“ลูกบ้านนั้นอายุเท่าไหร่กันแล้วคะ? ตอนเอาเค้กไปให้เมื่อกี้ไม่เห็นเด็กๆ เลยนี่นา” ฮวาเจาเอ่ยถาม
“คนโตสิบขวบ คนเล็กสามขวบ ตอนนี้ปิดเทอมฤดูร้อน คงกำลังไปเล่นบ้านคนอื่นอยู่มั้งจ๊ะ กว่าจะกินข้าวเย็นเสร็จ กว่าจะกลับบ้าน” เย่ฟางตอบ
ฮวาเจาทำหน้าหวาดกลัว “พรุ่งนี้เช้าตรู่ฉันจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”
เด็กซนนั้นรับมือยากที่สุด แถมยังมีเด็กสามขวบอีก ยิ่งตีก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ถ้าไม่ให้ซนก็จะร้องไห้งอแง แล้วจะกลายเป็ว่าเราผิดไปอีก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองโมโหจนป่วย ฮวาเจาจึงตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะไม่อยู่บ้าน จะออกไปเที่ยวชมเมืองหลวงต้าจิงเสียหน่อย
“จะหลงทางเอานะจ๊ะ” เย่ฟางยังคงไม่วางใจ
“ไม่หรอกน่า ไม่หลงแน่นอนค่ะ” ฮวาเจาคว้ากระดาษเปล่าที่อยู่ข้างๆ มาพลางวาดแผนที่ลงไป
“พวกเราพักอยู่ในบ้านพักของโรงพยาบาล นี่คือถนนยวี่ชิง นี่คือถนนฉางอัน นี่คือ...” ชั่วครู่เดียว แผนที่แสดงสถานที่สำคัญและถนนหนทางภายในวงแหวนที่สามก็ถูกวาดออกมาอย่างแม่นยำ
แถมเธอยังรู้ด้วยว่าถนนเส้นไหนมีรถประจำทางสายอะไรวิ่งผ่านบ้าง
แผนที่นี้เธอจำมาจากชาติที่แล้ว ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองหลวง แต่เธอก็มาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ คุ้นเคยเป็อย่างดี
ส่วนเส้นทางรถประจำทางนั้นเธอเพิ่งจำมาใหม่ เพราะปัจจุบันนี้กับเมื่อก่อนแตกต่างกันไปมาก
“เธอรู้ได้ยังไงเนี่ย?” เย่ฟางทำหน้าประหลาดใจ หลายสายรถประจำทางวิ่งเส้นไหนบ้าง แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลย เธอรู้แค่สายที่ตัวเองนั่งเป็ประจำเท่านั้น
“ฉันซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านค่ะ ข้างในมีบอกไว้หมดเลย” ฮวาเจายิ้มตอบ
“ความจำดีจริง” เย่ฟางเอ่ยชม
ทันใดนั้น เธอก็คิดอะไรขึ้นมา มองตัวอักษรไม่กี่คำบนกระดาษที่เขียนอย่างตั้งใจ ตรงเป็ระเบียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างาม
“เธอเขียนหนังสือได้?” เธอจำได้ว่าในเอกสารระบุว่าเธอเรียนไม่จบแม้กระทั่งชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งด้วยซ้ำ
ฉินเซี่ยงตงตรวจสอบประวัติของฮวาเจาแล้วก็เอามาเล่าให้เธอฟัง ตอนนั้นทั้งสองคนกังวลใจมาก ว่าคนที่เรียนไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจะเลี้ยงดูลูกอย่างไรในอนาคต
เย่ฟางยังคิดว่าตอนนั้นเธอคงต้องดูแลเอาใจใส่เป็พิเศษ
“ฉันไม่เคยไปโรงเรียนค่ะป้า แต่คุณปู่เคยสอนฉันที่บ้าน” ฮวาเจาตอบ “คุณปู่ของฉันเคยเรียนในสำนักศึกษาเอกชน”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” เย่ฟางวางใจ พอได้เห็นลายมือที่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ก็รู้ได้ทันทีว่าฮวาเฉียงนั้นมีความรู้ไม่น้อยเลย
“ว่าแต่ เธอมีแผนการอะไรในอนาคตหรือเปล่า?” เย่ฟางถามขึ้นอีก
เมื่อเห็นฮวาเจาทำหน้างง เธอจึงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วค่อยๆ กล่าว “จริงๆ แล้ว ฉันไม่ค่อยอยากให้เธอติดตามกองทัพไปตลอดหรอกนะ ถ้าเย่เซินต้องไปประจำการในที่ที่ลำบาก เธออาจจะพิจารณามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง จะเป็ผลดีต่อการศึกษาของลูกๆ เองด้วย เธอก็จะได้หางานทำ ออกไปพบปะสังคมบ้าง อย่าเอาแต่ขลุกอยู่แต่ในบ้าน คอยวนเวียนอยู่แต่กับเขาและลูกๆ เท่านั้น”
ฮวาเจามองหน้าเย่ฟาง คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็คำเตือนที่จริงใจและมีเจตนาดีอย่างแท้จริง อีกทั้งยังคิดเผื่อถึงมุมของเธออย่างลึกซึ้งด้วย
แม้แต่แม่แท้ๆ ก็ยังไม่เคยคิดเผื่อเธอได้ขนาดนี้มาก่อน
“ขอบคุณค่ะคุณป้า คุณป้าดีกับหนูจังเลย” ฮวาเจาเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ
