กลุ่มทหารองครักษ์พยายามที่จะปกป้องบรรดาขุนนางแต่ประชาชนมีจำนวนมากเกินไป ขวางคนนี้ก็กันอีกคนไม่ทัน บางครั้งไม่ทันระวัง หัวก็ถูกโยนหัวไชเท้าเน่าๆ ใส่ สุดท้ายก็ได้แต่วิ่งกุมหัวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในเรือนหลังของจวนอู่โฮ่ว เ้าเด็กอ้วนที่นอนหลับฝันหวานในอ้อมกอดของแม่นมกู่ก็ตื่นขึ้นมาในที่สุด ท่าทางงัวเงียพร้อมกับขยี้ตาของเขา ทำให้แม่นมกู่แทบอยากจะควักหัวใจออกมาให้
“อ๊ะ คุณชายน้อยของบ่าว นอนหลับสบายดีจริงๆ หิวหรือไม่? บ่าวจะอุ้มท่านไปหยิบเตี่ยนซิน หิวน้ำหรือเปล่า ดื่มน้ำอุ่นสักนิดก่อนเถิด...”
ตังกุยและคนอื่นๆ ที่โดนนางทำให้วิ่งวุ่นไปทั่วห้อง สุดท้ายก็ทำให้ติงเหว่ยหัวเราะและพูดว่า “แม่นม เ้าเด็กอ้วนยังต้องฝึกฝนอีกมาก ถึงแม้ว่าท่านจะรักเขาขนาดไหนก็อย่าประคบประหงมมากจนเกินไป”
แม่นมกู่ก็เป็คนที่เคยศึกษาตำรามาก่อน และยังรับใช้เ้านายในจวนอู่โฮ่วมาสามรุ่น ไม่มีทางที่นางจะไม่เข้าใจเหตุผลนี้ เพียงแต่เมื่อเห็นเ้าเด็กอ้วน นางก็มีความสุขเกินไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินติงเหว่ยพูดแบบนั้นก็ถอนหายใจ “บ่าวมีความสุขเกินไปหน่อย วันนี้อาจละเลยกฎไปบ้าง แต่จะไม่ประคบประหงมอีกในภายหลัง”
ในขณะพูด นางกลัวว่าติงเหว่ยจะห้ามอีก จึงยกสมุดบัญชีที่วางอยู่ส่งไปให้ พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นาง ท่านดูบัญชีของจวนเราไปก่อนเถิด บ่าวจะอุ้มคุณชายน้อยไปเดินเล่นข้างนอก และให้ทุกคนได้รู้จักหน้าตาของคุณชายน้อยด้วย จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในภายหลัง”
หลังจากพูดจบนางก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ออกไปข้างนอก จริงๆ แล้วติงเหว่ยยังคงไม่ไว้ใจแม่นมผู้นี้เท่าไรนัก อย่างไรพวกนางเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงวัน แต่กลับต้องเอาลูกชายสุดที่รักไปฝากไว้กับนาง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ดูไม่น่าไว้วางใจ
แต่พอนางคิดจะเรียกให้พวกอวิ๋นอิ่งตามไปดูแล กลับพบว่าบรรดาสาวใช้ที่เคยอยู่ข้างตัวเมื่อครู่หายไปหมดแล้ว ทำให้นางจำต้องปล่อยให้แม่นมกู่อุ้มลูกชายออกไปอวดโฉมต่อหน้าคนอื่นๆ
ทว่ายังอ่านบัญชีไม่ทันจบ อวิ๋นอิ่งกับสาวใช้คนอื่นๆ ก็แอบย่องเข้ามาจากข้างนอก ไม่รู้เพราะเหตุใดสีหน้าดูมีความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นหยาเองก็หน้าแดงและในแววตากลมโตก็เต็มไปด้วยความยินดีจนแทบจะะเิออกมา
ท่าทางของสาวใช้เหล่านี้ หากติงเหว่ยยังดูไม่ออกถึงความผิดปกติคงนับว่ามีดวงตาไปก็ไร้ประโยชน์แล้วจริงๆ
นางรู้สึกสงสัยทันที จึงปิดสมุดบัญชีแล้วถามขึ้นมา “พูดมาเถอะ พวกเ้าไปก่อเื่อะไรมาอีก?”
