อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีฝนเลยแม้แต่นิด คนแก่ที่เคยประสบกับภัยแล้งมาก่อนก็เริ่มสงบไม่ลง
ดูจากสภาพอากาศแล้ว หวั่นว่าจะเป็ภัยแล้งอีกครา!
ภาพศพเกลื่อนทุ่งยังติดตาอยู่ในความทรงจำ ถ้าเกิดขึ้นอีกคราวนี้คงไม่รอดแล้วจริงๆ
คนเฒ่าคนแก่เล่าเื่นี้ให้ผู้นำหมู่บ้านฟัง เขาเองก็ปวดหัวมาก พวกเขาเป็ชาวนาที่พึ่งพาฟ้า ถ้าฝนไม่ตกทำนาไม่ได้ก็คงจะต้องตายจริงๆ
ผู้นำหมู่บ้านกลัวว่าภัยแล้งจะมาถึง จึงเรียกคนในหมู่บ้านทั้งหมดมา และเล่าถึงสิ่งที่เขาเป็กังวล หากมีเงินอยู่ในมือก็ขอให้ชาวบ้านตุนเสบียงอาหารให้มากขึ้น
บางคนฟังแล้วก็ตัดสินใจซื้ออาหารมาเก็บไว้ แต่บางคนไม่สนใจ คิดว่ายังไงฝนก็จะตก
แต่พวกที่ไปขายข้าวกลับพบว่าราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เื่นี้ซ้ำเติมความรู้สึกวิกฤตในใจของพวกเขา
"เ้าเชื่อสิ่งที่ผู้นำหมู่บ้านพูดไหม" เมื่อเห็นว่าหลี่ชิงหลิงดูสงบมาก และไม่มีแผนที่จะซื้ออาหาร หลิวจือโม่จึงถาม
หลี่ชิงหลิงก้มศีรษะลงพลางคำนวณว่าอาหารที่บ้านเหลืออยู่เท่าไร
เมื่อนางได้ยินคำถามของหลิวจือโม่ก็เงยหน้าขึ้นมองเขาและพูดอย่างใจเย็น "ข้าเชื่อ!" มีคำกล่าวว่า บ้านมีหนึ่งเฒ่า เหมือนมีเ้าทรัพย์ คนแก่ที่มีประสบการณ์เห็นอากาศแล้วรู้สึกผิดปกติ ถึงขั้นสามารถแจ้งเตือนให้ชาวบ้านรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมการ
หวังว่าทุกคนในหมู่บ้านจะทำตามคำของผู้นำหมู่บ้านและซื้ออาหารเก็บไว้บ้าง เมื่อหน้าแล้งมาถึงจะได้รอดชีวิต
หลิวจือโม่มองหลี่ชิงหลิงด้วยความประหลาดใจ "ในเมื่อเชื่อแล้ว ทำไมถึงไม่ลงมือเล่า?” ไม่สมกับเป็นางเลย ถ้าเป็ปกติคงต้องรีบลงมือแล้ว ไม่สงบแบบนี้หรอก
"พี่รู้ได้ไงว่าข้าไม่ได้ลงมือทำ" หลี่ชิงหลิงยิ้มให้เขา ก่อนเอ่ยเสียงเบา "ก่อนหน้านี้ข้าตุนเสบียงอาหารไว้แล้ว" คงต้องขอบคุณอาหวง มิฉะนั้นตอนนี้เสบียงขึ้นราคาหมดแล้ว
่นี้ฝนไม่ตกมาพักใหญ่แล้ว คนขายข้าวถือโอกาสขึ้นราคาข้าวแน่ๆ
หลิวจือโม่ฟังแล้วใ ถามว่าจัดการตอนไหน ทำไมเขาไม่รู้
ทำไมนางถึงกักตุนอาหารละ? นางรู้แต่แรกแล้วหรือว่าจะเกิดภัยแล้ง?
