เหนือท้องฟ้าสำนักเทียนฉี เมฆดำทมึนหมุนวนราวกับสัตว์ร้าย สายฟ้าแลบแปลบปลาบดุจอสรพิษเงินฉีกกระชากผืนฟ้า เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทราวกับจะบดขยี้ฟ้าดินให้แหลกสลาย
ปรากฏการณ์วิปริตนี้ะเิขึ้นดั่งเสียงฟ้าผ่า ปลุกตื่นคนทั้งสำนักในทันที ทุกสายตาจ้องมองไปยังขอบฟ้าด้วยความหวาดผวา
หลินหนาน เ้าสำนักเทียนฉี พร้อมด้วยผู้าุโทั้งสิบ ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศในชั่วพริบตา ปราณิญญาไหลเวียนรอบกาย สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียด จ้องเขม็งไปยังภาพอันแปลกประหลาดที่กำลังแปรเปลี่ยนบนท้องฟ้า ฝ่ามือเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
หลิวอี้ที่เกร็งตัวอยู่เมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อมั่นใจว่าไม่มีสายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวเขา เขาถอนหายใจยาว ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
"ปรากฏการณ์แบบนี้... หรือว่ามีศัตรูบุก?"
ทันใดนั้นเอง [แม่น้ำแห่งกาลเวลา] ก็ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า ภายในกระแสธารนั้นมีเงาร่างนับไม่ถ้วนวูบไหว... บ้างมาจากอดีต บ้างมาจากปัจจุบัน และบ้างก็มาจากอนาคต
ทันใดนั้น ร่างเงาหลายร่างก็เปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือดเหนือแม่น้ำแห่งกาลเวลา ราวกับพยายามจะฝ่าทะลุข้อจำกัดและลงมาสู่โลกปัจจุบัน และทิศทางที่พวกมันหมายจะโจมตี ก็คือ สำนักเทียนฉี นั่นเอง!
แม้จะอยู่คนละฟากฝั่งของกาลเวลา แต่ภาพการต่อสู้ระดับล้างโลกนั้นก็ยังทำให้ผู้พบเห็นต้องตัวสั่นสะท้าน
หลิวอี้สูดหายใจเฮือกด้วยความสยดสยอง กรีดร้องในใจ
"ใครในสำนักเทียนฉีไปก่อเื่ชั่วช้าสามานย์อะไรไว้เนี่ย! ถึงขนาดทำให้ศัตรูผู้ทรงพลังต้องข้ามแม่น้ำแห่งกาลเวลาย้อนกลับมาเพื่อลบพวกมันทิ้ง!"
ในจังหวะนั้นเอง ร่างหนึ่งในแม่น้ำแห่งกาลเวลาก็ะเิพลังมหาศาลออกมา และด้วยอานุภาพดุจสายฟ้าฟาด เขาสังหารคู่ต่อสู้ทั้งหมดจนสิ้นซาก คนผู้นั้นปรายตามองมายังสำนักเทียนฉีผ่านม่านกาลเวลา ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา
แทบจะพร้อมกันนั้น ปรากฏการณ์วิปริตที่ปกคลุมสำนักเทียนฉีก็สลายไปจนหมดสิ้น
เวลานั้นเอง เสียงอันก้องกังวานของเ้าสำนักหลินหนานก็ดังขึ้นเพื่อปลอบขวัญทุกคน
"นั่นเป็เพียงการต่อสู้ของยอดฝีมือในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ไม่ต้องตื่นตระหนกไป"
"เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยาวไกล ขอเพียงพวกเ้าหมั่นเพียรฝึกฝน สักวันหนึ่งก็อาจก้าวไปถึงขอบเขตนั้นได้"
"แยกย้ายกันได้แล้ว!"
คำพูดเหล่านี้จุดไฟแห่งความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ทั้งหลายให้ลุกโชนขึ้นทันที เมื่อได้เห็นยอดฝีมือที่สามารถปั่นป่วนแม่น้ำแห่งกาลเวลาด้วยตาตัวเอง เืในกายของทุกคนก็เดือดพล่านราวกับเต็มไปด้วยพลัง พวกเขาต่างกระตือรือร้นและอดรนทนไม่ไหวที่จะเริ่มฝึกฝนเพื่อไล่ตามขอบเขตที่เอื้อมถึง์นั้น
หลิวอี้เบะปากอย่างดูแคลน รู้สึกว่าคำพูดของเ้าสำนักก็ไม่ต่างอะไรกับเ้านายในชาติที่แล้วที่ชอบ 'ขายฝัน' (วาดขนมเปี๊ยะก้อนโต)... มีแต่คำพูดสวยหรูที่หลอกลวง
เขาก้มมองลงไปที่จ้าวจิ่วเซียว รอยยิ้มของผู้ชนะปรากฏขึ้นที่มุมปาก น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยัน
"แพ้แล้วก็ยอมรับซะ รีบส่งเศษหินิญญา 50 ก้อนที่แพ้พนันมาให้ไว"
หน้าของจ้าวจิ่วเซียวเปลี่ยนเป็สีตับหมูทันที กำปั้นกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ความเคียดแค้นอัดแน่นอยู่ในอก เขาอยากจะเบี้ยวหนี้เสียตรงนี้ แต่เมื่อััได้ถึงสายตาของฝูงชนรอบข้าง เขาจึงต้องกลืนคำพูดเ่าั้ลงคอไป
เขารู้ดีว่าหากตนสร้างบรรทัดฐานของการเบี้ยวหนี้ คนอื่นที่ยืมเศษหินิญญาจากเขาก็คงจะทำตามอย่างแน่นอน คนเริ่มทำชั่ว ย่อมต้องรับผลกรรมเอง
หลังจากชั่งใจอยู่หลายตลบ จ้าวจิ่วเซียวก็กัดฟันขว้างเศษหินิญญา 50 ก้อนใส่หลิวอี้อย่างแรง พร้อมแค่นเสียงเ็า
"เอ้า! เอาไป!"