บรรดาสาวใช้พากันใ พวกนางต่างแอบมองหน้ากันด้วยความลนลานและก้มหน้าลงไม่ยอมตอบ
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือก จึงต้องข่มขู่อวิ๋นหยาที่ซื่อตรงที่สุด “อวิ๋นหยา เ้าบอกความจริงมาเถอะ พวกเ้าไปทำอะไรมา ถ้าไม่พูดความจริง ระวังจะต้องเจอบทลงโทษของจวนเรา!”
อวิ๋นหยากะพริบตาปริบๆ แม้ไม่เคยได้ยินว่านายหญิงจะเคยลงโทษใครมาก่อน แต่ก็รู้ว่าคงไม่ใช่เื่เล็กๆ เป็แน่ ทำให้นางเกิดความกลัวขึ้นในใจและรีบพูดออกมา “แม่นาง พวกเราไม่ได้ไปทำเื่ไม่ดีอะไร อวิ๋นอิ่งพาพวกเราไปแก้แค้นแทนท่านต่างหาก!”
นางพูดพลางนึกถึงความวุ่นวายหน้าประตูใหญ่เมื่อครู่ ดวงตาที่ตื่นเต้นก็เปล่งประกายและเปิดปากเล่าอย่างรวดเร็ว
“แม่นาง ท่านไม่เห็นหรือว่าบรรดาขุนนางพากันมาที่หน้าจวนของเรา แต่กลับถูกชาวบ้านขว้างปาด้วยผักเน่าจนวิ่งหนีไปทั่วราวกับหนู บางคนยังพยายามจะหลบเข้ามาในจวนเรา แต่ข้ากับพี่ๆ ถือไข่ไก่ไปขว้างไล่กลับไปอีก ให้มันรู้เสียบ้างว่ากล้าคิดร้ายกับพวกเราได้ยังไง ใครให้พวกเขามาดูถูกพวกเราล่ะ! ฮ่าๆ ช่างสนุกจริงๆ เลย!”
อวิ๋นหยาพูดไปเรื่อยๆ ด้วยความตื่นเต้น มือไม้ก็กวัดแกว่งเล่าถึงการต่อสู้เมื่อครู่
“พี่อวิ๋นอิ่งเก่งที่สุด นางขว้างโดนหมวกของขุนนางคนหนึ่งจนหลุดไปเลย! ส่วนพี่ตังกุยก็ไม่แพ้กัน ขว้างใส่หัวของขุนนางที่ขวางไม่ให้ท่านเข้าวังหลวงจนหัวปูด เืไหลออกมาเต็มเลย!”
‘ปัง!’ ติงเหว่ยตบโต๊ะอย่างแรง ทำให้อวิ๋นหยาปิดปากทันที และในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าตนกำลังสำนึกผิดไม่ใช่เล่านิทาน
อวิ๋นอิ่งเห็นดังนั้นจึงถลึงตาใส่อวิ๋นหยาหนึ่งที และรีบก้าวเข้ามาหวังจะพูดแก้ต่าง แต่ติงเหว่ยกลับะโว่า “พวกเ้ามันไร้หัวใจ เื่สนุกแบบนี้ทำไมไม่เรียกข้าด้วย!”
นางโมโหจนเดินวนไปมาสองรอบ ก่อนจะพูดด้วยความหงุดหงิด “ตอนอยู่หน้าประตูวังหลวง ข้าก็อยากจะยิงลูกธนูใส่พวกมันคนละดอก ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก จริงๆ เลย... ทำไมถึงไม่เรียกข้าสักคำ!”
อวิ๋นอิ่งกับสาวใช้คนอื่นๆ ตกตะลึง อ้าปากค้างกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะปิดปากลง มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
“ไอ๊หยา แม่นาง พวกเราก็เกรงว่าท่านจะห้ามพวกเราไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว ท่านไม่รู้หรอกว่าขุนนางพวกนั้นน่ะ น่าอับอายขายขี้หน้าจริงๆ เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็ชิ้นๆ ดูยังไงก็ไม่ต่างจากขอทานเลย”
“ข้ายังเห็นลุงจิ่งปีนขึ้นไปบนกำแพงราดน้ำสกปรกลงไปอีกด้วย ฮ่าๆ ขุนนางขั้นสองคนหนึ่งโดนน้ำจนเปียกเหมือนลูกไก่ตกน้ำ แต่ก็ไม่กล้าออกห่างจากกำแพงเพราะกลัวว่าจะถูกชาวบ้านฆ่าตาย”
บรรดาสาวใช้พากันล้อมรอบติงเหว่ยและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงที่ประตูถามขึ้น “มีเื่อะไรกันถึงได้สนุกสนานขนาดนี้?”
