บทที่ 42
ทำไมแม่ถึงให้ผมกินปลานั่น
หวังเชี่ยนหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เสียงแหลมเล็กของเธอแทบจะฉีกกระชากลำคอออกมา "พวกเรากินปลานั่นเข้าไป มันเลยกลายเป็ผีร้ายกลับมาล้างแค้นพวกเรา ต้องเป็แบบนี้แน่ๆ..."
หวังหู่ลุกขึ้นยืนแล้วฟาดฝ่ามือใส่หน้าเธอฉาดใหญ่ "หวังเชี่ยน แกเลิกเพ้อเจ้อได้ไหม แค่ปลาตัวเดียว ตายก็ตายไปสิวะ!"
เกล็ดปลาหลุดร่วงลงมาพร้อมกับเืสดๆ หวังเชี่ยนตัวสั่นเทาไม่หยุด ความกลัวพุ่งทะลุขีดจำกัด
"ฉันเห็นิญญาของปลานั่นจริงๆ นะ ฉันเห็นมันจริงๆ!" เธอพลิกตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคว้าคอเสื้อหวังหู่ไว้แน่น แววตาคลุ้มคลั่งเหมือนคนเสียสติ
"แกเป็คนฆ่าปลานั่น เพราะฉะนั้นแกต้องตายเป็คนแรก แล้วก็ตามด้วยพวกเราสองคน!"
ดวงตาของหวังหู่ฉายแววหวาดวิตกแวบหนึ่ง "แกมั่วแล้ว มั่วสิ้นดี!"
หวังเชี่ยนสะบัดเขาออก แล้วหันไปบีบคอหูเถาแทน "ทั้งหมดมันเป็เพราะแม่! ทำไมแม่ถึงให้หวังหู่ฆ่าปลานั่น ทำไมต้องให้พวกเรากินเนื้อของมันด้วย?!"
"พวกเรากำลังจะตายแล้ว กำลังจะตายกันหมดแล้ว ฮ่าๆๆๆ..." ดวงตาเธอแดงก่ำ เกล็ดปลาทั่วร่างดูเหมือนจะพองชันขยายตัวออก
หูเถาเห็นสภาพลูกสาวแบบนั้น สมองก็พลันขาวโพลนไปหมด เธอไม่ได้ยินสิ่งที่ลูกสาวพูดด้วยซ้ำ ได้แต่พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างทุรนทุราย
"ช่วยด้วย... ช่วยด้วย..."
หวังเหลียงซานรีบเข้าไปดึงตัวหวังเชี่ยนออก "เชี่ยนเชี่ยน ใจเย็นๆ ก่อน นั่นแม่แกนะ!"
หวังเชี่ยนจ้องมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น "เขาไม่ใช่แม่หนู หนูต้องกลายเป็แบบนี้เพราะเขา แล้วก็เพราะหวังหู่!"
เธอเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านปี้ลั่ว...
เมื่อเดือนก่อน หวังเหลียงซานพาครอบครัวทั้งสี่คนไปเที่ยวทางใต้ หวังเชี่ยนเห็นรีวิวหมู่บ้านปี้ลั่วในอินเทอร์เน็ตเลยเสนอว่าอยากไปดู
"พ่อคะ ในเน็ตบอกว่าที่หมู่บ้านปี้ลั่วมีศาลเ้าที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ใครไปขอพรอะไรก็สมหวังค่ะ"
หวังหู่แค่นเสียงอย่างดูถูก "ปัญญาอ่อนว่ะ เชื่อเื่พวกนี้ด้วยเหรอ"
หวังเชี่ยนไม่อยากเสวนากับน้องชายฝาแฝดคนนี้ เธอเกิดก่อนเขาแค่ห้านาทีเลยกลายเป็พี่สาว แต่แม่มักจะบอกเธอเสมอว่า "แกเป็พี่ ต้องยอมน้องนะ"
หวังเชี่ยนไม่เคยเห็นด้วย เพราะหวังหู่ทั้งชอบชกต่อยและพูดโกหก ไม่เคยเรียกเธอว่าพี่เลยสักครั้ง ทั้งคู่เข้าหน้ากันไม่ติด ต่างคนต่างหมั่นไส้กันและกัน
สุดท้าย พวกเขาก็ตัดสินใจไปหมู่บ้านปี้ลั่ว ที่นั่นอากาศบริสุทธิ์มาก แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว ผู้ใหญ่บ้านบอกกับพวกเขาว่า "พวกคุณมาได้จังหวะพอดี ทุกวันที่สิบห้าของเดือนถ้าไปคุกเข่าที่วิหารใหญ่ ท่านเทพจะประทานพรโชคลาภให้"
หวังเหลียงซานพาครอบครัวไปไหว้ที่ศาลเ้า หวังเชี่ยนเงยหน้ามอง "ทำไมเป็รูปปลาล่ะคะ?"
