ลู่เต้าเรียนรู้เคล็ดวิชาใหม่ได้ก็ควรจะดีใจ แต่ในเวลานี้เขากลับรู้สึกหดหู่สุดขั้วหัวใจ
ถึงแม้จะเตรียมใจรับผลกระทบไว้แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าผลกระทบนั้นจะหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้
ไป๋เสียยิ้มแล้วพูดว่า “เ้ากลัดกลุ้มเื่อะไร”
“ท่านไม่ได้ยินหรือ!?” ลู่เต้าทำหน้าเศร้าแล้วพูดว่า “หากข้าฝืนกฎก่อนถึงระดับหกดารา ข้าก็จะต้องตาย!”
ไป๋เสียพูดต่อว่า “มิใช่ว่าดีแล้วหรือ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องสนใจเื่รักๆ ใคร่ๆ อีกไง”
ลู่เต้ายังอยากจะบ่นอีกสองสามประโยค แต่พอได้ยินที่ไป๋เสียพูดจบก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ทันใดนั้นดวงตาก็เป็ประกาย เขาพบว่าตัวเองถูกไป๋เสียหลอก จึงด่าทอทันทีว่า “เ้ามันเ้าเล่ห์! เ้าวางแผนยุยงให้ข้ารับมรดก เพื่อให้ข้าตั้งใจฝึกฝนมากขึ้นอย่างนั้นหรือ!?”
“โอ้?” ไป๋เสียแปลกใจเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “อยู่กับข้านานเข้า สมองก็เริ่มฉลาดขึ้นมาแล้ว”
ลู่เต้าโกรธจนอยากจะซัดอีกฝ่ายให้หายแค้น แต่พอคิดดูดีๆ แล้วก็น่าจะสู้ไม่ได้ จึงได้แต่ถอนหายใจ
“ช่างเถอะ...” ลู่เต้าพูดด้วยแววตาเหม่อลอย “หากออกจากถ้ำนี้ไปอย่างปลอดภัยไม่ได้ แล้วจะพูดถึงอนาคตได้อย่างไร”
เขาจัดการความคิด จนกระทั่งอารมณ์สงบลง แล้วจึงพูดกับอู่ไฮ่ว่า “ข้ารู้ถึงผลกระทบแล้ว ต่อไปคืออะไร”
อู่ไฮ่พยักหน้ายิ้มๆ “ตอนนั้นพอข้าคิดว่าวันข้างหน้าจะแตะต้องสตรีไม่ได้ ใจข้าก็คันยุบยิบราวกับมีมดไต่ ท้อแท้อยู่นานเดือนกว่าจะยอมรับความจริงได้ เ้ากลับมาอารมณ์ดีได้เร็วเช่นนี้ ช่างเป็เด็กดีจริงๆ!”
‘หากไม่ติดว่าข้าติดอยู่ในถ้ำนี้...’ ลู่เต้าพูดอย่างไม่ยอมแพ้ในใจ ‘มรดกเช่นนี้ข้าก็ไม่้า!’
ไป๋เสียได้ยินเสียงในใจ จึงพูดขึ้นแบบไม่ใส่ใจว่า “ถึงไม่ได้ฝึกดัชนีวานร เ้าก็ไม่ได้ใช้หรอก ดัชนีวานรน่ะ”
“ใช้ได้สิ! ข้าเกือบจะได้ใช้แล้ว!” ลู่เต้าพูดอย่างขัดเคือง
“จริงหรือ” ไป๋เสียพูดอย่างใจเย็น “ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่สตรีนางนั้นใกล้เ้าแล้วอาจจะตายอย่างอนาถ หากคืนนั้นเ้าเสียพรหมจรรย์ไป ตอนนี้พวกเราก็ได้แต่นั่งรอความตายเท่านั้น”
‘อืม...ที่เขาพูดก็มีเหตุผล ข้าเถียงไม่ออกเลย’ ลู่เต้าคิดอย่างจนใจ
คิ้วของลู่เต้าค่อยๆ คลายออก อู่ไฮ่เห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว จึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาดัชนีวานรให้แก่เขา
“เนื่องจากตอนที่ใช้วิชานี้จะมีแรงถีบกลับสูง ดังนั้นท่าม้ายืน[1]ต้องมั่นคง”
ลู่เต้าย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อตั้งท่าม้ายืน
“ยื่นมือข้างที่ถนัดไปยังเป้าหมาย ใช้นิ้วโป้งกดนิ้วกลางเอาไว้”
ลู่เต้าทำตาม ยื่นมือนิ้วโป้งกดนิ้วกลางเอาไว้เหมือนปางพระพุทธรูป
“ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจของเ้าแล้ว” อู่ไฮ่พูดต่อ “รวบรวมพลังปราณไว้ที่ปลายนิ้ว”
“ปลายนิ้ว?” ลู่เต้าทำตาม ทันใดนั้นพลังปราณก็ไหลไปรวมกันที่ปลายนิ้วจนรู้สึกได้ถึงความร้อน