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก แค่พวกสาวใช้เล่าเื่สนุกๆ ข้างนอกให้ฟังเท่านั้นเอง”
จริงๆ แล้ว เื่ที่สาวใช้พวกนั้นฉวยโอกาสไปทำร้ายเหล่าขุนนางของทางการนี้ไม่ใช่เื่เล็กแต่ก็ไม่ถึงกับใหญ่โต แต่ก็ไม่ใช่เื่ที่น่าภูมิใจนัก อย่างไรคงหนีไม่พ้นข้อหาก้าวล่วงผู้บังคับบัญชา
ติงเหว่ยห่วงลูกน้องมาก กลัวว่ากงจื้อิจะตำหนิ จึงรีบหาเื่ไล่สาวใช้พวกนั้นออกไปหลบมุมเสียก่อน
กงจื้อิหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสาวใช้พวกนั้นวิ่งหนีออกไปเหมือนกระต่าย จึงบอกว่า “เ้าไม่ต้องปกป้องพวกนางขนาดนั้นก็ได้ เมื่อครู่คนในจวนไปมีส่วนร่วมทุกคน ไม่เว้นใครแม้สักคนเดียว”
ติงเหว่ยยิ่งรู้สึกหงุดหงิด “แล้วทำไมไม่มีใครเรียกข้าสักคนล่ะ? ข้านี่แหละควรเป็คนออกหน้ามากที่สุด! ตอนนี้ถ้าเราไปยังพอจะทันดู่ท้ายของความวุ่นวายหรือไม่?”
“ทุกคนแยกย้ายไปหมดแล้ว แต่คาดว่าพรุ่งนี้พวกเขาคงจะกลับมาอีก” กงจื้อิพูดพร้อมกับแววตาที่แฝงไปด้วยความสะใจ “บทเรียนในวันนี้ คาดว่าคงไม่มีใครกล้าคิดอะไรชั่วร้ายอีกแล้ว”
ติงเหว่ยขมวดคิ้ว นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าจะอยู่กับอันเกอเอ๋อร์ที่จวนอู่โฮ่วอีกสักพัก รอจนท่านจัดการทุกอย่างในวังหลวงเสร็จเรียบร้อย พวกเราค่อยเข้าไป”
“ได้สิ” กงจื้อิคิดว่าตนเข้าใจความคิดของนางอยู่หลายส่วนแล้ว จึงพยักหน้าตกลงไป จริงๆ แล้วเขาไม่รู้หรอกว่าใจของหญิงสาวนั้นซับซ้อนเหมือนเข็มในมหาสมุทร บางครั้งสิ่งที่พูดก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในใจ
ในเวลานี้ ติงเหว่ยยิ่งหวังว่าเขาจะใช้มือใหญ่ๆ ของเขา ไล่องค์หญิงจิ้งจอกจอมเ้าเล่ห์กับใครก็ตามที่อาจคิดร้ายออกจากวังหลวงไปให้หมด แต่นางก็รู้ว่าในเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอำนาจเช่นนี้ ความมั่นคงต้องมาก่อนเป็อันดับแรก ซึ่งเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทำเช่นนั้น
แต่ก็เพราะรู้เื่นี้ดีจึงทำให้ในใจของนางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ยิ่งคิดว่ากงจื้อิจะต้องถูกเ้าหญิงจิ้งจอกนั่นคอยตามตื๊อเมื่อเข้าไปในวังหลวง นางก็ยิ่งแอบน้อยใจมากยิ่งขึ้น
แต่น่าเสียดายที่กงจื้อิยังไม่รู้เื่อะไรเลย เขายังคงหยอกล้อกับลูกชายที่เพิ่งเดินกลับมาจากการสำรวจรอบๆ จวน
ไม่ต้องพูดถึงว่าในจวนอู่โฮ่วนั้นเป็อย่างไร แค่พูดถึงเพียงในลานที่เรือนหลังของจวนอัครมหาเสนาบดีที่อยู่ห่างไปเพียงถนนเดียว บรรยากาศที่นั่นตอนนี้ก็คึกคักเป็ที่สุด
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางกำลังต่อว่าบุตรชายผู้เกียจคร้านด้วยความโกรธ “ไอ้ลูกไม่รักดี! เ้ายังรู้อีกหรือว่านี่คือบ้านของเ้า? กองทัพใหญ่มาถึงนอกเมืองหลวงตั้งสามวันแล้ว แต่เ้าก็ไม่เคยกลับมาที่บ้านเลย วันนี้อุตส่าห์เข้ามาในเมืองแล้ว เ้ากลับไปที่จวนอู่โฮ่วเพื่อหาอะไรกินดื่ม! โชคดีที่ข้าตั้งใจรีบกลับมาที่นี่ เ้าว่ามาสิ ตำราเซิ่งเซี่ยนซู [2] ที่เ้าอ่านเ่าั้หายไปไหนหมด?”
