616 คะแนน!
อาจารย์ใหญ่ซุนควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ไหวอีกต่อไป เขากำลังร้องไห้อยู่บนแท่นบรรยาย
ต่างจากเซี่ยเสี่ยวหลานที่ตอนนี้สงบนิ่งมาก ตอนประเมินคะแนนเธอระมัดระวังกว่าปกติเล็กน้อย และคิดว่าคะแนนรวมของตนเองน่าจะอยู่ที่ประมาณ 600 คะแนน นึกไม่ถึงว่าจะเกิน 600 มากว่าสิบคะแนน คะแนนรวมสายวิทย์ 616 คะแนนในปี 1984 ทำให้เธอคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งสายวิทย์ประจำมณฑลอวี้หนานไปครองได้อย่างไร้ข้อกังขา!
หลิวเฟินได้นั่งรออยู่ในห้องเรียนของห้องสามเช่นกัน
ขณะถ่ายภาพจบการศึกษา หลิวเฟินมองเซี่ยเสี่ยวหลานบุตรสาวของตนถูกเรียกไปยังตำแหน่งศูนย์กลางที่สุด หรือก็คือยืนด้านหลังอาจารย์ใหญ่นั่นเอง เธอรู้ว่านี่คือการให้ความสำคัญอย่างหนึ่ง
แน่นอนว่าการให้ความสำคัญเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะสวย เธออุตส่าห์มุ่งมั่นตั้งใจสู้ในสนามสอบ อาจารย์ผู้ตรวจจะมองเห็นรูปลักษณ์ของนักเรียนผ่านกระดาษคำตอบได้เชียวหรือ? มีเพียงคะแนนซึ่งเก็บเล็กผสมน้อยจากหยาดเหงื่อทุกหยดที่เป็ความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน หลังออกจากตระกูลเซี่ยและย้ายมายังหมู่บ้านชีจิ่ง เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเธอกับพี่ชายและพี่สะใภ้คิดอย่างไรน่ะหรือ ขอแค่เซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มเรียนมัธยมปลาย อีกสองสามปีค่อยสอบเข้าเรียนต้าจวน ถ้าไม่สำเร็จจะเรียนจงจวนก็ยังได้
คาดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมีผลสอบดีขึ้นทุกๆ ครั้ง และเป็อันดับหนึ่งประจำเมืองในการสอบคัดเลือกรอบแรก
อันดับหนึ่งของเมือง ต้องเรียนปริญญาตรีอยู่แล้ว อีกทั้งต้องเป็มหาวิทยาลัยชั้นนำด้วย!
เส้นทางั้แ่สอบคัดเลือกรอบแรกถึงเกาเข่าก็ขรุขระไม่น้อย เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับาเ็ที่ข้อมือ หลิวเฟินทั้งรู้สึกสงสารและกังวลใจ เธอนอนไม่หลับตลอด่สอบเกาเข่าสองสามวันนั้น ประเมินคะแนนออกมาแล้วยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้น กระทั่งตอนนี้ ผลคะแนนจากปากอาจารย์ใหญ่ซุนต่างหากที่เป็จำนวนยืนยันสุดท้าย—616 คะแนน ผลคะแนนที่ได้รับการตรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่เกิดความผิดพลาดใดอีก!
หลิวเฟินได้ยินแล้วก็ไม่กล้าเชื่อทั้งหมด
ช่างเป็ประสบการณ์ราวกับความฝันก็มิปาน หลังคาห้องเรียนแทบถล่มเพราะเสียงโห่ร้องของนักเรียนที่ให้การตอบสนองต่อข่าวดี เซี่ยเสี่ยวหลานถูกดันตัวไปบนแท่นบรรยาย ส่วนอาจารย์ใหญ่ซุนก็ยืนน้ำตาอาบแก้มอยู่แบบนั้น เขากล่าวอีกครั้งหนึ่ง “นักเรียนเสี่ยวหลาน 616 คะแนน เธอคืออันดับหนึ่งสายวิทย์ประจำมณฑลอวี้หนานในการสอบเกาเข่าของปีนี้!”
