“ดีๆ!” ทุกคนรับคำขณะที่ในใจนึกขอบคุณหยวนเหล่าเอ้อร์ หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่าย มีหรือที่พวกเขาจะได้ทานเนื้อ ชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายนัก เทศกาลทีถึงจะฆ่าสัตว์กินเนื้อที ทุกคนต่างพากันรีบวิ่งกลับบ้านของตนเพื่อไปเอาถ้วยและตะเกียบมา
ผู้เฒ่าหยวนในเวลานี้รู้สึกคับแค้นใจจนแทบจะกระอักเื ชาวบ้านพวกนี้กินเนื้อของบ้านเขาแต่กลับไปขอบคุณหยวนเหล่าเอ้อร์ ทั้งรู้สึกเจ็บใจและแค้นใจในเวลาเดียวกัน
“ในเมื่อเ้ารองไม่ได้ขโมยหมูของบ้านอื่นมา เช่นนั้นหนังสือขับไล่นี้ก็ทำลายทิ้งเสีย ดีหรือไม่” ผู้ใหญ่บ้านหันไปเอ่ยถามผู้นำสกุลหยวน
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินคำนั้นแล้วรู้สึกไม่ยินยอม อีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นแผนการทุกอย่างก็จะสำเร็จ ทว่าทั้งหมดเป็เพราะภรรยาของเขาเพียงผู้เดียว แค่หมูตัวหนึ่งสำคัญกว่าการขับไล่เ้ารองออกจากสกุลอีกหรือ!
ผู้นำสกุลมิอาจคัดค้านเื่นี้ได้ การฆ่าหมูของบ้านตัวเองมากินเนื้อไม่ใช่เื่ผิด ไม่ถึงขั้นต้องขับไล่ออกจากสกุล ทว่าหยวนเหล่าเอ้อร์กลับเอ่ยว่า “น้ำที่สาดออกไปแล้วไหนเลยจะเอากลับคืนมาได้ หนังสือขับไล่นี้ในเมื่อเขียนออกมาแล้วเช่นนั้นก็เลยตามเลยเถิด นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไปข้ากับสกุลหยวนไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก ท่านอาเอ้อร์สี่ ท่านคิดเห็นอย่างไร”
ผู้เฒ่าหยวนถูกยั่วโมโหจนเืลมขึ้น หยวนเหล่าต้ารีบเข้าไปประคองผู้เป็บิดา พร้อมกับหันไปตวาดใส่น้องชาย “เ้ารอง เ้าเรียกท่านพ่อเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงแยกบ้านกันไปแล้วก็จะไม่นับเป็บิดามารดาแล้วหรือ!”
“ข้าถูกขับไล่ออกจากสกุล ในหนังสือเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ต่อไปไม่ว่าข้าจะเป็หรือตายล้วนไม่เกี่ยวข้องกับสกุลหยวนอีก ในหนังสือให้แยกบ้านก็มีเขียนไว้เช่นกัน ดังนั้นนับต่อแต่นี้ท่านอาเอ้อร์สี่และท่านอาสะใภ้หวางไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าอีกแล้ว พวกเขาไม่มีลูกอย่างข้า แล้วข้าจะนับพวกเขาเป็บิดามารดาได้อย่างไร หรือว่าจะฉีกหนังสือเหล่านี้ทิ้ง?” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวเตือนพี่ชาย
หยวนเหล่าต้าถึงกับพูดอันใดไม่ออก
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ปกติหยวนเหล่าเอ้อร์ทำอะไรฉลาดมีไหวพริบ หากเวลานี้ไฉนถึงได้เลอะเลือนเช่นนี้ไปได้ คนผู้หนึ่งหากไม่มีสกุล ตายไปก็จะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในสุสานของสกุล และไม่ได้รับการเซ่นไหว้จากลูกหลาน เื่นี้นับเป็เื่ใหญ่มากทีเดียว