ฟางซิ่นแคะหูด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เข่าทั้งสองขยับห่างจากท่านพ่อไปอีกสามส่วน แล้วจึงตอบว่า “อาหารในจวนเรานั้นไม่ถูกปากเหมือนของจวนอู่โฮ่ว อีกอย่างท่านพ่อไม่ได้รีบกลับบ้านเพื่อกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันหรอกใช่หรือไม่ ตอนนี้ข้างนอกจวนอู่โฮ่วนั้นกำลังคึกคักอยู่เลย ท่านพ่อ ท่านอย่าบอกว่าเื่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านล่ะ?”
ท่านเสนาบดีถูกลูกชายของตนพูดจาใส่จนโมโหหน้าดำหน้าแดง ในใจอยากจะสั่งสอนเขาสักทีแต่ก็ทำไม่ลง อย่างไรทั้งสกุลฟางก็มีลูกเพียงคนเดียว อีกอย่างเขาออกไประหกระเหินอยู่ข้างนอกตั้งหลายเดือน
แต่หากไม่ตีสักหน่อย ก็เหมือนจะถูกท้าทายความน่าเกรงขามในฐานะบิดา ที่เห็นได้ว่ากำลังจะไม่เหลือแล้ว
ในขณะที่กำลังลำบากใจนั้น สตรีวัยกลางคนที่นั่งเอนกายอยู่บนม้านั่งนุ่มข้างๆ ก็เปิดปากพูดขึ้นมา
“พวกเ้าสองพ่อลูกทำไมไม่นั่งลงคุยกันดีๆ สักหน่อย? ท่านพี่ ท่านห่วงใยซิ่นเกอเอ๋อร์มาหลายเดือนแล้ว ทั้งกินไม่ได้และนอนไม่หลับ ตอนนี้เขากลับมาอย่างปลอดภัยซึ่งนี่ก็สำคัญกว่าสิ่งใด เหตุใดจะต้องลงโทษเขาด้วย?”
หลังจากพูดจบนางก็หันไปหาฟางซิ่น ซึ่งในที่สุดสายตาของเขาเริ่มมีความรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน นางถอนหายใจและพูดว่า “ซิ่นเกอเอ๋อร์ ไม่ใช่ว่าแม่จะตำหนิเ้า เ้าหายไปตั้งหลายเดือน เมื่อมาถึงนอกเมืองหลวงทำไมถึงไม่กลับบ้าน คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีกนะ เ้าเอาเนื้อกลับมาถ้วยหนึ่ง แม่ชิมไปแล้วสองชิ้น รสชาติอร่อยมากจริงๆ ถ้าเ้าชอบกินก็ให้พ่อครัวของเราลองไปเรียนที่จวนอู่โฮ่วสักสองสามวัน เชื่อว่าจวนอู่โฮ่วคงไม่หวงสูตรอาหารจนไม่กล้าบอกหรอก”
ในแววตาของฟางซิ่นฉายแววแปลกใจครู่หนึ่ง หลังจากลังเลอยู่สักพัก เขาก็กลับไปคุกเข่าอีกครั้ง และคำนับแม่เลี้ยงด้วยความเคารพ จากนั้นจึงพูดเสียงเบา “ท่านแม่ ลูกมีเื่อยากจะขอร้องท่านเื่หนึ่ง”
สตรีวัยกลางคนผู้นั้น หรือก็คือฮูหยินเอกของท่านอัครมหาเสนาบดีฟางดูจะสงสัยไม่น้อย นางจึงยันม้านั่งและลุกขึ้นมา เมื่อแสงแดดจากด้านนอกหน้าต่างส่องเข้ามา ดูคล้ายจะทะลุผ่านใบหน้าของนาง เผยให้เห็นผิวซีดขาวที่ดูไม่แข็งแรง ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางรู้สึกสงสารมาก จึงรีบเดินเข้าไปช่วยนางหาหมอนนุ่มๆ มาหนุนหลังและพูดตำหนิว่า “เ้านอนฟังก็ได้ จะลุกขึ้นมานั่งทำไมกัน?”
