“ขอบคุณ ขอบคุณคุณหนูเสิ่น ขอบคุณเ้าจริงๆ” เ้าของร้านขายยา คำนับหญิงสาวทั้งน้ำตา
“แต่ตอนนี้ที่ร้านของข้าไม่มีสมุนไพรเหลือเลย หากไม่มีเ้าช่วย ข้าคงไม่อาจเปิดร้านได้อีกต่อไป คนงานมากมายก็จะต้องตกงาน คุณหนูเสิ่น ข้าขอร้องเ้า...ช่วยขายสมุนไพรให้ข้าเหมือนเดิมได้หรือไม่”
เสิ่นเล่อเหยียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองแม่นมหลี่และตงหยางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“พวกท่านคิดว่าอย่างไร”
“เขาเคยทำให้เ้าต้องเดือดร้อน ข้าไม่ไว้ใจง่ายๆ อีกอย่างที่มาขอร้องเช่นนี้แล้วยกคนงานมาอ้าง มิใช่้าบีบบังคับเ้าด้วยศีลธรรมหรือ” ตงหยางพูดเสียงเรียบ
“แต่หากเขายอมรับผิดและตั้งใจเริ่มต้นใหม่ เราไม่ควรให้โอกาสเขาหรือ” หญิงสาวเอ่ยแย้งอย่างมีเหตุผล
เ้าของจินเป่าถังพยักหน้าพร้อมกับรีบพูดเสริม
“ข้าจะขึ้นราคาสมุนไพรให้มากกว่าเดิมสองส่วน เพื่อเป็การชดเชยความผิดในอดีต” เสิ่นเล่อเหยียนมองเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ได้ ข้าจะขายให้ท่านตามเดิม แต่ข้าขอเพียงอย่างเดียว อย่าได้ให้ความโลภหรืออำนาจของผู้ใด มาทำให้ท่านลืมความถูกต้องอีก”
ชายวัยกลางคนค้อมศีรษะให้หญิงสาว
“ข้าจะจำไว้ ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินว่าจะไม่ทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดอีก” สิ้นคำพูดของชายวัยกลางคน ท้องฟ้าพลันมืดครึ้ม พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังแว่วอยู่ในูเา
หลังจากวันนั้น เสิ่นเล่อเหยียนก็กลับมาส่งสมุนไพรให้กับร้านจินเป่าถังอีกครั้ง
รุ่งเช้าของวันต่อมา หญิงสาวสะพายตะกร้าไม้ไผ่เตรียมจะขึ้นเขา แต่ในใจกลับรู้สึกวูบโหวงอย่างแปลกประหลาด นางยืนนิ่งที่หน้าประตูเรือนอยู่นาน สองจิตสองใจว่าจะออกไปดีหรือไม่
“เหยียนเหยียน เ้าเป็อะไรไป เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็เช่นนั้น” เสียงของแม่นมหลี่ดังขึ้นจากในครัว
“ข้า...ข้ารู้สึกไม่ค่อยดี วันนี้ไม่อยากขึ้นเขาเลยเ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าเป็กังวล
“หมายความว่าอย่าไร หรือว่าบนเขาจะเกิดเื่อันตรายขึ้นหรือ” แม่นมหลี่เองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เมื่อเห็นหญิงสาวแสดงออกเช่นนั้น
“เปล่า...ไม่ใช่เ้าค่ะ ข้าหมายถึงอาจเกิดเื่ไม่ดีตอนที่ข้าไม่อยู่ที่นี่”
“โธ่! นึกว่าเื่อะไร เื่ราวทุกอย่างมันจบไปแล้ว เ้าก็กลับมาใช้ชีวิตได้สงบตามเดิม อีกอย่าง...ชาวบ้านก็อยู่กันเต็มหมู่บ้าน มีอะไรให้ต้องกังวล” แม่นมหลี่ลูบศีรษะหญิงสาวอย่างเอ็นดู
“ก็จริง บางที...อาจเป็ข้าที่คิดมากไปเอง” หญิงสาวมองไปยังเรือนด้านข้างที่เงียบสนิท ราวกับไม่มีผู้อยู่อาศัย
