ตอนที่ 10 หอจดหมายเหตุชิงหลวน
ลมราตรีหวีดหวิวพัดผ่านยอดไม้สูงในวังหลวง หอบเอาความเย็นเยียบที่เสียดแทงไปถึงกระดูกมาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำค้างที่เกาะพราวบนหลังคากระเบื้องเคลือบ รุ่ยเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงแรงลมที่ปะทะใบหน้าขณะที่ร่างของนางถูกโอบอุ้มด้วยอ้อมแขนที่แข็งแกร่งและเย็นเยียบดุจศิลาของมู่เยว่อ๋อง
ทุกจังหวะที่เขาทะยานไปตามหลังคา นางััได้ถึงกลิ่นอายไม้กฤษณาที่อบอวลอยู่รอบตัวเขา มันเป็กลิ่นที่น่าหลงใหลแต่ก็เตือนให้รู้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่ทุกอณู
"ท่านอ๋อง ท่านจะอุ้มข้าไปจนถึงหอจดหมายเหตุเลยหรือ?" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงแ่ พยายามสะกดกั้นความเ็ปที่ปลายนิ้วซึ่งนางเพิ่งใช้เข็มจิกจนเืสาดเพื่อเรียกสติให้น้องชาย
มู่เยว่ไม่แม้แต่จะก้มลงมอง
"หากเ้าอยากเดินเองท่ามกลางกองทหารองครักษ์นับพันที่จ้องจะกระชากหัวเ้าไปรับรางวัล ข้าก็ไม่ขัด"
"ข้าเพียงแต่เกรงว่าท่านจะล้าเสียก่อน" นางประชดประชันเบาๆ
"ร่างกายข้าตอนนี้แม้จะผอมบาง แต่ความแค้นที่แบกไว้นั้นหนักอึ้งนัก"
มู่เยว่กระตุกยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตายังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า
"ความแค้นของเ้าไม่ได้หนักเท่าความดื้อรั้นหรอก รุ่ยเอ๋อร์ เ้าจิกนิ้วตัวเองจนเืโชก เ้าช่างเป็สตรีที่ใช้เหตุผลได้อัปยศที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ"
"เหตุผลของข้าคือครอบครัว" รุ่ยเอ๋อร์สวนกลับ ดวงตาวาวโรจน์
"หากท่านไม่มีสิ่งที่อยากปกป้อง ท่านก็ไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมเืเพียงไม่กี่หยดถึงมีค่ามากกว่าชีวิตที่อยู่อย่างไร้จิติญญา"
มู่เยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร่อนตัวลงแตะพื้นหินอย่างนุ่มนวลเบื้องหน้าอาคารไม้หกเหลี่ยมที่ดูเก่าแก่ทว่าน่าเกรงขาม ป้ายชื่อ หอจดหมายเหตุชิงหลวน สลักด้วยอักษรทองคำที่บัดนี้ดูหม่นหมองในความมืด
"ถึงแล้ว" เขาปล่อยตัวนางลง
"ที่นี่คือคุกของความจริง เ้าพร้อมจะเปิดมันออกหรือยัง?"
รุ่ยเอ๋อร์ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแม้ร่างกายจะยังสั่นเทา นางมองไปยังบานประตูหนาหนักที่ดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยไอหมึกสีดำจางๆ ในสายตา พู่กันเทพของนาง บานประตูนี้ไม่ได้ทำจากไม้ แต่มันถูกสร้างขึ้นจากอักขระคำว่า ปิดกั้น ความลับ และ อาถรรพ์ ที่พันธนาการซ้อนทับกันนับพันชั้น
"หอนี้มีค่ายกลอักษรสยบชีพจร" รุ่ยเอ๋อร์พึมพำ
"หากก้าวเท้าผิดเพียงนิ้วเดียว อักขระเ่าั้จะกลายเป็โซ่ตรวนที่กระชากิญญาคนบุกรุกให้แหลกสลาย"
"เ้ามองออก?" มู่เยว่เลิกคิ้ว แววตาเริ่มมีความชื่นชมที่ปิดไม่มิด
"ปกติแล้วขุนนางระดับสูงยังต้องใช้แผ่นป้ายอาคมเพื่อผ่านเข้าไป แต่เ้ากลับมองเห็นรากเหง้าของมัน"
"เพราะเืในกายข้าคือหมึกที่ขัดแย้งกับคำสั่งเหล่านี้" รุ่ยเอ๋อร์ก้าวไปข้างหน้า นางยื่นมือที่ยังมีหยดเืสีดำขลิบแดงที่ปลายนิ้วออกไป
"ท่านอ๋อง ถอยไปหน่อย ข้าจะใช้หมึกสลายอาคม เปิดทางให้เรา"
