่านของพวกเรานั้นเป็ไปเพื่อสร้างบ้านเมืองที่สงบรุ่งเรืองขึ้นมา และสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลและบรรพบุรุษไปตราบนานเท่านาน!”
เืของเหล่าทหารเดือดพล่านขึ้นมาทันที แล้วพากันะโเสียงดังว่า “ถึงแม้ว่าร่างกายของข้าจะแหลกลาญ แต่ข้าก็ยินดีติดตามนายน้อยตราบจนชีวิตจะหาไม่!”
แม้จะมีคนเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น แต่ท้ายประโยคที่ว่าตราบจนชีวิตจะหาไม่ยังคงก้องกังวานและสะท้อนผ่านสถานที่รกร้างออกไปทั่วทิศทาง
ฟางซิ่นหัวเราะออกมาสองครั้งและพูดว่า “ดี! ตอนนี้เรามีเวลาไม่มากแล้ว เชิญพวกท่านตามข้าเข้าไปด้านในเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไป!”
ทุกคนต่างก็รีบเข้าไปในเรือน ส่วนชายหนุ่มคนนั้นก็คอยเฝ้าระวังอยู่ที่ด้านนอก
ณ เช้าวันรุ่งขึ้น ประตูของเรือนเล็กๆ ก็เปิดออกอย่างเงียบๆ เหล่าแม่ทัพที่แต่งตัวปกปิดมิดชิดขี่ม้าเร็วของตนเองเพื่อแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ
ฟางซิ่นยุ่งมาตลอดทั้งคืน แต่ใบหน้าของเขาไม่มีความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย เขากลับไปที่จวนอัครเสนาบดีด้วยใบหน้าที่สดชื่นและแจ่มใส
ในขณะที่ฟางซิ่นกำลังติดต่อกับกำลังคนของหน่วยซีเจิ้งเดิม อัครมหาเสนาบดีฟางก็ติดต่อกับสี่ตระกูลหลักแล้ว เพื่อประโยชน์ของตระกูลและเพื่อความผาสุกของราษฎร เขาบอกข่าวเื่ที่กงจื้อิยังมีชีวิตอยู่แก่พวกเขา แล้วก็มีข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปถึงหูของเหล่าขุนนางในเมืองหลวง มีขุนนางจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเคลื่อนไหว ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองหลวงอันตรายมาก
อัครมหาเสนาบดีฟางหารือกับขุนนางเ่าั้ในห้องหนังสือเพื่อหาวิธีการที่เร็วที่สุดที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจ
ทันทีที่ฟางซิ่นกลับมาถึงจวน ก็มีคุณชายน้อยท่านหนึ่งวิ่งลนลานเข้ามาในจวนทั้งน้ำตาไหลอาบหน้า พอเขาเห็นอัครมหาเสนาบดีฟางก็คุกเข่าลงกับพื้นและร้องไห้โฮออกมา “ท่านอัครมหาเสนาบดีฟาง ท่านพ่อของข้าถูกฝ่าารับสั่งให้ลากไปปะาที่ประตูอู่เหมิน!”
ทุกคนที่ตามอัครมหาเสนาบดีฟางออกมาต่างก็ใสุดขีด
คุณชายที่กำลังพูดอยู่นั้น ท่านพ่อของเขาก็ถือว่าเป็ที่ปรึกษาทางการทหารของอัครมหาเสนาบดีฟางมาหลายต่อหลายปี และพวกเขาก็เข้ากันได้เป็อย่างดีมาโดยตลอด จู่ๆ ได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้หัวใจของอัครมหาเสนาบดีฟางจึงเต้นรัว จากนั้นเขาถามออกมาด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่!”
คุณชายน้อยท่านนั้นร้องไห้ไปและเล่าถึงเหตุการณ์ในรัชสมัยก่อน
ที่แท้เป็เพราะว่าใน่นี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่รักและเอ็นดูนางสนมในวังหลังเป็อย่างมาก เขาไม่เข้าร่วมประชุมตอนเช้าอีกต่อไป ดังนั้นเหล่าอัครมหาเสนาบดีถึงได้มีเวลามาแอบวางแผนการ
ทว่าข่าวการมีชีวิตของกงจื้อิได้แพร่กระจายไปในวงในเล็กๆ ผู้คนในเมืองหลวงต่างก็เริ่มตื่นตระหนก เหล่าขุนนางไม่มีกะจิตกะใจปฏิบัติหน้าที่และพวกเขามักจะรวมตัวกันเพื่อซุบซิบนินทา
ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็หาใช่คนโง่เขลาไม่ ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เนื่องจากเนื้อแท้ของเขาเป็คนที่โเี้ทารุณอยู่แล้วและตัดสินใจจะไม่ถามอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เช้าวันนี้เขาจึงเรียกรวมตัวเหล่าขุนนางชั้นสูงให้เข้าวังโดยไม่บอกเหตุผลใดๆ เมื่อพวกเขาเข้าไปในวังแล้วก็ถูกเหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้านข้างเข้าจับกุมตัวและอ่านราชโองการของฮ่องเต้ จากนั้นก็ลากไปปะาที่ประตูอู่เหมิน!