หวังหู่เบะปาก "คุณชายอย่างผมไม่กราบไหว้ปลาหรอกนะ"
หวังเหลียงซานเอ็ด "ไม่ไหว้ก็ออกไป อย่ามาทำเสียงดังรบกวนในศาลเ้า"
เขาเป็คนนับถือพระพุทธศาสนาและพอมีความรู้เื่รูปเคารพ รูปปั้นคือตัวแทนของเทพเ้า หากพูดจาลบหลู่ในศาลเ้า เทพอาจจะได้ยิน
แต่เขาก็แอบแปลกใจที่ชาวบ้านที่นี่บูชาปลา ตัวปลานั้นแกะสลักจากหินเคลือบด้วยผงทองคำ ดวงตาทั้งคู่ดูสมจริงและมีชีวิตชีวามาก เมื่อแสงแดดสาดส่องลงมา รูปปั้นนั้นก็เปล่งประกายสีทองอร่ามราวกับเทพเ้าลงมาจุติ หวังเหลียงซานเกิดความเลื่อมใสจนอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงกราบไหว้
หวังหู่เห็นท่าทางของพ่อก็กลอกตาขึ้นฟ้า "ตาแก่เพ้อเจ้อทั้งวัน สักวันคงได้เป็บ้าแน่ๆ"
หวังเชี่ยนเองก็รู้สึกดูแคลนการกระทำของพ่อพอกัน "พอเถอะ เราไปเดินเล่นแถวนี้ดีกว่า พ่อคงจะไหว้ทั้งวันนั่นแหละ"
ทั้งสามคนเดินเตร่ไปทั่ว หวังหู่หยุดตรงทางแยก "ขึ้นไปทางนี้กัน"
หวังเชี่ยนชี้ไปที่ป้ายเตือนข้างทาง "คนนอกห้ามเข้า"
"คุณชายอย่างฉันจะไป ใครจะกล้าขวาง?" หวังหู่ผลักป้ายเตือนจนล้มแล้วเดินนำขึ้นไป หูเถาเป็ห่วงลูกชายเลยเดินตามขึ้นไป หวังเชี่ยนไม่อยากถูกทิ้งไว้คนเดียวจึงตามไปเป็คนสุดท้าย
ยิ่งเดินสูงขึ้นอากาศยิ่งบริสุทธิ์ หวังเชี่ยนสูดหายใจลึก "ที่นี่บรรยากาศดีจริงๆ"
หวังหู่บ่นพึมพำ "พวกชาวบ้านนี่ขี้เหนียวชะมัด ที่ดีๆ แบบนี้ไม่ยอมเปิดให้คนทั่วไปเข้า"
พอเริ่มเหนื่อย เขาก็วักน้ำในลำธารขึ้นมาล้างหน้า แล้วเลียริมฝีปาก "น้ำนี่หวานชะมัด"
"จริงเหรอ?" หวังเชี่ยนเริ่มสนใจ กำลังจะวักน้ำบ้าง แต่จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นปลาสีทองตัวหนึ่ง
"อ๊ะ! ดูนั่นสิ นั่นตัวอะไรน่ะ? เหมือนมันจะเรืองแสงได้ด้วย"
หวังหู่รีบถลุงแขนเสื้อลงน้ำทันที "เดี๋ยวผมไปดูเอง"
ปลาสีทองตัวนั้นหลับตาอยู่ กระแสน้ำพัดผ่านเกล็ดของมันไปมาอย่างแ่เบา พอมีคนเข้าใกล้ ปลาก็ลืมตาขึ้นแล้วโบกสะบัดหางว่ายตรงมาหาเขา หวังหู่ตื่นเต้นสุดขีด
"ปลาตัวนี้สวยชะมัดเลย" หวังเชี่ยนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน "มันคือปลาคาร์พนี่นา"
"เขาว่ากันว่าเจอปลานคาร์พทองจะนำโชคลาภมาให้"
ทว่าหวังหู่กลับฉายแววตาอำมหิต "ปลาคาร์พงั้นเหรอ... ผมยังไม่เคยชิมรสชาติของปลาคาร์พสีทองเลยแฮะ"
พอปลาว่ายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ หวังหู่ก็ยกหินก้อนใหญ่ขึ้นมา แล้วทุ่มลงบนหัวของปลานั้นอย่างแรง!