เขาคงต้องกล่าวเตือนสักประโยค ทว่าเวลานี้เองคนในหมู่บ้านที่วิ่งกลับบ้านไปเอาถ้วยและตะเกียบก็ทยอยกลับมา บริเวณลานบ้านสกุลหยวนจึงเต็มไปด้วยคนมากมาย เบียดแทรกเข้ามาจนเกิดช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่บ้านกับหยวนเหล่าเอ้อร์ ทำให้ไม่อาจกล่าวตักเตือนอีกฝ่ายได้
ชาวบ้านทุกคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ บ้างนำหนังหมูที่ถลกแล้วไปย่างไฟ บ้างนำวัตถุดิบที่จะใส่ลงในหม้อต้มหมูไปล้างทำความสะอาด แม้ยามนี้ในใจของคนบ้านใหญ่สกุลหยวนจะกล้ำกลืนฝืนทนสักเพียงใด ทว่าก็ยังต้องฝืนยิ้มแย้มแก่ชาวบ้านทุกคน แต่ทุกคนกลับเอาแต่ชื่นชมหยวนเหล่าเอ้อร์ไม่หยุดปาก นั่นก็เพราะว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ฆ่าหมู มีหรือที่พวกเขาจะลาภปากได้กินเนื้อหมูเช่นนี้
เห็นทุกคนกินเนื้อหมูของบ้านตัวเอง แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจตนเลยสักคน ในใจผู้เฒ่าหยวนในยามนี้รู้สึกขมขื่นยิ่งกว่ากินหวงเหลียน[1] เสียอีก เขารู้สึกเสียใจทีหลังเหลือเกิน หากรู้เช่นนี้จะไม่บีบบังคับเ้ารองก็ดีหรอก ยินยอมให้แยกบ้านออกไปเฉยๆ เื่คงจบไปนานแล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะเอามีดจ่อที่คอหรือข่มขู่จะะโน้ำก็ตาม ทว่าในเมื่อเื่ดำเนินถึงขั้นนี้ แม้จะขับไล่เ้ารองออกจากสกุลหยวนได้สำเร็จ ทว่าพวกเขากลับเป็ที่ขบขันของคนทั้งหมู่บ้านไปเสียแล้ว
เช้าวันถัดมาสกุลกู้ถึงได้รู้เื่ที่หยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อถูกให้แยกบ้านออกมาและถูกขับไล่ออกจากสกุล หยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อถือถ้วยโจ๊กไว้ในมือ ปากเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังพลางตักโจ๊กเข้าปาก เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อหลางสกุลกู้ก็อยู่ร่วมรับฟังอย่างตื่นตาตื่นใจ นักเล่านิทานในตำบลยังเล่าไม่สนุกเท่าท่านอารองหยวนเลย
ผิดกับกู้อวี้ที่เอาแต่นั่งขมวดคิ้ว เขาไม่คุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้เลย ทว่าท่านอารองหยวนเป็ผู้าุโ เขาจะเอ่ยออกมาก็กระไรอยู่ จึงเลื่อนสายตาไปที่เจินเจินซึ่งก้มหน้าก้มตากินอย่างตั้งอกตั้งใจ ครั้นรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาเลยเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานแก่เขา
ยังเป็เจินเจินที่รู้มารยาท ไม่พูดจาระหว่างกินข้าว
“พี่ชาย รีบกินเถิด” เจินเจินพูดเร่งก่อนจะยื่นมือไปคลายคิ้วที่ขมวดเป็ปมของกู้อวี้ “พี่ชาย ท่านอย่าขมวดคิ้ว ประเดี๋ยวจะแก่เร็ว แก่แล้วจะไม่หล่อ”