นางตวัดปลายนิ้วในอากาศอย่างรวดเร็ว เืหยดเล็กๆ พุ่งเข้าหาประตูม้วนตัวเป็อักษรคำว่า เปิดเผย ที่ทรงพลังยิ่งกว่า ค่ายกลที่สลักไว้บนประตูถึงกับสั่นะเื เสียงคล้ายกระจกแตกดังระงมในความเงียบ ก่อนที่ประตูใหญ่จะแง้มออกช้าๆ
"เ้าทำได้จริงๆ" มู่เยว่พึมพำพลางก้าวตามนางเข้าไปข้างใน
ภายในหอจดหมายเหตุเต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอับของกาลเวลา ชั้นไม้ที่สูงตระหง่านบรรจุม้วนคัมภีร์นับแสนม้วน รุ่ยเอ๋อร์ไม่รอช้า นางใช้ดวงตาพู่กันเทพกวาดมองไปตามชั้นต่างๆ จนกระทั่งเห็นแสงสีม่วงหม่นๆ แผ่ออกมาจากกล่องไม้ใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ชั้นในสุด
"นั่นไง" นางชี้ไปที่กล่องนั้น
"มันคือบันทึกของปีที่ท่านพ่อถูกใส่ร้าย"
นางเดินเข้าไปหยิบกล่องนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง ทว่าทันทีที่มือนางัักล่อง เสียงหัวเราะเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง
"ไม่คิดเลยว่าจะมีหนูน้อยหลงเข้ามาในกับดักอักษรของข้าได้ถึงสองคน"
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดหลังตู้ตำรา เป็ชายชราในชุดขันทีสีเทาหม่น ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับกระดาษที่ถูกขยำทิ้ง ทว่าดวงตาของเขากลับส่องประกายสีดำมืดมิดดุจหลุมดำ ในมือของเขาถือพู่กันขนาดใหญ่ที่ทำจากกระดูกมนุษย์
"าุโจิง" มู่เยว่ขมวดคิ้ว
"เ้ายังไม่ตายอีกหรือ? ข้าคิดว่าเ้าถูกคุมขังอยู่ในสุสานอักษรไปแล้วเสียอีก"
"การตายเป็เพียงการหยุดเขียน แต่ข้ายังอยากเขียนจุดจบของราชวงศ์นี้ต่อ" ชายชราแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่ดำสนิท
"มู่เยว่อ๋อง ท่านพาผู้สืบทอดตระกูลจารึกมาส่งให้ข้าถึงที่ ช่างเป็น้ำใจที่ประเสริฐยิ่ง"
"เขาเป็ใคร?" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบถามมู่เยว่พลางกระชับกล่องในมือ
"จิงกงกง! อดีตราชเลขาธิการที่คลั่งไคล้ศาสตร์มืดของอักษร เขาคือคนที่คิดค้นวิชาหมึกลบเลือนที่ใช้กับน้องชายของเ้า" มู่เยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"รุ่ยเอ๋อร์ ถอยไปข้างหลังข้า! ชายผู้นี้ไม่ได้ใช้ดาบ แต่เขาใช้คำสาปที่เขียนขึ้นด้วยิญญา"
"ถอยงั้นหรือ?" รุ่ยเอ๋อร์แค่นหัวเราะ ความโกรธที่สะสมมาั้แ่เห็นสภาพอาอันพุ่งพล่านจนหมึกในเืเดือดพล่าน
"ชายคนนี้คือคนที่ทำลายชีวิตน้องชายข้า! ท่านคิดว่าข้าจะถอยหรือ?"
รุ่ยเอ๋อร์ก้าวออกมาข้างหน้า มู่เยว่จะห้ามทว่านางกลับปัดมือเขาออกอย่างแรง แววตาของนางบัดนี้ไม่ใช่เพียงสีดำสว่าง แต่มันมีประกายสีแดงเืนกหมุนวนอยู่ข้างใน
"จิงกงกง!" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยชื่อเขาอย่างเยือกเย็น
"ท่านบอกว่าการตายคือการหยุดเขียน! เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะช่วยฝนหมึกให้ท่านเอง แต่เป็หมึกที่ทำจากเขม่าิญญาของท่าน!"
"โอ้! ช่างเป็เด็กสาวที่โอหังนัก!" จิงกงกงตวัดพู่กันกระดูกในอากาศ ฉับพลันนั้นหมึกสีดำทมิฬก็พุ่งออกมากลายเป็โซ่อักษรนับสิบเส้น พุ่งเข้าหาการรุ่ยเอ๋อร์หมายจะพันธนาการ
"วิชา พันธนาการหมึกทมิฬ!"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้หลบ แต่นางกลับยกมือขึ้นแบออก เืที่ปลายนิ้วของนางขยายตัวกลายเป็ม่านอักษรสีแดงเข้ม
"วิชาตระกูลจารึก สลักโลหิตต้านมาร!"
