“กองทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำตอนกลางคืน?! พวกเราอยู่ในค่ายศัตรูั้แ่เมื่อคืน เหตุใดจึงไม่รู้!”
“ผู้ใดจะไปรู้ว่าเหตุใดท่านแม่ทัพถึงไม่รู้!”
หยางจวินและิหยวนขึ้นม้า ฟังจี้เจ๋อรายงานสถานการณ์ ที่แท้หยางจวินนำทหารม้าออกจากเมืองไปตอนยามจื่อ ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กองกำลังทหารราบแนวหน้าของเป่ยฉีหลายหมื่นนายก็ฉวยโอกาสตอนกลางคืนข้ามแม่น้ำมาโจมตีเมือง ทำให้ภายในเมืองตั้งรับไม่ทัน โชคดีที่เมืองโซ่วหยางเป็เมืองยุทธศาสตร์ หยางจวินได้เตรียมความพร้อมทั้งภายในและภายนอกมาหลายเดือน ทั้งยังฝึกฝนทหารอย่างเข้มงวด ทหารไม่เคยเบื่อหน่ายกับการทำา ราษฎรไม่หวาดกลัวการต่อสู้ จี้เจ๋อกับหวังเสวียหลิงต่างก็เป็ทหารมากประสบการณ์ จึงสามารถตั้งรับและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าแม่ทัพไม่อยู่ ขวัญกำลังใจของทหารย่อมหดหู่เป็ธรรมดา
“เข้าไปได้หรือไม่?”
“เข้าไปได้ขอรับ ประตูลับยังอยู่ เชิญทางนี้ขอรับ”
จี้เจ๋อนำพวกเขาเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ ก่อนจะเข้าเมืองทางอุโมงค์ระบายน้ำที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ ภายในอุโมงค์มืดสนิท พวกเขาจึงต้องจุดคบเพลิงนำทาง เนื่องจากเป็ทางระบายน้ำ กลิ่นจึงไม่พึงประสงค์นัก แต่หยางจวินกับิหยวนต้องนอนกลางดินกินกลางทรายมาหลายวัน ตัวเต็มไปด้วยเหงื่อไคล จึงไม่สนใจ
เมื่อหยางจวินเปลี่ยนชุดเกราะและเดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง ทหารบนกำแพงเมืองที่เห็นเขากลับมาต่างส่งเสียงฮึกเหิมดังสนั่น ิหยวนััได้ถึงความรักใคร่ที่ทหารมีต่อหยางจวิน ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก ชาติที่แล้วเขาอยู่ห่างไกลจากสนามรบ เคยเห็นเพียงการฆ่าฟันแย่งชิงอำนาจในวังหลวง แต่ชาตินี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นสนามรบอย่างใกล้ชิด เสียงกลองรบดังกระหึ่ม เสียงม้าร้องลั่น แผ่นดินะเืเลื่อนลั่น ควันตลบอบอวล ยิ่งได้มายืนอยู่บนกำแพงเมืองสูงเช่นนี้ ยิ่งทำให้หัวใจเขาเต้นไม่เป็จังหวะ
พื้นที่โล่งกว้างนอกเมืองโซ่วหยาง ทหารเป่ยฉีหลายหมื่นนายยืนเรียงแถวแน่นขนัดอยู่ทางเหนือของเมืองโซ่วหยาง ตรงกลางมีทหารราบชุดดำยืนล้อมรอบทหารม้ากลุ่มหนึ่ง ด้านหลังทหารเ่าั้มีธงผืนใหญ่ บนธงเขียนอักษรว่า ‘เว่ย’ ตัวโต เป็ธงประจำตัวของแม่ทัพใหญ่ บุคคลผู้นั้นคือองค์ชายสิบสามแห่งเป่ยฉีมู่หรงฉางหรือเว่ยอ๋อง ผู้บัญชาการทัพเป่ยฉี ส่วนบริเวณใกล้กำแพงเมืองมีทหารหลายร้อยนายแบกกองทหาร บันไดปีนกำแพง