“ท่านพี่พูดอะไรแบบนั้น ั้แ่เด็กซิ่นเกอเอ๋อร์ก็ไม่เคยขออะไรจากข้ามาก่อน แต่วันนี้เขาเอ่ยปากขอร้อง แน่นอนว่าต้องเป็เื่สำคัญ ข้าต้องลุกขึ้นมาฟังสิ”
“ตกลง ที่เ้าว่ามาก็มีเหตุผล เ้าลองฟังดูก่อนแต่ถ้าเหนื่อยก็รีบนอนพักอีกหน่อยเถอะนะ” ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่พูดกำชับ
ทั้งสองคนรักกันดีเช่นนี้ แต่ในสายตาของฟางซิ่นมันกลับกลายเป็ความขมขื่นไปหมด คนอื่นต่างพูดว่าท่านเสนาบดีแห่งซีเฮ่ารักฮูหยินของตนอย่างลึกซึ้งเหมือนทะเล ให้ความเคารพและเอาใจใส่นางตลอดหลายปีเหมือนกับวันแรก แต่มันกลับทำให้คนลืมไปว่ายังมีสตรีอีกคนที่เต็มใจให้กำเนิดเขาเพื่อสกุลฟาง แล้วก็เอาแต่รอคอยจนสิ้นลมจากไป นั่นคือมารดาที่แท้จริงของเขา แม้คนอื่นจะลืม แต่เขาไม่มีวันลืม
ฟางฮูหยินเป็คนละเอียดอ่อน เมื่อเห็นลูกเลี้ยงของตนก้มหน้า สีหน้าก็เ็าขึ้นมากกว่าที่เคย นางก็เดาได้ทันทีว่าเพราะเหตุใด จึงรีบเปลี่ยนเื่ “ซิ่นเกอเอ๋อร์ รีบลุกขึ้นเร็วๆ นั่งลงดื่มชาสักถ้วยก่อนค่อยว่ากัน”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก็มีสีหน้าเข้มขึ้นแล้วตำหนิว่า “ยังไม่ลุกขึ้นมาอีก ปกติไม่เห็นเ้าจะกตัญญูอะไร พอมีเื่ขึ้นมาแล้วถึงจะนึกถึงพ่อแม่”
ฟางซิ่นแอบกลอกตาขึ้น นานๆ ทีเขาจะไม่โต้ตอบกลับไป เขายืนขึ้นและไม่ได้กลับไปนั่ง แต่พูดตรงๆ ว่า “ท่านแม่ ตอนที่ลูกอยู่ข้างนอกได้รับน้องสาวบุญธรรมคนหนึ่ง ซึ่งก็คือแม่นางติงที่เพิ่งจะติดตามท่านแม่ทัพกลับมาเมืองหลวง และเป็ฮูหยินที่ท่านแม่ทัพใหญ่จะแต่งงานด้วยในอนาคต ปกติแล้วลูกก็ได้รับการดูแลจากนางเป็อย่างดี และนางก็เป็หญิงสาวที่ดีอย่างหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นข้าจึงอยากขอให้ท่านแม่รับนางเป็ลูกบุญธรรมของท่านแม่ เพื่อจะได้ไม่ให้ขุนนางทั้งหลายในราชสำนักดูถูกนางเพียงเพราะนางมาจากครอบครัวชาวนา”
-----------------------------------------
[1] ตีสุนัขที่ตกน้ำ 痛打落水狗 หมายถึง กระหน่ำซ้ำเติมคนเลวที่ตกที่นั่งลำบากหรือพ่ายแพ้ ไม่ให้ฟื้นตัวได้อีก
[2] ตำราเซิ่งเซี่ยนซู 圣贤书 หมายถึง สี่ตำราและห้าคัมภีร์ในสมัยจีนโบราณ(四书五经) ซึ่งสี่ตำราประกอบด้วยคัมภีร์มหาบุรุษ(大学) คัมภีร์ทางสายกลาง(中庸) คัมภีร์วิจารณ์พจน์(论语) และคัมภีร์เมิ่งจื่อ(孟子) และห้าคัมภีร์ประกอบด้วย คัมภีร์โหราศาสตร์(易经) ตำราประวัติศาสตร์(尚書) คัมภีร์กวี(寺經) คัมภีร์พิธีกรรม(礼记) บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ(春秋)