“ตงหยางเขาออกไปจับปลาั้แ่เช้าแล้ว ได้ยินว่าไปเรียนรู้มาจากบ้านเ้าหนูต้าหลาง” แม่นมหลี่เอ่ยพร้อมกับกลั้วหัวเราะ
“เ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นข้าไปก่อน ข้าไม่อยู่ท่านก็ปิดประตูเรือนดีดี” หญิงสาวเอ่ยจัดแจงแม่นมชรา ก่อนสะพายตะกร้าออกจากเรือน
นางตัดสินใจขึ้นเขาตามปกติ เส้นทางที่คุ้นเคยทอดยาวผ่านป่าดอกเหมย กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยอบอวลในอากาศ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้ทุกอย่างกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ รอบด้านดูอึมครึม และบรรยากาศให้ความรู้สึกหนักอึ้ง
กระทั่งยามเย็น เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ...วันนี้เสิ่นเล่อ เหยียนเก็บสมุนไพรด้วยความรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าพบว่ามันเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อน หญิงสาวจึงรีบสาวเท้ากลับลงเขาด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
และทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลานเรือน จมูกของนางพลันได้กลิ่นคาวเืโชยมาจางๆ ร่างบางทิ้งตะกร้าสมุนไพรทันที ก่อนจะะโหาหญิงชราที่มักจะมายืนรอนางที่หน้าเรือนทุกครั้งที่นางขึ้นเขา
“แม่นมหลี่! ท่านอยู่ที่ไหน!” ร่างบางะโเสียงดังลั่น พร้อมกับเดินหาร่างที่คุ้นเคย
ทว่า...เมื่อผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้นางหัวใจแทบหยุดเต้น หญิงสาวทรุดกายลงกับพื้น ร่างของแม่นมหลี่นอนแน่นิ่งอยู่กลางเรือน เสื้อผ้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเืที่แห้งกรัง ดวงตาของหญิงชราปิดสนิท ราวกับจากไปนานแล้ว และไม่มีโอกาสได้กล่าวลาเด็กน้อยที่นางห่วงใยยิ่งกว่าชีวิตของตน
หญิงสาวคลานเข้าไปหาร่างของแม่นมหลี่ช้าๆ พร้อมเสียงสะอื้นที่ดังแ่ในความเงียบงัน ดวงตาที่เคยสดใสพลันพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา หยดน้ำใสไหลรินไม่ขาดสาย ราวกับหัวใจที่แตกสลายไม่อาจหยุดความเ็ปได้
มือสั่นเทาแตะที่แขนของผู้เป็ดั่งมารดา ความเย็นเฉียบที่ััได้ ทำให้หัวใจของนางราวกับถูกแทงซ้ำด้วยมีดอันแหลมคม เสียงสะอื้นขาดห้วงในลำคอ นางอยากร้องเรียกชื่อของแม่นมหลี่ แต่เสียงกลับไม่ยอมออกมา
ความทรงจำมากมายไหลย้อนกลับ วันที่แม่นมหลี่คอยปกป้องนางจากคนตระกูลเสิ่น วันที่นางเจ็บป่วย และเป็อีกฝ่ายที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงทั้งคืน ทุกภาพชัดเจนราวพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่บัดนี้...ทุกสิ่งกลับกลายเป็เพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ
หัวใจของเสิ่นเล่อเหยียนเหมือนถูกบีบจนแทบแตกสลาย ความเ็ปแล่นผ่านทั่วร่างจนแทบประคองตัวไม่ไหว นางก้มหน้าลงแนบหน้าผากกับมือของแม่นมหลี่ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินไม่หยุด