มาถึงตอนนี้หลี่ชิงหลิงไม่ได้เก็บซ่อนอีกต่อไป นางบอกหลิวจือโม่ทั้งหมด
หลังจากฟัง หลิวจือโม่ก็เงียบ เขาไม่คาดคิดว่าหลี่ชิงหลิงจะปิดบังเขาทำหลายสิ่งหลายขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกผิดมาก
หลี่ชิงหลิงที่รู้ว่าจะเป็แบบนี้ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เอื้อมมือไปตบไหล่ของหลิวจือโม่ "ข้าไม่ได้ตั้งใจปิด แต่แค่คิดว่าพี่จะสอบแล้ว ให้เสียสมาธิคงไม่ดี แล้วอีกอย่าง ข้าก็ไม่รู้ว่ามันจริงไหม ถ้าพูดออกมาแล้วไม่จริงก็ทำให้พี่กังวลเปล่าๆ พอนึกๆ ดูแล้ว ข้าก็เลยไม่บอกน่ะ”
"ลำบากเ้าแล้วนะ" หลิวจือโม่ถอนหายใจ "คราวหน้าถ้ามีอะไรต้องบอกข้า เื่แบบนี้ไม่เสียเวลาข้ามากหรอก” เขาหวังจะเป็ที่พึ่งของนาง ไม่ใช่ให้นางแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทำให้เขาดูไร้ประโยชน์มาก
เมื่อรู้สิ่งที่ค้างคาใจของเขา หลี่ชิงหลิงก็พยักหน้าอย่างประนีประนอม
"หวังว่าแล้งนี้จะไม่มาเยือน!"
"อืม..." หลี่ชิงหลิงรู้ดีว่าสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าแล้งนี้อยู่ไม่ไกลแล้ว
แต่นางไม่คาดคิดว่าสิ่งที่มาเร็วกว่าภัยแล้งคือา
วันหนึ่ง จู่ๆ เ้าของร้านฝูหมั่นโหลวก็มาที่หมู่บ้านเพื่อตามหานาง นางคิดว่าเ้าของร้านมาที่นี่เพื่อถามเกี่ยวกับกระต่ายจึงหัวเราะและบอกว่ากระต่ายยังไม่โต ต้องรอไปก่อน
สีหน้าเ้าของร้านดูเคร่งขรึมเล็กน้อย เขาเหลือบมองเด็กสาว “เสี่ยวหลิง วันนี้ข้ามาหาไม่ใช่เพื่อกระต่าย แต่เพื่อมาบอกบางอย่าง”
หลี่ชิงหลิงเห็นสีหน้าเคร่งขรึมจึงเลิกยิ้ม พยักหน้าให้เขาพูดโดยตรง
"ข้าได้ข่าวมาว่าาาหนานเยี่ยนกำลังจะก่อการฏ ที่แรกที่พวกเขาจะผ่านคืออำเภออันหยาง" เ้าของร้านถอนหายใจ "ฝูหมั่นโหลวจะปิดในวันพรุ่งนี้ ข้าก็จะจากไปในวันพรุ่งนี้ ข้าอยากมาบอกข่าวให้เ้าเตรียมใจก่อนไป” มันเป็สิ่งเดียวที่เขาทำได้
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หัวใจของหลี่ชิงหลิงก็จมดิ่งลงทันที นางรู้ว่าเ้าของร้านจะไม่เอาเื่แบบนี้มาพูดเล่น "ท่านลุงเ้าของร้าน ขอบคุณนะเ้าคะ!" นางยืนขึ้นและคำนับเ้าของร้าน
การที่มาบอกข่าวด้วยตัวเองถือเป็ความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว
"ข้าช่วยเ้าได้แค่นี้” เ้าของร้านพยุงหลี่ชิงหลิงขึ้น "เสี่ยวหลิง มีแผนอย่างไรบ้าง ถ้าอยากไปจากที่นี่ก็ต้องรีบไปให้เร็วที่สุด" เขานึกถึงเด็กๆ บ้านนี้แล้วรู้สึกแย่เล็กน้อย
"ข้าต้องปรึกษากับพี่จือโม่ดูว่าจะทำอย่างไร"
"งั้นก็ต้องรีบแล้วล่ะ”