จากนั้นเขาก็หันหลังเดินหนีไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง ไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว
หลิวอี้ไม่ถือสาเลยสักนิด จะคาดหวังให้คนแพ้ทำหน้าดีๆ ใส่ได้ยังไงกัน ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขาก้มลงเก็บเศษหินิญญาทีละก้อนๆ อย่างมีความสุข
"พี่อี้ ท่านนี่สุดยอดจริงๆ! ซ่อนเขี้ยวเล็บได้แเีมาก!"
เฉียนตัวตัววิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น ไขมันบนตัวกระเพื่อมไปตามจังหวะก้าวเดิน
"ก็แค่โชคช่วย ข้าก็ไม่คิดว่าจะชนะง่ายขนาดนี้เหมือนกัน"
หลิวอี้เขย่าเศษหินิญญาในมือ ดวงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น
"ข้าจะเอา 100 ก้อนนี้ไปใช้ [ทะลวงด่าน] พลัง ไว้ข้าหาได้เพิ่มเมื่อไหร่ จะรีบเอามาคืนเ้าแน่นอน"
เฉียนตัวตัวโบกมืออย่างใจป้ำ ยิ้มแก้มปริ "ไม่ต้องเกรงใจไป! วันนี้เห็นท่านสั่งสอนจ้าวจิ่วเซียว ข้าสะใจเป็บ้า! ใครใช้ให้มันมาแย่งธุรกิจปล่อยกู้กับข้าล่ะ?"
"ไปกันเถอะ! วันนี้ข้าเลี้ยงเอง ไปกินมื้อใหญ่กัน!"
"เ้าอ้วนเฉียน เ้ามันเพื่อนแท้จริงๆ!" หลิวอี้ตอบรับทันที แล้วเดินตามเฉียนตัวตัวตรงไปยังร้านอาหารในตลาด
ทั้งสองกินดื่มกันอย่างเต็มคราบ หลังอิ่มหนำสำราญ พวกเขาก็เดินกลับที่พักอย่างสบายใจ
เมื่อเอนกายลงบนเตียง หลิวอี้ย้อนนึกถึงการประลองในวันนี้ซ้ำไปซ้ำมา แม้จะชนะมาได้ด้วยโชคช่วย แต่เขาไม่มีคาถาอาคมติดตัว และ [กายเนื้อ] ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ หากเจอศัตรูที่เก่งกาจในอนาคต เขาต้องเสียเปรียบอย่างหนักแน่ เขาอยากจะเป็ 'นักรบหกด้าน' (เก่งรอบด้านไร้จุดอ่อน)
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาตัดสินใจทันที... พรุ่งนี้เลิกงานเมื่อไหร่ เขาจะไปหอคัมภีร์เพื่ออ่านคัมภีร์วรยุทธ์และหาเคล็ดวิชามาฝึกฝนเพิ่มเติม
เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว หลิวอี้นั่งขัดสมาธิและเริ่มเดินพลังตาม [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 2.0] ทันใดนั้น ปราณิญญาโดยรอบก็รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายเขาราวกับน้ำหลาก เมื่อพลังปราณถูกกลั่นกรองอย่างต่อเนื่อง ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็เริ่มไต่ระดับขึ้นสู่ [กลั่นลมปราณระดับแปด]
สิบวันผ่านไป...