อันดับหนึ่งประจำมณฑลที่คะแนนมากกว่าอันดับสองถึง 45 คะแนน
อาจารย์ใหญ่ซุนร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติเหลือล้น เซี่ยเสี่ยวหลานได้ซึมซับความรู้สึกจากเขาและบรรยากาศของเสียงไชโยโห่ร้องจากเพื่อนร่วมชั้นทั้งห้องเช่นกัน
เธอเหมือนจะเข้าใจความหมายของการเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว ความเสียใจบางอย่างในชีวิตก่อนสามารถชดเชยได้ด้วยการเกิดใหม่ในครั้งนี้
ผลเกาเข่าในชาติก่อนของเธอไม่สมดั่งใจหวัง ทว่าในชาตินี้ เซี่ยเสี่ยวหลานมีโอกาสลองใหม่อีกหน เธอมีโอกาสในการไขว่คว้ามัน และเธอได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว เพราะมีการสั่งสมความรู้จากทั้งสองชีวิต ถึงมีผลลัพธ์อันหอมหวานในวันนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นใบหน้าอาจารย์ใหญ่ซุนยังคงเปื้อนน้ำตา อดที่จะกล่าวขอบคุณด้วยใจจริงไม่ได้
“ขอบคุณครูใหญ่มากนะคะ และขอบคุณคุณครูทุกท่านด้วยเช่นกันค่ะ!”
อาจารย์ใหญ่ซุนคนนี้มีข้อเสียติดตัวอยู่บ้าง หูเบา หลอกง่าย แต่ใครบ้างจะสมบูรณ์แบบกันเล่า
ในฐานะอาจารย์ใหญ่ของอันชิ่งเซี่ยนอีจง เขาโปรดปรานนักเรียนที่เรียนดี ทุกครั้งที่โรงเรียนมีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จหนึ่งคน อาจารย์ใหญ่ซุนก็จะดีอกดีใจไม่ต่างจากเก็บทองคำได้
เซี่ยเสี่ยวหลานโค้งคำนับอาจารย์ใหญ่ซุน อาจารย์ใหญ่ซุนรู้สึกเบิกบานเสียจนทำอะไรไม่ถูก
อาจารย์คนอื่นมากันครบแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานสอบได้ 616 คะแนน เป็ข่าวที่ทำให้อันชิ่งเซี่ยนอีจงโด่งดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาทันที และคาดว่าวงการการศึกษาทั่วเมืองเฟิ่งเสียนต้องสั่นสะท้าน ทว่าเกณฑ์คะแนนรวมของโรงเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งโรงเรียนนอกจากนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว ยังมีผู้เข้าสอบคนอื่นที่ร่ำร้องรอคอยผลสอบของตนอยู่นี่นะ!
เหล่าวังนำข่าวมาให้แล้ว ทั้งโรงเรียนมี 27 คนที่ผ่านเกณฑ์เข้าเรียนปริญญาตรี!
ปีก่อนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ปริญญาตรีแค่ 8 คน ทว่าปีนี้มีถึง 27 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าตั้งสามเท่า!
นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์วิชาชีพยิ่งเยอะกว่า เกณฑ์วิชาชีพ 427 คะแนน เมื่อก่อนคะแนนนี้ดูเหมือนไกลเกินเอื้อม ทว่าปีนี้กลับกลายเป็เื่ง่ายดาย อันชิ่งเซี่ยนอีจงมี 76 คนที่คะแนนสูงกว่าเกณฑ์วิชาชีพ นี่ไม่ใช่เพียงมาตรฐานสูงสุดของเขตอันชิ่งอีกต่อไปแล้ว เกรงว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของเมืองเฟิ่งเสียนเสียอีก
อาจารย์ใหญ่ซุนร้องไห้อยู่นานพอสมควร เขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตามั่วๆ ด้วยความอับอายยิ่งนัก “ป้ายล่ะ รีบแขวนป้ายขึ้นไปเร็ว!”
ป้ายถูกพิมพ์ไว้ตั้งนานแล้ว แค่รอใส่ตัวเลขเท่านั้น อย่างเช่น ‘ขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นแก่นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานของเราที่ได้รับอันดับหนึ่งสายวิทย์ประจำมณฑลในการสอบเกาเข่าครั้งที่ 84 ด้วยคะแนน XXX’ บนป้ายผืนนี้ มีเพียง ‘XXX’ เท่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกเขียนลงไป
ใช่ ก่อนคะแนนเกาเข่าจะถูกประกาศออกมา เซี่ยเสี่ยวหลานประเมินคะแนนไว้ 584 คะแนน แม้ไม่แน่นอนว่าคะแนนจำนวนเท่านี้จะสามารถครองอันดับหนึ่งของมณฑลได้หรือไม่ แต่อาจารย์ใหญ่ซุนยังคงถ่อมตัวมาก จ้างคนทำป้าย ‘อันดับหนึ่งของสายวิทย์ประจำเมือง’ เผื่อไว้ใช้ ตอนนี้ไม่จำเป็ต้องใช้ป้ายอันดับหนึ่งประจำเมืองแล้ว เขาสามารถแขวนป้ายอันดับหนึ่งประจำมณฑลได้เลย!