เขาคงชมเร็วเกินไป ช่างเถอะ นางยังเด็ก ค่อยๆ สอนไปแล้วกัน เพียงแต่…เขาเบนสายตาไปยังสามีภรรยาหยวน ยามนี้ทั้งคู่แยกบ้านออกมาแล้ว หากพวกเขาพาเจินเจินกลับไปเล่า ถ้าเป็เช่นนั้นเมื่อเติบใหญ่ไปนางต้องมีนิสัยเหมือนกับทั้งคู่เป็แน่ เพียงแค่คิดก็รู้สึกประหวั่นในใจแล้ว ทางที่ดีต้องให้นางอยู่ที่นี่ต่อ เขาจะได้เป็คนสอนเื่มารยาทแก่นาง ให้อยู่ที่นี่จนถึงตอนที่เด็กหญิงอายุสักเจ็ดขวบ พอถึงยามนั้นเื่ที่สมควรต้องสอนก็คงจะสอนไปหมดแล้ว คิดวางแผนกับตัวเองเสร็จเขาค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมา
เมื่ออาหารมื้อนี้จบลงจ้าวซื่อกับกู่ซื่อช่วยกันเก็บจานชามและตะเกียบไปล้าง กู้ซิ่วไฉกับหยวนเหล่าเอ้อร์เข้าไปคุยกันในห้องหนังสือ ขณะที่กู้อวี้พาเจินเจินและน้องชายอีกสามคนไปฝึกคัดอักษร ชายหนุ่มวางแผนเอาไว้ว่า จะสอนเจินเจินเขียนชื่อของตัวเองให้ได้เสียก่อน หากเขียนได้แล้วค่อยสอนคัมภีร์สามอักษร
ภายในห้องหนังสือ กู้ซิ่วไฉถามถึงแผนการในอนาคตกับหยวนเหล่าเอ้อร์
“ข้าซื้อบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้านแล้ว หลังจากพวกเราทั้งครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นค่อยซื้อรถเทียมล่อ รับจ้างพาคนเข้าไปในตำบลกับในอำเภอ พอถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนท่าน หากมีใครมาถามก็ช่วยบอกคนผู้นั้นไปว่า เงินที่ข้าเอาไปซื้อบ้านกับรถเทียมล่อเป็เงินที่ยืมไปจากท่าน” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าว
กู้ซิ่วไฉเห็นหยวนเหล่าเอ้อร์วางแผนการในอนาคตเอาไว้แล้วก็คิดในใจ อีกฝ่ายช่างเป็คนรอบคอบ
หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวต่อ “ข้าไม่ขอปิดบัง ความจริงข้าอยากพาภรรยากับเ้าหกแยกบ้านออกมานานแล้ว แต่ด้วยความเป็ห่วงเ้าหก บอกตามตรงข้าเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการหมั้นหมายกับสกุลหลิ่ว ได้มารดาม่ายที่เลี้ยงบุตรชายมาตัวคนเดียวเป็แม่สามี หากบุตรสาวของข้าแต่งเข้าไปแล้วมีชีวิตสุขสบายสิถึงจะแปลก ข้าถึงได้ยอมอดทนถูกรังแกดีกว่าแยกบ้านออกมา แล้วทำให้ภรรยากับบุตรสาวต้องอดอยาก อย่างน้อยอยู่ที่นั่นก็ยังมีข้าวให้กิน
“ทว่ายามนี้ข้าเห็นพวกท่านดีต่อเ้าหกมาก ทั้งนางยังสามารถขึ้นเขาไปเก็บหลินจือกับโสมมาได้ ข้าถึงได้ตัดสินใจแยกบ้านออกมา อย่างไรก็ตามยามนี้ข้ากับภรรยายังไม่พร้อมที่จะรับนางกลับไป รอให้ข้าจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หากมีความพร้อมแล้วข้าถึงค่อยมารับกลับ”