เธอไม่เคยโทษว่าเย่ฟางกำลัง “ทำให้” พวกเขาสองสามีภรรยาต้องแยกจากกัน แถมยังรู้สึกว่าเย่ฟางดีกับเธออีก เย่ฟางยิ้มออกมา ไม่เสียแรงที่เธอเสี่ยงทำตัวเป็ “คนไม่ดี” เลย
ถ้าหากฮวาเจาไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเธอขึ้นมา ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็คงยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งเื่นี้ยังอธิบายให้เข้าใจได้ยากอีกด้วย
ตอนนี้มีสาวๆ กี่คนที่คิดว่าการคอยวนเวียนอยู่แต่กับสามีและลูกๆ นั้นไม่ดีกันนะ? มีแต่คนรุ่นเก่าเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
ไม่คิดเลยว่าฮวาเจาจะเข้าใจ
“คุณป้าคะ ฉันอยากไปโรงเรียน” ฮวาเจาเอ่ยขึ้น
ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดอกคุยกับเธออย่างจริงใจ เธอก็ต้องตอบแทนน้ำใจให้สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย
“ไปโรงเรียน?” เย่ฟางชะงักไป เธอคิดว่าอย่างมากฮวาเจาก็แค่อยากออกมาทำงาน เธอเองก็คิดว่าจะช่วยแนะนำงานดีๆ ให้เธอสักหน่อย เช่น เป็ช่างทำขนมหวานในโรงแรมใหญ่
โรงแรมชั้นนำของเมืองหลวง ทำขนมตะวันตก งานไม่หนัก ได้เงินเยอะ แถมสวัสดิการก็ดีด้วย
ในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนแบบนี้ โรงแรม โรงงานเสื้อผ้า โรงงานอาหาร สหกรณ์ เป็หน่วยงานที่ดีที่สุด
มีกินมีใช้ ไม่ต้องไปหวังอะไรอีกแล้ว
ส่วนพวกไฟฟ้า ไปรษณีย์ ธนาคาร พวกชาวบ้านร้อยปีก็คงไม่ได้ใช้
“เธออยากจะเรียนในโรงเรียนอาชีพหรือ? อยากจะเรียนอะไร?” เย่ฟางถาม
“ฉันอยากจะเรียนชั้นมัธยมปลาย” ฮวาเจาตอบ “อยากจะยกระดับวุฒิการศึกษาของตัวเองขึ้น”
เธอไม่กล้าพูดว่าอยากเรียนมหาวิทยาลัย เพราะ่เวลานี้ก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน แม้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะยังไม่ฟื้นฟู แต่ก็สามารถ “ได้รับการแนะนำให้เข้าเรียน” ได้
โรงงาน ชนบท หน่วยงานต่างๆ สามารถแนะนำคนเข้ามหาวิทยาลัยได้ นี่แหละคือเหล่านักศึกษาของชนชั้นกรรมกรและชาวนา
เย่ฟางก็คิดถึงเื่นี้เช่นกัน “สู้ไปเรียนมหาวิทยาลัยโดยตรงเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ไม่ๆๆ” ฮวาเจารีบส่ายหน้า
มหาวิทยาลัยของชนชั้นกรรมกรและชาวนานั้นเป็แบบนั้นแหละ ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรมากสำหรับพื้นฐานของผู้เรียน ถ้าตอนนี้เธอมีคนแนะนำก็สามารถเข้าไปเรียนได้เลย ซึ่งนั่นก็ทำให้คุณภาพต่ำลงไปด้วย
ในอนาคตถ้าเธอออกไปข้างนอกแล้วบอกว่าตัวเองจบมาจากมหาวิทยาลัยของชนชั้นกรรมกรและชาวนา กับการบอกว่าตัวเองเป็นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยรุ่นแรกได้นั้น จะต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างแน่นอน
“ฉันไม่เคยเข้าโรงเรียนจริงจังเลยสักวัน อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย ไปเรียนมหาวิทยาลัยคงไม่เหมาะสม ฉันก็แค่อยากจะไป... ลงทะเบียนเรียนไว้ก่อน”
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกที่กำลังจะฟื้นฟูขึ้น เขากล่าวกันว่าใครที่เคยเรียนมาก็สามารถสอบได้หมด ไม่ว่าจะจบชั้นมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย แต่คนที่ไม่จบแม้แต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง จะสามารถเข้าสอบได้หรือไม่ ฮวาเจาก็ยังไม่ทราบ
เพื่อความไม่ประมาท เธอจึงอยากจะไปคว้าใบประกาศนียบัตรมัธยมปลายไว้ก่อน
เย่ฟางคิดว่าเธอแค่อยากได้วุฒิการศึกษา “เื่นี้ง่ายมาก เดี๋ยวถ้าฉันว่างจะไปคุยกับโรงเรียนข้างๆ ให้เธอได้ลงทะเบียนเรียนไว้”
“คุณป้าดีกับหนูจังเลย” ฮวาเจาะโเข้าไปกอดเธอ
การใช้อิทธิพลเส้นสายแบบนี้มันเป็เื่น่ารังเกียจ แต่พอมาเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว ทำไมมันถึงได้น่ารักแบบนี้นะ?