“มะ...แม่! แม่นมหลี่!” ไร้เสียงตอบกลับ
ทุกลมหายใจที่เข้าออก กลายเป็ความทรมานที่สุดในชีวิตของนาง ก้อนสะอื้นติดอยู่ที่ลำคอ ทำให้คำพูดขาดเป็่ๆ
ร่างบางเขย่าร่างที่นอนแน่นิ่งตรงหน้าของตน พร้อมกับพยายามเปล่งเสียงร้องเรียก แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ นางกลับเหมือนตนเองกำลังจะขาดใจ
ยามอัสดงของแสงสุดท้าย เงาของหญิงสาวผู้สูญเสียสั่นไหวท่าบทับร่างที่นอนอยู่บนพื้นอันเย็นเยียบ เป็เงาแห่งความโดดเดี่ยว ความสิ้นหวัง เพราะคนที่รักถูกพรากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
“แม่นม!...ท่านฟื้นขึ้นมาซิ! ได้ยินหรือไม่ เหยียนเหยียนกลับมาแล้ว ฮื่ออออ! ท่านแม่!!” เสียงกรีดร้องของหญิงสาว ดังสะท้อนก้องไปทั่วหมู่บ้าน
เสียงร้องไห้ของนางยามนี้ฟังดูโหยหวนราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับาเ็ หญิงสาวโอบร่างของหญิงชราผู้เลี้ยงดูตนมาั้แ่ยังเยาว์เอาไว้แน่น
“ไม่นะ!! ท่านอย่าทิ้งข้าไป!...ได้โปรดลืมตาขึ้นมา!...”
หญิงสาวเขย่าร่างไร้ลมหายใจพร้อมกับวิงวอนต่อฟ้า ขอให้เื่ทั้งหมดเป็เพียงความฝัน เสิ่นเล่อเหยียนร้องไห้พร้อมกอดศพของแม่นมหลี่อยู่ตรงนั้นเนิ่นนานจนแทบหมดแรง เวลาผ่านไปนับชั่วยาม ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะแล่นเข้ามาในหัว
ตงหยาง...เขาอยู่ที่ไหน!
หญิงสาวหันมองไปรอบกาย ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่รำไร ทว่าทั่วทั้งหมู่บ้านกลับไม่มีแม้แต่แสงตะเกียงน้ำมันสักดวง
นางค่อยๆ วางร่างของแม่นมหลี่ลงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะนำผ้าห่มมาคลุมกายเย็นชืดของหญิงชรา จากนั้นจึงรีบวิ่งออกจากเรือน ไปตามเส้นทางในหมู่บ้าน
หมู่บ้านเล็กที่เคยคึกคักยามนี้กลับเงียบงันผิดปกติ
เมื่อมาถึงใจกลางหมู่บ้าน ภาพที่เห็นทำให้หัวใจหญิงสาวแทบหยุดเต้น แม้จะเป็เพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างรำไร แต่นางสามารถมองเห็นร่างของชาวบ้านที่นอนเกลื่อนพื้น บางคนยังคงจับจอบ บางคนกอดลูกไว้ในอกแน่น ราวกับเพิ่งเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเมื่อไม่นาน
ทุกอย่างรอบด้านเงียบงัน จนนางได้ยินเสียงลมหายใจของตน
“นี่! นี่มัน!...เกิดอะไรขึ้นกันแน่!...” เสิ่นเล่อเหยียนพึมพำเสียงเบา ทุกอย่างที่เห็นในยามนี้ ทำให้นางกำลังจะเสียสติ
หมู่บ้านสกุลจางที่เคยเต็มไปด้วยความสงบสุขและเสียงหัวเราะ บัดนี้กลับกลายเป็สถานที่รกร้าง ราวกับพึ่งผ่านสมรภูมิามาหมาดๆ
ร่างบางยืนเคว้งคว้างท่ามกลางกองซากศพของชาวบ้านนับร้อย หัวใจของหญิงสาวสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มันเกินจะรับไหว
“อ๊าาาาาาา!! ม่ายยยย!!”