ในขณะที่คุณชายน้อยอ่านชื่อของคนที่ถูกรับสั่งให้โดนปะาชีวิตทีละคนๆ ทุกคนก็ค้นพบว่าในหมู่คนเ่าั้หากไม่เป็คนที่มีข้อขัดแย้งหรือมีความโกรธแค้นกับฮ่องเต้มาแต่ไหนแต่ไรมา ก็เป็คนที่ฮ่องเต้เกลียดชังหรือเพราะเป็คนที่เคยใกล้ชิดกับกงจื้อิ ทว่าั้แ่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พวกเขาเหล่านี้ก็ขยันหมั่นเพียร ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ จนเป็ขุนนางที่ดีในสายตาของราษฎร
ที่ปรึกษาทางการทหารวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งก้าวออกมา และพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ทุกวันนี้ฮ่องเต้กำลังถือโอกาสกำจัดคนที่เห็นต่างกับตนเองก็เท่านั้น…”
ฟางซิ่นแอบกัดฟันอย่างเงียบๆ บางทีเขาอาจจะคิดเื่นี้เอาไว้ง่ายดายเกินไป
อัครมหาเสนาบดีฟางเงยหน้ามองท้องฟ้า เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดออกมาอย่างหนักแน่นว่า “การกระทำของฝ่าาได้ครั้งนี้ได้ทำลายหัวใจของคนที่ซื่อสัตย์และภักดีไปแล้ว! และการกระทำเช่นนี้เป็การกระตุ้นให้พวกเราเหล่าขุนนางต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดี!”
ทุกคนต่างก็มองหน้ากันและตอบรับออกมาอย่างจริงจังและหนักแน่น
……
ไม่ต้องพูดถึงความดุเดือดเืพล่านที่เรือนหลังของครอบครัวสกุลติง แค่พูดถึงหลิวพัวจวินที่ได้ฟังข่าวเช่นนี้อยู่ที่บ้าน เขาก็มือไม้อ่อนและล้มลงบนเก้าอี้ทันที
อนุภรรยาที่คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างๆ เขาใจนหน้าถอดสี นางรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยประคองทว่ากลับถูกหลิวพัวจวินะโไล่ตะเพิดออกมา “ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
อนุภรรยาที่เมื่อครู่ยังเป็ที่เอ็นดูและโปรดปรานใจนไม่กล้าแสดงความโกรธออกมา นางรีบถอนตัวออกไปอย่างด้วยความน้อยใจ
หลิวพัวจวินเงยหน้ามองไปบนเพดาน จู่ๆ ในใจของเขาก็รู้สึกเสียใจสุดขีดที่ติดตามฮ่องเต้เช่นนี้ ความทะเยอทะยานและความฝันที่จะทิ้งชื่อเสียงอันโด่งดังไว้ชั่วกาลนานจะเป็ไปได้จริงๆ งั้นหรือ?
ทันใดนั้นจู่ๆ เขาก็นึกถึงกงจื้อิที่ถูกเขาทำร้ายจนเสียชีวิต หากเปรียบเทียบกับผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัผู้นี้ ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว!
หากคราแรกติดตามเขา ไม่แน่ว่าจะ…
เมื่อคิดเช่นนี้ใบหน้าของหลิวพัวจวินจู่ๆ ก็ดูน่าสะพรึงกลัว เขาพูดออกมาอย่างรุนแรงว่า “ต่อให้ตระกูลกงจื้อจะมีความสามารถมากสักแค่ไหน แต่สุดท้ายก็เป็แค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งของฮ่องเต้เท่านั้น! คนเช่นนั้นใช่ว่าจะเป็นายที่ดีได้สักหน่อย! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าหลิวพัวจวินผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและมีความทะเยอทะยานอันแรงกล้า ก็แค่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ใช่ว่าจะทำให้เขาพ่ายแพ้เสียหน่อย จะต้องมีหนทางที่ช่วยให้รอดพ้นไปได้แน่ๆ! จะต้องมีวิธีการแน่ๆ!”