หวังเชี่ยนขมวดคิ้ว "นี่มันไม่ใช่บ้านเรานะ"
"ปลาคาร์พป่าเนี่ยแหละอร่อยที่สุด" หวังหู่เลียริมฝีปากแล้วยกหินทุ่มใส่ปลานั้นซ้ำอีกครั้ง ปลานั้นดูเหมือนจะถูกทุบจนสลบแน่นิ่งอยู่ในน้ำ หวังหู่โยนหินทิ้งแล้วคว้าหางปลาขึ้นมา แต่ปลาคาร์พกลับดิ้นรนสู้ตาย! เขาพยายามกดมันไว้สุดแรง "เร็ว! มาช่วยกันหน่อย!!"
หูเถาฉุดกระชากหวังเชี่ยนลงน้ำ "เร็วเข้า ช่วยน้องสิลูก"
หวังเชี่ยนช่วยกดลำตัวปลา ส่วนหูเถาหยิบหินก้อนเล็กขึ้นมา แล้วกระหน่ำทุบหัวปลาคาร์พอย่างบ้าคลั่ง เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดจนเปื้อนไปตามตัวทั้งสามคน
หวังหู่ลากปลาขึ้นฝั่ง หยิบไฟแช็กออกมาจากกระเป๋าแล้วยิ้มเหี้ยม "บาร์บีคิวกลางป่ากันเถอะ"
หูเถาเตือน "ลูกจ๋า ของป่ามันจะไม่สะอาดนะ"
หวังหู่จุดไฟอย่างชำนาญ "แม่จะไปรู้อะไร ของป่านี่แหละของดี"
เขาเบื่อเนื้อหมูเนื้อไก่เต็มทีแล้ว เขาเคยกินของแปลกมาเยอะ ทั้งกระต่าย ไก่ป่า ชะมด ตัวนิ่ม ปลาคาร์พสีทองตัวใหญ่ขนาดนี้ต้องรสเลิศแน่ๆ
หวังหู่ลงมือย่างอย่างคล่องแคล่วโดยมีหูเถาคอยช่วย กลิ่นหอมโชยออกมาแรงมากโดยไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใดๆ ทั้งสามคนได้กลิ่นแล้วก็น้ำลายสอ
หวังหู่คว้าเนื้อปลาเข้าปาก "อร่อย! อร่อยสุดๆ เลยแม่!"
หวังเชี่ยนฉีกเนื้อปลามากินบ้าง "เมื่อกี้หนูช่วยนะ หนูต้องได้กินด้วย"
มันคือสิ่งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยทานมา แม้แต่ก้างเธอยังเคี้ยวกลืนลงท้องไป
หวังเชี่ยนกำลังจะหยิบอีก แต่หูเถาปัดมือเธอออก "พอแล้ว ปลานี้เสี่ยวหู่เป็คนฆ่า"
หวังหู่กินอย่างตะกละตะกลาม ส่วนหวังเชี่ยนได้แต่มองตาปริบๆ น้ำลายสอเต็มปาก เธอพยายามหาข้ออ้าง "แม่... เหลือไว้ให้พ่อบ้างสิ"
หวังหู่ส่ายหัว "วันนี้วันที่สิบห้า พ่อเขากินมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์หรอก"
หวังเชี่ยนหาเหตุผลอื่นไม่ได้จึงได้แต่ยืนมองเงียบๆ ในใจนึกด่าแม่ที่ลำเอียง ให้แต่ของดีๆ กับหวังหู่เสมอ
สุดท้าย หวังหู่กินเนื้อปลาไปมากกว่าครึ่งตัว ส่วนหูเถากับหวังเชี่ยนได้กินแค่ชิ้นเล็กๆ เพียงคนละชิ้นเท่านั้น
พอนึกถึงเื่นี้ หวังเชี่ยนก็ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ "หูเถา... ฉันขอบคุณแม่จริงๆ นะ ขอบคุณที่แม่ลำเอียง! ปลานั่นส่วนใหญ่ถูกหวังหู่กินเข้าไป เขาเลยต้องตายคนแรกไงล่ะ!"
"ฮ่าๆ หวังหู่กำลังจะตายแล้ว!"
หูเถาก้มหน้านิ่งงัน วินาทีนี้ต่อให้เธอจะโง่แค่ไหนเธอก็สำนึกได้แล้วว่า เกล็ดปลาที่ขึ้นตามตัวนั้นสัมพันธ์กับปริมาณเนื้อปลาที่กินเข้าไป
หวังหู่เบิกตาโพลง... เนื้อปลานั่นมีปัญหาจริงๆ ด้วย เขากระโจนออกจากอ่างอาบน้ำ มือหนึ่งบีบคอหูเถา อีกมือหนึ่งตบหน้าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เพราะแม่! เพราะแม่คนเดียว!"
"ทำไมแม่ถึงให้ผมกินปลานั่น!"