และท่อนซุงขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ พวกเขาพยายามพังประตูเมือง แต่ประตูเมืองกลับไม่บุบสลาย ที่แท้ภายในเมืองเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ไม่มีผู้ใดตื่นตระหนก พวกเขาทำตามคำสั่งของนายกองบนกำแพงเมือง เทน้ำมันร้อนๆ ลงไป ก่อนจะจุ่มผ้าที่ห่อบนปลายลูกธนู แล้วจุดและยิงธนูไฟออกไป เพียงพริบตาเพลิงก็ลุกโชน รถขนซุงโจมตีสามคันถูกไฟคลอกจนมอดไหม้ ทหารเป่ยฉีร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากบันได ร่างกายถูกไฟคลอกจนกลายเป็เถ้าถ่าน เมื่อเห็นว่าแผนสำเร็จ ทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างส่งเสียงฮึกเหิมดังสนั่น เสียงกลอง เสียงฆ้องดังกระหึ่ม ทหารหน่วยเป่ยฝู่ ผลัดกันขึ้นมายิงธนูใส่ศัตรู ทำให้ทหารเป่ยฉีล้มตายดั่งใบไม้ร่วง
หวังเสวียหลิงรีบมารายงานสถานการณ์ให้หยางจวินทราบ ไม่ว่าจะเป็จำนวนทหาร พลธนู หน้าไม้ น้ำมัน เครื่องยิงหิน ใครเป็คนขนส่งหิน ใครเป็คนเก็บธนู ใครเป็คนขนส่งผู้ได้รับาเ็ ใครเป็คนจัดหาเสบียง และใครเป็คนโบกธงออกคำสั่ง
ผู้ที่โบกธงออกคำสั่งตามคำสั่งคือจางจิ่วรั่ง
“นายทหารที่โบกธงออกคำสั่งได้รับาเ็และถูกนำตัวลงมา คุณชายจางบอกว่าเขาอยากลองดู ไม่คิดเลยว่าเขาจะจำคำสั่งทั้งหมดได้ ทั้งยังทำได้อย่างถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด ไม่เหมือนคนที่เพิ่งเคยทำครั้งแรกเลยขอรับ”
ิหยวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจ “เขาคือยอดฝีมือหมากล้อมอันดับต้นๆ ของยุค ทั้งยังเฉลียวฉลาด การบัญชาการรบก็ไม่ต่างอันใดกับการเดินหมาก เขาจึงสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว”
หยางจวินพยักหน้า พลางฟันดาบใส่ทหารเป่ยฉีที่ปีนขึ้นมาบนกำแพงเมือง “ตอนนี้สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?”
“ก่อนหน้านี้พวกมันบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงขอรับ ทว่าตอนนี้พวกมันกลับหยุดการเคลื่อนไหว อาจเป็เพราะทหารเป่ยฉีเหนื่อยล้า จึงต้องหยุดพักและผลัดเปลี่ยนกำลังพลกระมังขอรับ?”
“ข้าว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
หยางจวินและคนอื่นๆ ยืนอยู่บนกำแพงเมือง กองกำลังศัตรูหยุดเคลื่อนไหว ิหยวนที่สายตาดีเป็เลิศ จู่ๆ ก็ชี้ไปที่กองทัพ “นั่นคือสิ่งใด?”
ทหารราบเป่ยฉีค่อยๆ แยกออกจากกันราวกับสายน้ำ จนกระทั่งเผยให้เห็นกลุ่มคนที่ถูกต้อนให้เดินผ่านมา ก่อนที่ทหารเ่าั้จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อกลุ่มคนเ่าั้เดินเข้ามาใกล้ หยางจวินก็พลันหน้าเปลี่ยนสี “เป็ชาวบ้านที่ถูกพวกมันจับตัวไป!”