หลี่ชิงหลิงตอบรับ หลังจากที่นางส่งเ้าของร้านออกไปแล้วก็ออกไปหาหลิวจือโม่ที่กำลังพาน้องสาวสองคนออกไปเล่น
เด็กสาวพบเขาก็บอกว่ามีเื่สำคัญจะบอกเขา ทันทีที่เขาเห็นสีหน้าจริงจังของนางก็อุ้มน้องสาวกลับบ้านกับนางทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หลี่ชิงหลิงนั่งบนเก้าอี้ ถอนหายใจและพูด “าาหนานเยี่ยนก่อฏเริ่มาแล้ว และที่แรกที่จะรับแรงกระแทกคืออำเภออันหยาง” ชาติก่อนนางเกิดในยุคที่สงบสุข ไม่เคยผจญกับา แต่นางรู้ว่าาหมายถึงความตาย เป็สิ่งที่โหดร้ายมาก
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของหลิวจือโม่ก็จริงจังขึ้นมา “เ้าไปรู้เื่นี้มาจากไหน? แน่ใจหรือ?”
"เ้าของร้านฝูหมั่นโหลวตั้งใจมาบอก” หลี่ชิงหลิงพยักหน้า "ข้าคิดว่าข่าวนี้เป็ความจริง เ้าของร้านไม่มีความจำเป็ต้องโกหกเรา"
เมื่อได้ยินว่าเป็เ้าของร้านฝูหมั่นโหลว หลิวจือโม่ก็เชื่อทันที
แต่หัวใจของเขาจมลงอย่างสมบูรณ์
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เขาก็ถามหลี่ชิงหลิงว่าคิดอย่างไร
"ตอนนี้ยังไม่รู้ ไว้คิดออกแล้วค่อยคุยกันอีกที” หลี่ชิงหลิงนวดขมับ ตอนนี้จิตใจของนางยุ่งเหยิงมาก ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร "ควรบอกเื่นี้กับผู้นำหมู่บ้านไหม" อย่างไรเสียก็เป็คนจากหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าไม่บอกก็คงรู้สึกไม่ดี
“งั้นไปบอกผู้นำหมู่บ้านสักหน่อย จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เขา”
"เอาสิ!"
หลิวจือโม่ไปหาผู้นำหมู่บ้านและบอกผู้นำหมู่บ้านเกี่ยวกับเื่นี้ทันที โดยระบุเป็พิเศษว่าเ้าของร้านของฝูหมั่นโหลวมาบอกด้วยตัวเอง
ผู้นำหมู่บ้านใ ไม่คิดว่าากำลังจะมาเยือน
แต่ตนยังไม่ได้รับข่าวจากเบื้องบน ทำให้ไม่แน่ใจว่าใช่เื่จริงหรือไม่ หากไม่จริงแล้วกระจายข่าวให้แตกตื่นคงไม่ใช่เื่เล็ก
"จือโม่ ก่อนที่ข้าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งแพร่ออกไป เข้าใจไหม?” ผู้นำหมู่บ้านกำชับ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ เขาก็รู้สึกขอบคุณน้ำใจหลิวจือโม่มากแล้ว
หลิวจือโม่รู้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้ เขาพยักหน้าและตอบรับ
ในคืนวันนั้น ผู้นำหมู่บ้านรีบเรียกคนทั้งหมู่บ้านอีกครั้ง ทุกคนในหมู่บ้านบ่นกันไม่หยุด ดึกขนาดนี้มีเื่อะไรนะ
"ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้นำหมู่บ้านถึงเรียกเราดึกขนาดนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย” ป้าหวงขมวดคิ้วพูดกับหลี่ชิงหลิง