ทันใดนั้นเขาก็มีพละกำลังขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซและะโออกไปข้างนอกว่า “เข้ามาช่วยข้าเปลี่ยนเป็ชุดเฉาฝู [2] ข้าจะเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าา!”
จะต้องมีโอกาสรอดพ้นเป็แน่! ตราบใดที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังคงรับฟังคำของขุนนางที่ซื่อสัตย์และภักดี!
เขาเปลี่ยนชุดและวางแผนการในใจไปด้วย การไปครั้งนี้ไม่เพียงแต่ต้องเกลี้ยกล่อมให้ฮ่องเต้ปะาชีวิตขุนนางตงฉิน [3] เท่านั้น ทั้งยังต้องให้ลดอัตราภาษีอีกด้วย ปีนี้ทางใต้เกิดภัยแล้ว และผู้ลี้ภัยก็กำลังอพยพขึ้นมาทางเหนือ หากว่าขึ้นภาษีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกรงว่าจะกระตุ้นให้เกิดการก่อฏได้ และหากจำเป็จริงๆ ก็ต้องเปิดท้องพระคลังเพื่อบรรเทาภัยพิบัติ และใช้สิ่งนี้เพื่อเอาชนะใจราษฎร!
ทว่าหลังจากที่คิดไปคิดมาเขาก็นึกถึงการกระทำต่างๆ ดังเช่นทรราช ั้แ่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่นี้ได้ขึ้นครองราชย์ จึงอดไม่ได้ที่จะสาปแช่งอยู่ในใจ
ก่นด่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ไม่เป็กษัตริย์ที่มีคุณธรรม และด่าตนเองที่ไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทำให้วันนี้ถูกลากเข้าไปในโคลนตมนี้จนไม่สามารถเอาตัวรอดออกมาได้!
ต่อให้จะเข้าวังไปเกลี้ยกล่อม แต่โอกาสที่จะสำเร็จมีเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น และไม่แน่ว่าบางทีชีวิตของเขาอาจจบลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ไม่กล้าที่จะไม่ไป สิ่งที่เขา้าคือการได้ทิ้งชื่อเสียงอันโด่งดังไว้ชั่วกาลบนโลกใบนี้ ไม่ใช่ชื่อเสียงที่ให้คนก่นด่าสาปแช่งไปตลอดกาล!
แต่น่าเสียดายที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็ไปตามที่คาดหวัง
เขาเก็บข้าวของเตรียมพร้อมเข้าวัง รถม้ายังอยู่ที่หน้าวังหลวงก็ได้ยินเสียงคนควบม้าไปตลอดทางในเมืองชั้นใน และพูดด้วยเสียงดังว่า “มีเื่เร่งด่วน! ใครที่ขัดขวางจะต้องตาย ใครต่อต้านก็ต้องตาย!”
หลิวพัวจวิน นางกำนัลและขันทีต่างก็พากันหลบอย่างจ้าละหวั่น เขาหลีกทางให้คนส่งสารผู้นั้นผ่านทางไป และทิ้งไว้เพียงฝุ่นคละคลุ้ง
ในขณะนี้ทุกคนในวังต่างก็กระวนกระวายใจ ทั้งยังได้ยินว่ามีเื่เร่งด่วนอีก ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ใบหน้าของแต่ละฝ่ายต่างเต็มไปด้วยความใและความหวาดกลัว
หลิวพัวจวินเองก็เริ่มวิตกกังวลขึ้นมา หรือว่าบางพื้นที่จะมีกลุ่มฏปรากฏขึ้นมาแล้ว?
เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น และเดินเข้าประตูก่งเหมินไปทางตำหนักจินหลวนเตี้ยน [4]
ปรากฏว่าเขายังเดินไปไม่ถึงก็มีเหล่าขันทีที่ได้รับข่าวคราวกำลังคุยกันเป็การส่วนตัว “ได้ยินว่ามีรายงานเร่งด่วน ทางใต้เกิดภัยแล้งติดต่อกันหลายวัน จากนั้นจู่ๆ ก็เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก ที่นาทั้งหมดถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี เกษตรกรส่วนใหญ่กลายเป็คนเร่ร่อนและขอทาน มีคนที่หิวโหยและโดนน้ำท่วมจนเสียชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน!”