ต้อนชาวบ้านเดินนำหน้า ตามด้วยทหารม้าและทหารราบ นี่เป็กลยุทธ์ที่น่ารังเกียจ แต่ได้ผลเสมอมา เดิมทีทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองต่างพยายามยิงธนูฆ่าศัตรู แต่พอเห็นชาวบ้านร้องไห้ระงม เบียดเสียดกันอยู่นอกเมือง พวกเขาก็เริ่มลังเล
“ยิงธนู! รีบยิง! อย่าหยุด!”
หวังเสวียหลิงะโสั่ง แต่กลับถูกหยางจวินห้ามปราม “มิอาจฆ่าราษฎรได้!”
“หากเป็ห่วงราษฎร ทุกคนในเมืองก็ต้องตายไปตามกัน!”
จี้เจ๋อไม่พูดสิ่งใด แต่สีหน้าของเขาก็บ่งบอกว่าคิดเช่นเดียวกัน เขาจึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมหยางจวิน “ท่านแม่ทัพ ยามคับขันเช่นนี้ ไม่อาจใจอ่อน…”
“ใจอ่อน? หากทหารหน่วยเป่ยฝู่ไม่ปกป้องราษฎร แล้วจะปกป้องบ้านเมือง ปกป้องแผ่นดินได้อย่างไร!” หยางจวินทุบกำแพงเมืองอย่างแรง “ทหารม้าเตรียมตัว ออกไปช่วยเหลือชาวบ้านกับข้า ส่วนเ้า หวังเสวียหลิง อยู่บัญชาการบนกำแพงเมือง!”
ด้านกลยุทธ์ ิหยวนแม้จะพอมีความรู้จากที่บ้าน ได้รับคำแนะนำจากท่านแม่ทัพเซี่ย แต่ก็เป็เพียงตัวหนังสือ เขาเคยผ่านสมรภูมิเพียงครั้งเดียว สุดท้ายก็พ่ายแพ้ จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ ประสบการณ์ครั้งนั้นจึงไม่มีประโยชน์อันใด ยามนี้เห็นหยางจวินหันหลังกลับมา เขาไม่รอช้าคว้าแขนเสื้ออีกฝ่ายเอาไว้ แต่พอจะพูด กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัว” หยางจวินไม่มีเวลาสนใจ เห็นเขากลัว จึงตบบ่าปลอบใจ ก่อนจะลงจากกำแพงเมืองไปขึ้นม้า จี้เจ๋อเห็นดังนั้นก็รีบตามเขาไป
ประตูเมืองเปิดออกกว้างสามจั้ง ทหารเป่ยฉียังไม่ทันได้ตั้งตัว ทหารม้าหุ้มเกราะก็พุ่งตัวออกไปราวกับพายุหมุน พวกเขามีกันราวสองพันนาย เมื่อชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกเห็นทหาร ต่างก็กรูกันเข้าไปขอความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเหยียบกันตาย หยางจวินจึงนำทหารอ้อมไปอีกทาง แล้วแทรกกลางระหว่างชาวบ้านกับทหารเป่ยฉี
“ชาวบ้านรีบเข้าเมือง! ชาวบ้านรีบเข้าเมือง!”
ชาวบ้านที่ได้รับความช่วยเหลือต่างพากันวิ่งไปที่ประตูเมือง ก่อนจะถูกทหารที่รออยู่ด้านในนำทางเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว
หยางจวินสะบัดเชือก ม้าศึกส่งเสียงร้อง เขายกดาบขึ้น ะโเสียงดัง “พวกเราบุก!”