หลี่ชิงหลิงรู้เกี่ยวกับา คงจะได้รับการยืนยันแล้ว มิฉะนั้นผู้นำหมู่บ้านคงไม่รีบเรียกพวกเขามารวม
เด็กสาวปรึกษาเื่นี้กับหลิวจือโม่ เด็กๆ ในครอบครัวของพวกเขายังเด็กเกินไป หากลี้ภัย พวกเขาอาจตายระหว่างทาง
หากเป็เช่นนั้น ย้ายไปอาศัยอยู่ในถ้ำูเาซงจะดีกว่า ในถ้ำมีอาหารที่นางสะสมไว้ ประหยัดหน่อยน่าจะรอดชีวิตจากาได้
พวกเขาวางแผนจะย้ายออกพรุ่งนี้เช้า แต่ไม่คาดคิดว่าผู้นำหมู่บ้านจะเรียกทุกคนมารวมกันในคืนนี้
“ทุกคนเงียบหน่อย ข้ามีข่าวสำคัญจะบอกทุกคน” ผู้นำหมู่บ้านมองชาวบ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หลังจากได้รับข่าวจากเบื้องบน เขาก็รีบมาแจ้งชาวบ้าน “ข้าได้รับข่าวจากเบื้องบนว่าาาหนานเยี่ยนก่อฏ จะยกทัพผ่านเมืองอันหยางก่อน..."
ก่อนที่เขาจะพูดจบ ชาวบ้านก็แตกตื่นราวกับะเิลง ผู้นำหมู่บ้านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วะโบอกชาวบ้านให้เงียบ รอจนชาวบ้านสงบลงแล้วพูดต่อ “ครอบครัวข้าจะลี้ภัยไปจากที่นี่ ใครจะออกจากที่นี่ พรุ่งนี้เช้าไปรวมกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน เราจะรอแค่ครึ่งชั่วยามแล้วออกเดินทางทันที” ศึกนี้มาถึงประตูบ้านแล้ว หากไม่หนีก็ได้แต่รอความตาย
ผู้นำหมู่บ้านกำชับชาวบ้านอีกสองสามคำ ขอให้ทุกคนกลับบ้านและคิดดูดีๆ
เจิงเถียโถวเห็นหลิวจือโม่และหลี่ชิงหลิงจึงวิ่งมาหา ถามว่าจะลี้ภัยหรือไม่
หลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่มองหน้ากัน จากนั้นหลิวจือโม่พูด ครอบครัวพวกเขาไม่มีผู้ใหญ่ พวกเขาเป็เด็กทั้งหมด พวกเขาจึงไม่คิดจะลี้ภัย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจิงเถียโถวก็กระวนกระวาย “เถ้าแก่ หนีไปด้วยกันเถอะ มีข้าอยู่นี่ไง!” เขาไม่อยากเห็นคนดีอย่างเถ้าแก่ตายที่นี่จริงๆ
เมื่อเห็นชายผู้มีนิสัยเรียบง่ายและซื่อสัตย์เช่นนี้ ทั้งคู่ก็รู้สึกตื้นตัน
"ลุงเจิง ครอบครัวลุงมีทั้งคนแก่ทั้งเด็กก็หนักหนาอยู่แล้ว เราเพิ่มภาระให้ลุงไม่ได้ เราตัดสินใจแล้วจริงๆ ว่าจะอยู่"
เมื่อนึกถึงครอบครัวของเขา เจิงเถียโถวก็เงียบไป หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น "ถ้าอย่างนั้นพวกเ้าต้องระวังนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็หนีเข้าไปในูเา!" ทำแบบนี้จะยังพอมีโอกาสรอดชีวิต
หลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่ขอบคุณเจิงเถียโถว บอกให้เขาเดินทางระวัง ไว้มีโอกาสแล้วพบกันอีก
เจิงเถียโถวตอบด้วยดวงตาแดงก่ำ เดินไหล่ตกจากไป