เย่ฟางยิ้มออกมา 'เื่แค่นี้เองทำไมถึงดีใจขนาดนี้'
ตอนนี้การไปโรงเรียนไม่ใช่เื่ดีอะไรนัก โดยเฉพาะชั้นมัธยมปลายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ ถือได้ว่าทุกคนที่ไปเรียนชั้นมัธยมปลายเป็เพียงการไปใช้ชีวิตไปวันๆ เก็บวุฒิการศึกษาไว้ เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ทำงานก็ต้องลงไปใช้แรงงานในชนบท
ปี 76 การลงไปใช้แรงงานในชนบทยังไม่จบสิ้น แต่ก็เป็รุ่นสุดท้ายแล้ว
ตกกลางคืน ฮวาเจาได้ทำชุดเดรสเชิ้ตยาวให้เย่ฟาง เป็เสื้อเชิ้ตเข้ารูปแขนยาว แต่ชายกระโปรงยาวไปถึงข้อเท้า มีเข็มขัดเส้นกว้างคาดตรงกลาง
ดูทะมัดทะแมงแต่ก็เรียบง่าย ทำให้ผู้สวมใส่ดูมีสง่าราศีขึ้นมาทันที
เย่ฟางชอบชุดนี้มาก รักจนแทบจะวางไม่ลง
เมื่อครู่ความคิดที่จะแนะนำให้เสี่ยวฮวาไปทำงานที่โรงแรมอาจจะไม่ถูกต้อง เธอน่าจะไปทำงานที่โรงงานเสื้อผ้ามากกว่า
'ช่างเถอะ รอให้เธอคลอดลูกก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่แน่ว่าเธออาจจะค้นพบความสามารถพิเศษด้านอื่นๆ ของเสี่ยวฮวาอีกก็ได้'
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฮวาเจาออกไปข้างนอกพร้อมกับเย่ฟาง
พอเดินลงมาถึงข้างล่างก็เห็นประตูบ้านของตระกูลจ้าวเปิดออก เหล่าเด็กๆ ห้าหกคนยืนอออยู่ที่หน้าประตู จ้องมองมาที่พวกเธอ
แววตาเ่าั้ทำให้ฮวาเจารู้สึกขนลุก
ในทันทีเธอก็เข้าใจแล้ว เด็กพวกนี้กำลังรอเย่ฟางออกไปข้างนอก เพื่อที่จะได้ไปหาเธอที่บ้าน
เพราะเย่ฟางขึ้นชื่อเื่อารมณ์ไม่ดี เด็กๆ พวกนี้จึงไม่ค่อยกล้าไปบ้านของเธอเท่าไหร่นัก
แต่ถ้าเย่ฟางไม่อยู่บ้าน เหลือแต่เธอที่เป็ “สะใภ้หน้าใหม่ที่ปฏิเสธคนไม่เป็” สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไป
“อ้าว? ไปส่งคุณป้าไปทำงานเหรอ?” หัวของผู้ใหญ่คนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากประตู มองฮวาเจาพลางถาม
“เปล่าค่ะ ฉันจะออกไปเดินเล่น” ฮวาเจาตอบ
“ไปเดินเล่นเหรอ...” ผู้หญิงคนนั้นมองสีหน้าเฉยเมยของเย่ฟาง จึงไม่กล้าถามว่าเมื่อไหร่จะกลับ
'ไม่เป็ไร เธอต้องกลับมาอยู่แล้ว พอเธอกลับมาแล้วค่อยไปใหม่ก็ได้'