ปัง!
แรงปะทะของอักษรสองขั้วทำให้หอจดหมายเหตุสั่นะเื ตำรานับพันม้วนร่วงหล่นลงมา มู่เยว่อ๋องชักดาบออกมาเตรียมเข้าช่วย แต่เขากลับต้องชะงักเมื่อเห็นร่างของรุ่ยเอ๋อร์ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ รอบกายของนางมีตัวอักษรสีทองแดงหมุนวนดุจพายุ
"ท่านพ่อเคยบอกว่า อักษรคือกระจกสะท้อนใจ" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงกังวาน
"หัวใจของท่านมันเน่าเฟะจนอักษรของท่านไร้ซึ่งชีวิต!"
นางจิกนิ้วอีกสามนิ้วจนเืสาดกระจาย เืเ่าั้ไม่ได้หยดลงพื้น แต่กลับรวมตัวกันเป็พู่กันั์ที่สร้างจากโลหิตเพียวๆ นางตวัดมันเพียงครั้งเดียว อักษรคำว่า สลาย ขนาดมหึมาก็พุ่งเข้าใส่จิงกงกง
"อ้าก!!!" ชายชราร้องลั่นเมื่อโซ่อักษรของเขาถูกย่อยสลายกลายเป็ผงธุลี พลังของรุ่ยเอ๋อร์รุนแรงกว่าที่เขาคาดไว้มาก เพราะมันไม่ใช่แค่พลังปราณ แต่เป็ พลังแห่งพันธุกรรม ที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยความแค้น
"รุ่ยเอ๋อร์ พอแล้ว!" มู่เยว่ะโเตือน
"เ้าใช้เืมากเกินไปแล้ว ใบหน้าเ้าขาวซีดจนจะกลายเป็กระดาษอยู่แล้ว!"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ฟัง นางทรุดลงคุกเข่า หอบหายใจอย่างหนัก เืสีดำไหลออกจากมุมปาก ทว่าดวงตายังคงจับจ้องไปที่จิงกงกงที่นอนกองอยู่กับพื้น
"บอกมา!" นางก้าวเข้าไปหาชายชราอย่างช้าๆ
"ใครสั่งให้ท่านสลักคำว่า ลืมสิ้น ลงบนหัวใจน้องชายข้า? ใครคือคนที่อยู่เื้ัแผนการใส่ร้ายท่านพ่อ?"
จิงกงกงไอออกมาเป็เืดำ เขามองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยแววตาหวาดกลัวผสมเทิดทูน
"เ้า! เ้าคือปีศาจ! ปราชญ์ปีศาจที่จะมาทำลายราชวงศ์ คนที่สั่งข้า! ก็คือคนเดียวกับที่มอบ หมึกโลหิตัให้ท่านอ๋องมูเยว่ผู้นั้นอย่างไรเล่า!"
รุ่ยเอ๋อร์ชะงักกึก นางหันขวับไปมองมู่เยว่ที่ยืนนิ่งอยู่ในเงามืด
"ท่านอ๋อง!" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดระแวง
"ท่าน! ท่านมีหมึกโลหิตันี้ได้อย่างไร? ใครเป็คนมอบมันให้ท่าน?"
มู่เยว่นิ่งเงียบไปนาน ความเงียบนั้นบีบคั้นหัวใจรุ่ยเอ๋อร์ยิ่งกว่าคมดาบ ทันใดนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาที่เคยเ็าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะอ่านออก
"รุ่ยเอ๋อร์! โลกนี้ไม่มีขาวหรือดำที่แท้จริง" เขาเดินเข้ามาหานางช้าๆ
"เ้า้าความจริง หรือ้าชีวิตที่สงบสุขกันแน่?"
"ข้า้าความยุติธรรม!" รุ่ยเอ๋อร์ตะคอก
"และหากความยุติธรรมนั้นต้องแลกด้วยการที่ข้าต้องทำลายท่าน ข้าก็จะไม่ลังเล!"
นางยกพู่กันโลหิตขึ้นชี้ไปที่หัวใจของมู่เยว่ บรรยากาศในหอจดหมายเหตุตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายแห่งโชคชะตากำลังจะขาดสะบั้นลง
"ฮ่าๆๆ!" จิงกงกงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"ฆ่ากันเองเลย! เขียนตอนจบด้วยเืของกันและกัน! นั่นแหละคือบทประพันธ์ที่งดงามที่สุด!"