อู่ไฮ่ส่ายหน้าแก้ไข “ไม่ถูกต้อง เ้ารวบรวมไว้ ‘บนนิ้ว’ ไม่ใช่ ‘ระหว่างนิ้ว’”
ลู่เต้าฉงน “เอ๋? ผิดหรือ”
‘ระหว่างนิ้ว? ตกลงแล้วระหว่างนิ้วคือตรงไหน’
“เ้าลองจินตนาการว่ามีลูกบอลเล็กๆ อยู่ระหว่างนิ้วทั้งสอง”
“โอ้! ข้าเข้าใจแล้ว”
ลู่เต้าเข้าใจในทันที เขาลองจินตนาการว่ามีลูกบอลเล็กๆ อยู่ระหว่างนิ้วทั้งสอง แล้วรวบรวมพลังปราณเข้าไปในนั้น
ตอนแรกไม่ค่อยราบรื่นนัก พลังปราณถูกจำกัดอยู่ภายในนิ้ว ไม่ได้แผ่ออกมา
เวลาผ่านไปทีละน้อย ไม่รู้ว่าเปลี่ยนยันต์ไฟไปกี่แผ่นแล้ว ถึงแม้ลู่เต้าจะเหนื่อยจนเหงื่อไหลอาบร่าง แต่การฝึกฝนก็ไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิด
ในขณะที่อู่ไฮ่คิดจะให้เขาพักผ่อน ทันใดนั้นก็มีแสงสีทองส่องประกายระหว่างนิ้ว ราวกับแสงพระพุทธรูปส่องสว่าง
แต่น่าเสียดายที่มันคงอยู่เพียงชั่วครู่เดียว ภายในถ้ำก็เหลือเพียงแสงสว่างจากยันต์ไฟ
ลู่เต้าหมดแรงทรุดตัวลงคุกเข่า แล้วหอบหายใจอย่างหนัก
อู่ไฮ่ดีใจมาก “เยี่ยมมาก! ตอนนั้นข้าใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนกว่าจะไปถึงขั้นนี้ได้!”
“ท่านชี้แนะได้ดี ข้าจึงมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว” ลู่เต้าถ่อมตน
ไป๋เสียสั่งว่า “ในขณะที่ยังจำได้แม่นยำ ก็ฟื้นฟูพลังแล้วฝึกฝนต่อ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ลู่เต้าหยิบลูกกวาดฟื้นฟูออกมากิน ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างแข็งขัน ตั้งท่าม้ายืน ยื่นมือออกไป แล้วรวบรวมพลังปราณไว้ระหว่างนิ้วอีกครั้ง
เมื่อมีประสบการณ์ครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สองเขาก็ทำสำเร็จอย่างรวดเร็ว และยังคงอยู่ได้นานกว่าครั้งแรก
ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หมดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
เสื้อผ้าของลู่เต้าเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ในเวลานี้แสงสว่างเจิดจ้าส่องประกายระหว่างนิ้ว ราวกับจ้องมองดวงอาทิตย์จนแสบตา
ระหว่างนิ้วทั้งสอง ที่ใจกลางแสงสว่าง มีลูกแสงกลมๆสีทองขนาดเล็กก่อตัวขึ้น
ลู่เต้าตัวสั่นไปทั้งร่างเพื่อรักษาลูกแสงกลมๆ เอาไว้
แต่น่าเสียดายที่ลูกแสงกลมๆ คงอยู่ได้เพียงสิบอึดใจก็ะเิออก กลายเป็ควันสีทองจางๆ ลอยหายไปในอากาศธาตุ
ลู่เต้าหมดแรงล้มลงกับพื้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บนใบหน้ากลับผุดรอยยิ้มสดใส
ถึงแม้จะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็สามารถพัฒนาขึ้นจากความผิดพลาดในทุกๆ ครั้ง
ลู่เต้ามั่นใจว่าหากล้มเหลวอีกไม่กี่ครั้ง เขาก็จะทำให้ลูกแสงกลมๆคงตัวอยู่ได้ เขาจึงกินลูกกวาดเพื่อเตรียมลองอีกครั้ง
อู่ไฮ่รู้สึกชื่นชมในใจ “มีโอสถวิเศษช่วยเหลือ การฝึกฝนอย่างหนักเพียงวันเดียวก็เทียบเท่ากับการฝึกฝนของผู้อื่นหลายวัน บวกกับความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของลู่เต้า จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วใน่เวลาสั้นๆ! หากท่านฤๅษีวานรทราบว่าในภายภาคหน้าจะมีผู้สืบทอดที่โดดเด่นเช่นเ้า ท่านคงปริยิ้มอย่างมีความสุขในปรโลก”
“ท่านฤๅษีวานร?”