หลิวพัวจวินรู้สึกมือไม้อ่อนไปหมด รอจนกระทั่งถึงตำหนักใหญ่ก็ได้ยินซือหม่าเชวี่ยนกำลังโกรธและถามคนส่งสารว่า “เหตุใดเ้าเพิ่งจะมารายงานตอนนี้ ปัญหาใหญ่ระดับแว่นแคว้นเช่นนี้เ้ากลับละเลยได้ยังไง!”
องครักษ์คนนั้นวิ่งติดต่อกันมาหลายวันหลายคืน ทำให้ม้าที่แข็งแรงเหนื่อยตายไปหลายตัว และเขาก็ไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าและปากของเขาล้วนมีตุ่มสีขาวขึ้น ท่าทางดูไม่ได้เอาเสียเลย
เมื่อได้ยินคำถามของฮ่องเต้ เขาก็อธิบายด้วยเสียงแหบแห้งออกมาว่า “ฝ่าา ระหว่างทางจากทางใต้ขึ้นทางเหนือต้องผ่านบริเวณที่มีกลุ่มลี้ภัยกับกองโจร ข้าน้อยรีบเร่งจนม้าที่แข็งแรงตายไปถึงหกตัว ถึงได้เพิ่งมารายงานให้ฝ่าาทราบ!”
หรือความหมายก็คือเขาได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
“ไอ้สารเลว! เื่สำคัญเช่นนี้ต้องมาล่าช้าเพียงเพราะเ้า! ทหาร เข้ามาลากตัวไปตัดหัวเสีย!” ซือหม่าเชวี่ยนยิ่งโกรธมากขึ้นหลังจากได้ฟังคำอธิบาย เขารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าองครักษ์ผู้นี้กำลังสำบัดสำนวน เถียงข้างๆ คูๆ จึงรับสั่งให้ตัดหัวไปเสีย!
หลิวพัวจวินรีบวิ่งเข้าไป เขาคุกเข่าลงกับพื้นในตำหนักใหญ่สีทองอย่างแรง และะโซ้ำไปซ้ำมาว่า “ฝ่าา พระองค์ทรงอย่าทำเช่นนี้เลย! ในสภาวะที่ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในา จะไม่สังหารคนส่งสารโดยเด็ดขาด อีกอย่างคนส่งสารผู้นี้ก็มิได้มารายงานล่าช้าแต่อย่างใด ขอฝ่าาทรงเมตตาด้วย!”
เขารู้ว่าฮ่องเต้กำลังทรงกริ้ว หากว่าจะฆ่าใครในวันทั่วไปคงจะไม่สลักสำคัญอะไร ทว่าคนส่งสารผู้นี้เดินทางมามากกว่าหลายพันลี้ หากจะสั่งปะาเขาด้วยความโกรธแล้วเื่นี้แพร่ออกไป เกรงว่าทุกคนจะยิ่งโกรธแค้นฮ่องเต้พระองค์ใหม่นี้ยิ่งขึ้นไปอีก!
ซือหม่าเชวี่ยนกลับไม่ฟัง เขาถลึงตาทั้งสองด้วยความโมโหและชี้นิ้วไปที่หลิวพัวจวิน “เ้ากล้าร้องขอความเมตตาอย่างนั้นหรือ งั้นเ้าก็ไปตายแทนเขาซะ!”
หลิวพัวจวินกำลังจะอ้าปากพูด แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าต่อกรกับฮ่องเต้ที่กำลังทรงกริ้วอยู่จริงๆ
ดังนั้นคนส่งสารผู้นี้ยังไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกลากไปตัดหัวเสียแล้ว
รอยเืบนพื้นที่ประตูอู่เหมินยังไม่ทันแห้ง ก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น
บางทีหลังจากที่ปะาชีวิตใครสักคนแล้วความโกรธของฮ่องเต้ก็บรรเทาลงเล็กน้อย เขาหรี่ตาและมองไปที่หลิวพัวจวิน “หลิวอ้ายชิง [5] ตอนนี้ที่นาทางใต้ถูกทำลายจนสิ้นซาก มีคนาเ็ล้มตายนับไม่ถ้วน เ้าว่าเื่นี้ควรจะแก้ปัญหายังไงดี!”
สิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนกลัวมากที่สุดก็คือภัยแล้งและน้ำท่วม เพราะนี่หมายความว่าเกษตรกรจะไม่สามารถอิ่มท้อง และหากเป็เช่นนั้นต่อไปจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางในการก่อฏ ซือหม่าเชวี่ยนก็เป็แค่ทรราชที่ละโมบ แต่หาใช่คนโง่เขลาไม่
เขารู้ว่าเื่นี้ไม่สามารถละเลยได้อีกต่อไปและจำเป็จะต้องรีบจัดการในทันที
หลิวพัวจวินที่วางแผนไว้ั้แ่ก่อนที่เขาจะมาถึง เขาคุกเข่าลงกับพื้นทันทีและยกก้นสูงโด่งราวกับหมูไม่มีผิด แล้วพูดด้วยเสียงอันแหบแห้งว่า “ฝ่าา สำหรับแผนการในตอนนี้มีแค่รีบเปิดท้องพระคลังเพื่อบรรเทาภัยพิบัติเท่านั้น! และส่งผู้แทนพระองค์ไปคอยตรวจตราทางใต้ ประการแรกเพื่อป้องกันขุนนางทางใต้คดโกง ประการที่สองเป็การแสดงพระมหากรุณาธิคุณ!”
ซือหม่าเชวี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อเปิดท้องพระคลังแล้วจำนวนเสบียงที่จะแจกออกไปก็จำนวนมิใช่น้อย แม้ว่าภาษีพืชผลจะปรับสูงขึ้นในปีที่แล้ว แต่ในปีนี้เขาได้ดำเนินงานก่อสร้างอย่างใหญ่โต และการสร้างสุสานของฮ่องเต้ก็ใช้เงินจำนวนไม่น้อย
“ฝ่าา ขณะนี้กำลังอยู่ใน่วิกฤติ พระองค์ไม่อาจลังเลได้อีกต่อไป!” หลิวพัวจวินเอ่ยขอร้องจากก้นบึ้งของหัวใจ “ผู้ลี้ภัยไม่ได้น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือพวกเขาจะถูกชักจูงโดยคนที่เจตนาไม่ดี แล้วพากันลุกขึ้นมาต่อต้าน!”
“ช่างบังอาจยิ่งนัก!” ในประโยคนี้ััได้ถึงความเ็ปที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของซือหม่าเชวี่ยน เขาจึงตำหนิออกมาอย่างรุนแรง
หลิวพัวจวินจึงเอาหน้าผากของเขาแตะลงกับพื้นอย่างแรง และไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
สีหน้าของซือหม่าเชวี่ยนเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจคาดเดา จากนั้นเขาก็ตัดสินใจ “สั่งการออกไปให้เปิดท้องพระคลัง และให้ใช้เสบียงในนั้นเพื่อบรรเทาภัยพิบัติ!”
ทันใดนั้นก็มีคนเข้ามารับคำสั่งและดำเนินการทันที หลิวพัวจวินเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ไม่ว่าชื่อเสียงของซือหม่าเชวี่ยนจะแย่สักแค่ไหน ทว่าหลังจากมีเื่ที่เปิดท้องพระคลังเพื่อบรรเทาภัยพิบัติในครั้งนี้ ก็ถือว่าสามารถฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเขากลับมาได้เล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้สูดลมหายใจเข้า คนที่จะไปเปิดท้องพระคลังเมื่อครู่ก็กลับมาด้วยความเศร้าสร้อยและะโออกมาว่า “ฝ่าา แย่แล้ว เสบียงในท้องพระคลังไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย…”
ไม่มีแล้ว! เสบียงในท้องพระคลังที่ช่วยชีวิตคนไม่มีเหลือแล้ว...โอกาสเดียวที่จะรอดพ้นไปได้ก็หายไปแล้ว…
เกิดเื่ที่แย่ที่สุดแล้วจริงๆ!
หลิวพัวจวินล้มลงกับพื้นดัง “ปัง” ดวงตาทั้งคู่ของเขาเหม่อลอย หมดสิ้นแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว!
-----------------------------------------
[1] ยากลำบากเหมือนจมโคลนและตกลงไปในกองเพลิง 生灵涂炭 หมายถึง บรรยายสภาพสังคมวุ่นวาย ประชาชนต่างตกอยู่ในสภาพยากลำบาก
[2] เฉาฝู 朝服 หมายถึง ชุดเสื้อผ้าที่ขุนนางสวมเข้าเฝ้าฮ่องเต้เวลาที่ออกว่าราชการในยามเช้า
[3] ขุนนางตงฉิน 忠臣 หมายถึง ขุนนางสุจริต
[4] ตำหนักจินหลวนเตี้ยน 金銮殿 หมายถึง ตำหนักกระดิ่งทอง(ท้องพระโรง)
[5] อ้ายชิง 爱卿 หมายถึง คำที่กษัตริย์ใช้เรียกขุนนางด้วยความรักและความเอ็นดู