มู่เยว่ไม่ได้ชักดาบ เขาเพียงแค่ยืนนิ่งให้พู่กันโลหิตของนางจ่ออยู่ที่หน้าอก
"หากเ้าเชื่อว่าการฆ่าข้าจะทำให้อาอันกลับมา! ก็ลงมือเถอะ รุ่ยเอ๋อร์ แต่จำไว้! ในหีบที่เ้าถืออยู่นั้น มีความจริงที่เ็ปกว่าที่ข้าจะบอกเ้าได้นัก"
รุ่ยเอ๋อร์มือสั่นเทา นางมองหีบไม้ในมือซ้าย และมองชายที่อยู่ตรงหน้าในมือขวา ความทรงจำตอนที่เขาอุ้มนางหนีพายุหิมะในคืนนั้น กับภาพอาอันที่ถูกล้างสมองตีรวนกันอยู่ในหัว
นางจะเลือกสิ่งใด? ระหว่างน้ำหมึกที่เขียนด้วยความแค้น หรือตัวอักษรที่อาจจะนำไปสู่ความหวังที่ริบหรี่
"ข้าจะเปิดหีบนี้ก่อน" รุ่ยเอ๋อร์ลดพู่กันลง
"และถ้าความจริงในนี้บอกว่าท่านเกี่ยวพัน! ข้าจะใช้เืหยดสุดท้ายของข้าสลักชื่อท่านลงในสุสานที่ไร้ทางผุดเกิด"
นางเปิดหีบออกช้าๆ แสงสว่างจ้าพุ่งออกมาจากข้างใน พร้อมกับม้วนกระดาษหนังแกะแผ่นหนึ่งที่จารึกด้วยอักษรสีทอง รุ่ยเอ๋อร์กวาดสายตาอ่านเพียงครู่เดียว ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"นี่มัน! ไม่ใช่แค่เื่การสอบ!" นางพึมพำ
"แต่มันคือ! แผนผังการสืบสายเืที่แท้จริงขององค์ฮ่องเต้!"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์นับร้อยก็ดังขึ้นที่ด้านนอก พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยอำนาจ
"ค้นให้ทั่ว! ใครที่กล้าลอบเข้าหอจดหมายเหตุ ให้ปะาโดยไม่ต้องรายงาน!"
เป็เสียงของเสนาบดีซุนและพระสนมเอกเต๋อเฟย!
"ความลับนี้ใหญ่หลวงนัก" มู่เยว่คว้าเอวรุ่ยเอ๋อร์ขึ้นมาอีกครั้ง
"ถ้าเ้าไม่อยากตายที่นี่ เราต้องไปแล้ว!"
"อาอัน!" รุ่ยเอ๋อร์หันมองไปทางประตูที่นางเพิ่งผ่านมา
"เขาจะปลอดภัยตราบเท่าที่เขายังจำเ้าไม่ได้" มู่เยว่กระซิบ
"เชื่อข้าสักครั้ง! ข้าจะพาน้องเ้ากลับมา แต่ไม่ใช่ในฐานะองครักษ์เงา แต่ในฐานะคนตระกูลจารึกที่สง่างาม"
มู่เยว่ทะยานร่างขึ้นสู่เพดานหอจดหมายเหตุที่เปิดออกด้วยวิชาของเขา ทิ้งไว้เพียงจิงกงกงที่นั่งหัวเราะท่ามกลางกองตำราที่เริ่มมอดไหม้เพราะพลังอักษรที่หลงเหลืออยู่
รุ่ยเอ๋อร์ซบหน้าลงกับบ่าของมู่เยว่ นางกำม้วนกระดาษในหีบไว้แน่น น้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาคราวนี้ไม่ใช่สีดำ แต่เป็สีใสสะอาดดุจแก้ว
ท่านพ่อ! ท่านแม่! ความจริงที่ท่านปกป้องไว้ด้วยชีวิต มันคือสิ่งที่สามารถพลิกแผ่นดินได้จริงๆ
การต่อสู้ในวังหลวงเพิ่งจะเริ่มต้น และหมากตัวต่อไปที่รุ่ยเอ๋อร์จะเดิน คือการใช้ ความจริงนี้ทำลายทุกคนที่ขวางทางนางให้ราบพนาสูร!
"เ้ายังเจ็บนิ้วอยู่ไหม?
"ความเจ็บที่นิ้วเทียบไม่ได้กับความว่างเปล่าในดวงตาของน้องชายข้าหรอก ท่านอ๋อง บอกข้ามาเถอะ ใครคือนายใหญ่ ที่แท้จริงของท่าน?
มู่เยว่ เงียบไปครู่หนึ่ง
"นายใหญ่ของข้า! ตายไปนานแล้ว รุ่ยเอ๋อร์ ตอนนี้ข้ามีเพียงสัญญา ที่เขียนด้วยิญญาเท่านั้นที่ยังค้ำคอข้าอยู่"
รุ่ยเอ๋อร์มองเงาของเขาท่ามกลางแสงจันทร์ นางรู้ดีว่าชายคนนี้มีความลับอีกมากมาย!