หลิวอี้อ่านคัมภีร์วรยุทธ์ในหอคัมภีร์จนหมดเกลี้ยง และในที่สุดก็เลือกเคล็ดวิชาชุบกายาที่ชื่อว่า "วิชากายาทองแดงกระดูกเหล็ก" นี่เป็วิชาสายกายาเพียงวิชาเดียวในหอคัมภีร์ที่ให้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมโดยไม่มีผลข้างเคียง
เขาท่องจำเคล็ดวิชาในใจอยู่สองสามรอบ แล้วนั่งขัดสมาธิเริ่มฝึกฝน เพียงแค่หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลิวอี้ลืมตาโพลง คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เขาลองออกหมัดและยืดเส้นยืดสาย รู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อกระชับแน่น พละกำลังเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่าจากเดิม
เขาทำสำเร็จแล้วจริงๆ! แต่ในคัมภีร์ระบุชัดเจนว่าวิชานี้ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักถึงสามสิบปีถึงจะสำเร็จขั้นต้น แล้วทำไมเขาถึงฝึกสำเร็จได้เร็วขนาดนี้?
"หรือว่าข้ามีพร์ด้านวรยุทธ์มาแต่กำเนิด? หรือวิชาเซียนช่วยเสริมพลังให้วรยุทธ์?"
เขาเกาหัวแกรกๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่น่าใช่ ก็เขาพูดกันว่าวิชาเซียนไม่ได้ช่วยเื่วรยุทธ์นี่นา"
ขณะที่พึมพำกับตัวเอง เขาก็นึกขึ้นได้ว่าจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดในร่างกายของเขาถูกเปิดออกหมดแล้ว
"หรือจะเป็เพราะสาเหตุนี้? แต่พร์ด้านวรยุทธ์ของข้าก็น่าจะดีมากด้วยแหละ"
ดวงตาของหลิวอี้เหม่อมองไกล พึมพำคำว่า "วิถียุทธ์" ออกมาเบาๆ
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว เก้าเดือนก็ผ่านพ้นไป หลิวอี้ได้อ่านตำราทุกเล่มในชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์จนหมดสิ้น ใน่เวลานี้ เขายังได้คิดค้นและปรับปรุงวิชาจนสำเร็จเป็ "วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 3.0"
นอกจากนี้ เขายังผสานคัมภีร์วรยุทธ์นับพันเล่มเพื่อสร้างวิชาชุบกายา "กายาทองคำะ" และฝึกฝนทั้งสองวิชาจนถึงขั้น [สมบูรณ์แบบ] ในขณะเดียวกัน ระดับพลังของเขาก็ไต่ระดับขึ้นอย่างมั่นคง จนถึงจุดสูงสุดของ [กลั่นลมปราณระดับเก้า]
เมื่อระดับพลังถึงขั้นเก้า หลิวอี้ก็ทำตามกฎของสำนัก ไปรับเคล็ดวิชาสำหรับ [ขอบเขตสร้างรากฐาน] จากหอคัมภีร์เพื่อเตรียมตัวสำหรับการฝึกขั้นต่อไป
ตามความเข้าใจของหลิวอี้ มีสองวิธีในการทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน
วิธีแรก คือทะลวงด่านจากจุดสูงสุดของขั้นเก้า อัตราความสำเร็จอยู่ในระดับปานกลาง หากพลาดพลั้งอาจล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่หากมี [โอสถสร้างรากฐาน] ช่วยเหลือ โอกาสสำเร็จจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก นี่คือวิธีที่คนส่วนใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียรใช้กัน
อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนถังแตกที่ยังติดหนี้ชาวบ้าน หลิวอี้ไม่มีหินิญญาไปซื้อโอสถสร้างรากฐานแน่ๆ
อีกหนทางหนึ่งที่มั่นคงกว่า คือการฝึกฝนไปจนถึง [กลั่นลมปราณระดับสิบสองขั้นสมบูรณ์] ณ จุดนั้น ปราณิญญาในร่างจะบริสุทธิ์และมหาศาล จนสามารถทะลวงด่านได้ตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งโอสถ การสร้างรากฐานด้วยวิธีนี้จะทำให้รากฐานมั่นคงแข็งแกร่งและมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด
แต่การจะไปถึงระดับสิบสองขั้นสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัย [ความสามารถในการหยั่งรู้] และพร์ที่เหนือธรรมดา มีเพียงอัจฉริยะที่แท้จริงเท่านั้นที่ทำได้
แม้หลิวอี้จะมั่นใจในพร์ของตนและเชื่อว่าเขาสามารถพุ่งชนระดับสิบสองได้ แต่เส้นตายของสำนักกำลังงวดเข้ามาทุกที หากเขาไม่สามารถสร้างรากฐานได้ทันเวลา ชะตากรรมของการถูกไล่ออกก็รออยู่
หลิวอี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงทะลวงด่านจากจุดสูงสุดของขั้นเก้า
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวอี้นั่งขัดสมาธิบนเตียง ถอนหายใจยาวเพื่อสงบจิตใจ แล้วหยิบเศษหินิญญา 80 ก้อนที่เหลือออกมา หินิญญาเหล่านี้จะเป็เสบียงฉุกเฉิน ยามที่ปราณิญญาไม่เพียงพอในระหว่างการทะลวงด่าน