เ้าหกคือ ‘คนเลี้ยงดูครอบครัว’ เช่นนี้แล้วจะให้นางไปอยู่ที่บ้านผู้อื่นได้อย่างไร ไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ได้
หากแต่ในสายตากู้ซิ่วไฉกลับคิดว่า หยวนเหล่าเอ้อร์เป็บิดาที่คิดเผื่อบุตรสาวไปเสียทุกเื่ ช่างเป็บิดาที่รักบุตรมากเหลือเกิน เพียงแต่เขาทำใจให้เจินเจินกลับไปอยู่กับอีกฝ่ายไม่ได้
“นับเป็แผนการที่ดี” แม้ใบหน้าของกู้ซิ่วไฉจะมีรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกขมฝาด นับจากเจินเจินย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขา เขาทั้งรักและเอ็นดูนางมาก ยามนี้นางกลายเป็แก้วตาดวงใจของบ้านสกุลกู้ไปแล้ว หากอีกฝ่ายพาบุตรสาวกลับไปอยู่ด้วยจริงๆ เขาคงทำใจไม่ได้
“แต่ตอนนี้นางเพิ่งจะสี่ขวบเท่านั้น ข้าเลยอยากให้นางอยู่ที่นี่เพื่อให้อวี้เอ้อร์สอนหนังสือให้ หากร่างกายข้าแข็งแรงเป็ปกติเมื่อใดจะเปิดสำนักศึกษาอีกครั้ง และจะให้นางเข้าเรียนด้วย ท่านคิดเห็นเป็อย่างไร” กล่าวจบมองหยวนเหล่าเอ้อร์อย่างคาดหวังรอคอย
“เช่นนี้ก็ดีน่ะสิ ท่านคงไม่ทราบ ข้าอิจฉาพี่ใหญ่กับหลานสาวมาก พวกเขาได้เรียนหนังสือแต่ข้าไม่ได้เรียน พอถึงเวลาที่ข้าจะได้เรียน ท่านพ่อท่านแม่กลับบอกว่าไม่มีเงินจะส่งเสีย…” หยวนเหล่าเอ้อร์เห็นด้วยพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
ครั้นเห็นว่าหยวนเหล่าเอ้อร์ยินดีและยินยอมให้เจินเจินอยู่ที่นี่ต่อ กู้ซิ่วไฉรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง เพียงเท่านี้เด็กหญิงตัวน้อยก็ไม่ต้องกลับไป ยังจะได้อยู่ที่บ้านสกุลกู้ต่อ และเขาก็จะได้เห็นหน้าที่แสนจะน่ารักน่าชังของนางทุกวัน
“ข้ายังมีอีกเื่ที่จะพูดกับท่าน เมื่อวานข้ากับอวี้เอ๋อร์ได้ช่วยกันตั้งชื่อให้เ้าหกแล้ว ชื่อว่าเจินเจิน เจินที่มาจากคำว่าสมบัติล้ำค่า”
“เจินเจิน ช่างเป็ชื่อที่ดีเหลือเกิน ตั้งชื่อได้ดีๆ ฮ่าๆ ในที่สุดเ้าหกของข้าก็มีชื่อกับเขาเสียที” หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจขณะที่ปากพึมพำว่า ‘เจินเจิน’ ไม่หยุด
“ฉินเจีย โสมในมือท่านจะขายให้ข้าในราคาตามท้องตลาดได้หรือไม่ โสมที่เจินเจินให้มา ข้าให้ภรรยานำไปตากแห้งแล้ว จะได้เก็บไว้ให้นางในอนาคต ท่านหมอแนะนำมาว่าอาการของพวกเราสามีภรรยาต้องใช้โสมอายุร้อยปีมาต้มยา…”
“ย่อมได้ๆ ไว้ข้าจะกลับไปเอามาให้” หยวนเหล่าเอ้อร์ย่อมยินยอมอยู่แล้ว อีกฝ่ายขอซื้อมิได้ขอเฉยๆ เสียหน่อย
[1] หวงเหลียน หรือ อึ่งน้อย ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Coptis chinensis เป็พืชท้องถิ่นในจีน เปลือกสีน้ำตาล เนื้อในสีเหลืองทอง ตรงกลางมีลายแดงอมน้ำตาล คนจีนนิยมนำมาต้มเป็ยา สรรพคุณช่วยขับพิษและขับร้อน มีรสชาติขมมาก