อู่ไฮ่พูดว่า “ท่านฤๅษีวานรอูเปิ่นไห่คือปฐมาจารย์ของพวกเรา วิชาดัชนีวานรนี้เป็วิชาที่ท่านคิดค้นขึ้นมา”
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “ข้าไม่เคยได้ยินว่าผู้สืบทอดรุ่นใดจะมีความเร็วเช่นนี้ เ้าช่างเกิดมาเพื่อดัชนีวานรโดยแท้ เหมาะที่จะเป็ชายพรหมจรรย์ยิ่งนัก!”
“???”
‘เหมือนท่านกำลังด่าข้าอย่างไรอย่างนั้นเลย?’
อู่ไฮ่หยิบม้วนผ้าไหมออกมาจากเอว เมื่อคลี่ออกก็เห็นภาพวาดลิงน่าเกลียดน่ากลัว
“ข้ารู้! ท่านปู่เคยเล่าให้ข้าฟัง!” ลู่เต้าพูดอย่างตื่นเต้น “นี่คือลิงูเา!”
อู่ไฮ่ขมวดคิ้ว “นี่คือท่านปฐมาจารย์”
ลู่เต้ารู้สึกว่าตัวเองพูดผิดไป จึงพูดตะกุกตะกัก “ปะ...ปฐมาจารย์?”
เขาเบิกตากว้างจ้องมองภาพวาดอย่างละเอียด บุคคลในภาพวาดมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์คล้ายกับลิง มองอย่างไรก็ไม่เหมือนมนุษย์
“ทำไมท่านปฐมาจารย์ถึงมีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้”
อู่ไฮ่ถอนหายใจแล้วเก็บภาพวาดกลับเข้าไปที่เอว ก่อนพูดอย่างจนใจ “ท่านปฐมาจารย์เป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหกดารา เมื่ออายุเจ็ดสิบปีก็ไร้ผู้ต่อกรในใต้หล้า ท่านทิ้งมรดกดัชนีวานรเอาไว้แล้วก็จากโลกนี้ไป ด้วยเหตุที่ท่านมีใบหน้าแปลกประหลาด จึงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้จนวาระสุดท้าย”
“เนื่องจากชายพรหมจรรย์ไม่มีทายาท มรดกจึงต้องถ่ายทอดออกไปภายนอก จึงสืบทอดต่อกันมาจนถึงเ้า ในอนาคตเ้าก็ต้องรับผิดชอบถ่ายทอดมรดกนี้ให้แก่ผู้สืบทอดรุ่นต่อไป”
หลังจากที่ลู่เต้ารู้เื่ราวเื้ัของมรดกนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าบนบ่าของตนเองหนักอึ้งขึ้นมาทันที
อู่ไฮ่เห็นว่าสีหน้าของลู่เต้าเปลี่ยนเป็กังวล จึงเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกังวล เ้าทำได้แน่นอน”
ลู่เต้ายิ้มแห้งๆ แล้วถามว่า “ทำไมท่านถึงมั่นใจเช่นนี้”
“เพราะเ้ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนท่านปฐมาจารย์ ดูแล้วเหมาะกับการฝึกฝนดัชนีวานรยิ่งนัก”
“ท่านหมายความว่าอะไรนะ!?”
[1] ท่าม้ายืน เป็ท่ากางขาเข่าตั้งฉาก 90 องศา