ทหารม้าสองพันนายส่งเสียงร้องพร้อมกัน ก่อนจะกรูกันตามเขาไป
จากมุมสูงบนกำแพงเมืองมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากองทัพหน้าของเป่ยฉีกำลังโจมตีเมือง ส่วนกองทัพหลังคอยสนับสนุน พวกเขายืนเรียงรายเต็มไปหมด จู่ๆ ก็มีทหารม้าชุดดำพุ่งเข้ามาแทรกกลางราวกับลูกธนู หยางจวินมือซ้ายควบคุมบังเหียน มือขวาถือดาบ นำทัพอยู่ข้างหน้า ม้าศึกสีดำของเขาแข็งแรง ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน แม้เสียงกลองรบจะดังสนั่น เสียงฆ่าฟันจะดังกึกก้อง แต่มันกลับไม่หวั่นเกรง กลับยิ่งส่งเสียงร้อง เืสูบฉีด กล้ามเนื้อเป็มัดๆ ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว ราวกับมันเองก็อดใจรอไม่ไหวที่จะเข้าร่วมต่อสู้
หยางจวินััได้ถึงความมุ่งมั่นของม้าศึก เขายิ่งฮึกเหิม บีบขาแน่น “ทหารทุกนายฟังคำสั่ง บุก จับตัวมู่หรงฉางให้ได้!”
“ขอรับ!!!”
ทหารม้าสองพันนายติดตามทำศึกกับเขามานาน ต่างเชื่อมั่นในตัวเขา ทั้งยังเคยเห็นภาพชาวบ้านทางใต้ถูกชาวหูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ยามนี้แม้รู้ดีว่าอาจต้องตาย แต่พวกเขาก็ไม่ลังเล บุกซ้ายปะทะขวา เคลื่อนไหวอย่างเป็หนึ่งเดียว ทหารนับพัน ม้านับพัน เคลื่อนไหวราวกับเป็คนเดียวกัน ม้าตัวเดียวกัน รวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ พุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรู บุกตะลุยราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ
เมื่อทหารราบเป่ยฉีเห็นพวกเขาก็ใ แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว พวกเขารีบปรับทัพตามคำสั่งของนายกอง ทหารคุกเข่าลง วางโล่หนาๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับทหารม้า
หยางจวินที่อยู่บนหลังม้าะโเสียงดัง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทหารราบ เขากวาดล้างทหารราบเป่ยฉีที่แข็งแกร่งไปนับไม่ถ้วน ทหารม้าสองพันนายแบ่งทัพออกเป็สองฝ่าย ทำให้ทัพของศัตรูแตกเป็เสี่ยงๆ หยางจวินนำทหารม้าสองพันนายบุก พลางฟาดฟันดาบใส่ศัตรู ดาบเหล็กชั้นดีฟันชุดเกราะ ทวนเหล็ก ดาบยาว ขาดสะบั้น เพียงพริบตาเดียว เขาก็ฆ่าศัตรูไปหลายสิบคน เดิมทีทหารม้าแข็งแกร่งกว่าทหารราบอยู่แล้ว อีกทั้งยังบุกโจมตีอย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารราบตั้งรับไม่ทัน ทหารม้าจึงบุกตะลุยราวกับเสือติดปีก เพียงไม่นานก็สามารถทะลวงจุดยุทธศาสตร์ของทหารราบได้สำเร็จ
เมื่อกองทัพหน้ารู้ตัวก็รีบสั่งให้พลธนูเล็งเป้าหมายไปที่ทหารม้า หยางจวินกับทหารม้าที่เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว ต่างยกโล่ขึ้นป้องกัน พลางใช้ดาบปัดลูกธนู
เขามัวแต่ปัดลูกธนูจนไม่มีเวลาสนใจสิ่งรอบข้าง จู่ๆ ก็มีทหารเป่ยฉีะโเสียงดัง พลางพุ่งเข้ามาฟันเขา หยางจวินะโเสียงดัง บีบขาแน่น หวังจะใช้แรงม้าเข้าปะทะ ทว่าก่อนที่ดาบของทั้งสองจะกระทบกัน จู่ๆ ก็มีลูกธนูแหลมพุ่งแหวกอากาศผ่านไหล่ของเขาไป ก่อนจะพุ่งปักอกนายกองเป่ยฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้าจนร่างล้มลง
-----