เมื่อพูดถึงเกณฑ์คะแนนรับเข้าเรียนปริญญาตรี 460 คะแนน ย่อมคืออีกหนึ่งความน่าประหลาดใจเป็ธรรมดา
ปีนี้เกณฑ์คะแนนที่ทางโรงเรียนคาดคะเนไว้แม่นยำเหลือเกิน ตอนนักเรียนกรอกความประสงค์ไม่เสียคะแนนเปล่าๆ ปลี้ๆ แน่นอน!
เงื่อนไขแรกคือ นักเรียนต้องประเมินคะแนนของตนเองได้ถูกต้องแม่นยำเช่นกัน พอได้ยินว่าเกณฑ์มหาวิทยาลัยชั้นนำคือ 494 คะแนน เฉินชิ่งรู้สึกกังวลเล็กน้อย คะแนนประเมินต่ำสุดของเขาคือ 490 คะแนน หากขาด 4 คะแนนจริงๆ ขึ้นมา เขาถึงกับมีความคิดว่าจะะโแม่น้ำแล้ว!
ป้ายถูกแขวนขึ้นไปอย่างว่องไว 27 คนผ่านเกณฑ์ปริญญาตรี 76 คนผ่านเกณฑ์วิชาชีพ เมื่อมองป้ายผืนนี้จากระยะไกล ภายในใจเซี่ยจื่ออวี้ก็เกิดลางสังหรณ์อันไม่พึงประสงค์บางอย่างขึ้น
ปีก่อนที่เธอสอบนั้น มีนักศึกษาปริญญาตรีเพียง 8 คน มิเช่นนั้นเธอจะได้รับความชื่นชมจากอาจารย์ใหญ่ซุนได้อย่างไรเล่า
นี่เวลาผ่านไปแค่หนึ่งปี อันชิ่งเซี่ยนอีจงก็สามารถส่งนักเรียน 27 คนผ่านเกณฑ์ปริญญาตรีได้ เกณฑ์วิชาชีพยิ่งมากถึง 76 คน เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปหรือเปล่า! บุคคลที่กำลังลอบดูคะแนนเกาเข่าของอันชิ่งเซี่ยนอีจงไม่ได้มีเพียงเซี่ยจื่ออวี้เท่านั้น ยังมีหลิวฟางกับเหลียงฮวนที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ด้วย สองแม่ลูกหาข้ออ้างเดินทางจากเขตเหอตงมาอันชิ่ง ก็เพื่อตามสืบผลคะแนนเกาเข่าของเซี่ยเสี่ยวหลาน พอเห็นป้ายที่แขวนไว้ หลิวฟางก็ไม่รู้สึกอะไรนัก ต่างจากเหลียงฮวนที่ใเป็อย่างมาก
“ปีก่อนโรงเรียนฉันมีนักศึกษาปริญญาตรีแค่ 7 คนเอง!”
อันชิ่งเซี่ยนอีจงมีนักศึกษามหาวิทยาลัยมากกว่าโรงเรียนมัธยมปลายของเหลียงฮวนถึง 20 คน ทั้งที่เป็โรงเรียนมัธยมปลายประจำเขตเหมือนกัน ทว่าคุณภาพการสอนแตกต่างกันขนาดนี้เชียวหรือ?
หลิวฟางรู้สึกสนใจ “หรือว่าลูกย้ายโรงเรียนมาที่อันชิ่งดีไหม?”
ระยะทางระหว่างเขตก็ไม่ถือว่าไกลนัก ส่งเหลียงฮวนมาเรียนหนังสือในอันชิ่ง ดูท่าโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยจะเยอะกว่า ตอนแรกเหลียงฮวนคิดจะปฏิเสธทันที เธอไม่้าพักที่โรงเรียนและเบียดเสียดในห้องแคบๆ กับพวกนักเรียนหญิงซึ่งมาจากชนบทเด็ดขาด แต่พอนึกได้ว่าหลังจากพ่อเธอเสียตำแหน่งไป เพื่อนร่วมโรงเรียนพวกนั้นก็พลิกจากหน้ามือเป็หลังมือกันหมดแล้ว และเหลียงฮวนอยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ด้วย
เธอยังไม่ได้ตอบหลิวฟาง ก็เห็นป้ายอีกผืนที่แขวนบริเวณหน้าประตูโรงเรียน
“เอ๋ นี่แสดงความยินดีอะไรอีก?”
“ไหนดูซิ...”
จากมุมที่พวกเธอยืนตรงนี้ มีบางส่วนของป้ายพับอยู่ สิ่งที่พวกเธอมองเห็นรำไรคือตัวอักษร ‘อันดับหนึ่งสายวิทย์ประจำมณฑล’
หลิวฟางตกตะลึงอย่างหนัก ตัดสินใจในชั่วพริบตาว่าจะต้องพาเหลียงฮวนย้ายมาเรียนที่อันชิ่งให้ได้
เหลียงฮวนเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวและเขย่งเท้า “เป็ไปไม่ได้น่า อันชิ่งจะมีคนเป็ที่หนึ่งสายวิทย์ของมณฑลได้หรือ?”
ไม่ไกลจากกันนัก เซี่ยจื่ออวี้ก็คิดว่าเป็ไปไม่ได้เช่นกัน
สถานที่กระจอกงอกง่อยอย่างอันชิ่งนี้ จะมีคนคว้าอันดับหนึ่งสายวิทย์ได้เหมือนที่อื่นเขาหรือ?
ข่าวสารของพวกเธอล่าช้าเกินไป คนหนึ่งอยู่ไกลถึงปักกิ่ง ส่วนอีกคนก็อาศัยอยู่ในเขตเหอตง การส่งต่อข่าวสาร ณ ปัจจุบันนั้นเชื่องช้าอย่างมาก ไม่มีระบบรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สะดวก ไม่มีคอมพิวเตอร์ และไม่มีอินเทอร์เน็ต พวกเธอจึงไม่รู้เลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้อันดับหนึ่งประจำเมืองในการสอบคัดเลือกรอบแรกั้แ่เมื่อสองเดือนก่อนแล้ว! ถ้ารู้ ตอนพวกเธอเห็นป้ายอย่างชัดเจน คงไม่ตื่นตระหนกหรือลนลานมากขนาดนี้!
“ขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นแก่เซี่ยเสี่ยวหลานของเรา... เซี่ยเสี่ยวหลาน?”
เซี่ยเสี่ยวหลานคืออันดับหนึ่งสายวิทย์ประจำมณฑลอวี้หนาน!
เซี่ยเสี่ยวหลานคนนั้นคือเซี่ยเสี่ยวหลานที่พวกเธอรู้จักอย่างนั้นหรือ?
เป็ไปไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานจะเป็อันดับหนึ่งสายวิทย์ได้อย่างไร คนที่หลังจบมัธยมต้นก็อยู่บ้านไปวันๆ ต้องเป็คนอื่นที่ชื่อแซ่เหมือนกันอย่างแน่นอน!
ข่าวนี้ทำให้เซี่ยจื่ออวี้ถึงกับมืดแปดด้าน คอของเธอเริ่มร้อนผ่าว และเริ่มไออย่างรุนแรง แทบกระอักเืออกมาจริงๆ !
หลิวฟางและเหลียงฮวนดึงดันไม่ยอมเชื่อ—ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่เชื่อ ไม่จริง ไม่จริงทั้งนั้น! ต้องเป็คนชื่อแซ่เดียวกันแน่ๆ !
และในเวลานี้ คนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามา จากซางตูถึงอันชิ่ง เหล่าผู้สื่อข่าวเดินทางมาอย่างรวดเร็วฉับไว
พากันหลั่งไหลเข้าอันชิ่งเซี่ยนอีจงพร้อมแบกกล้องชนิดต่างๆ นานา รีบเร่งจะสัมภาษณ์อันดับหนึ่งของมณฑลที่เพิ่งออกจากเตา! ทวารบาลเหล่าจ้าวควานจับกระบองหลังเอว ไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถต้านทาน ‘ผู้ก่อจลาจล’ จำนวนมากขนาดนี้ไหวหรือไม่
“ปล่อยพวกเราเข้าไป ผมมาจากสถานีวิทยุมณฑล จะขอสัมภาษณ์นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลาน...”
“ฉันมาจากหนังสือพิมพ์มณฑล—”
“อย่าเบียด อย่าเบียด ผมเป็ครูของโรงเรียนนี้ เหล่าจ้าว รีบปล่อยผมเข้าไป... ผมเอาใบคะแนนของนักเรียนกลับมาแล้ว!”