ตกดึก ในลานบ้านของหลิ่วเทียนฉี
หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ย พาเดินจากบ้านออกมาในลาน
“ของขวัญอะไรหรือ ถึงกับลึกลับเช่นนี้?” เฉียวรุ่ยมองเขา ถามด้วยสีหน้าสงสัย
แปลก เป็ของขวัญอะไร เทียนฉีถึงไม่เอาออกมาให้ตนในบ้าน ต้องมาถึงในลานเลยหรือ?
“เบิกตาโต ดูให้ละเอียดล่ะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอายันต์ดอกไม้ไฟสองแผ่นออกมากระตุ้นพร้อมกัน
“วี้ด วี้ด วี้ด...”
ฉับพลัน ลูกไฟสองลูกพลันบินขึ้นฟ้า แล้วะเิออกกลายเป็ดอกหมู่ตันหลากหลายสีสองดอกคลี่บานอยู่บนท้องนภา
“ว้าว สวยจังเลย!” เฉียวรุ่ยมองดอกหมู่ตันแย้มบานพลางส่งเสียงอุทานอย่างตกตะลึง
“อย่ากะพริบตานะ ดูให้ละเอียดก่อน!” เขามองคนรักอย่างอ่อนโยนพลางบอกเสียงเบา
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ั้แ่ต้นจนจบ สายตาไม่อาจละออกจากบุปผาได้
ทันใดนั้น บุปผาหลากสีสันสองดอกกลับสลาย แทนที่ด้วยตัวอักษรสีทองสองแถว
“สุขสันต์วันเกิดเสี่ยวรุ่ย คิดสิ่งใดจงสมปรารถนา ขอให้เสี่ยวรุ่ยอยู่เย็นเป็สุขชั่วชีวิต มีความสุขตลอดไป” เห็นตัวอักษรสองแถวนี้ เฉียวรุ่ยตื่นตะลึงเข้าไปอีก
“เทียนฉี ยอดไปเลย ถึงกับ ถึงกับเขียนตัวอักษรบนฟ้าได้ด้วยหรือ?” กระทั่งตัวอักษรทั้งหมดจางหาย เฉียวรุ่ยถึงเหลือบมองบุรุษข้างกายอย่างไม่อยากเชื่อ
“ยังมีอีกนะ?” หลิ่วเทียนฉีบอก ครั้งนี้เขากระตุ้นยันต์ดอกไม้ไฟสามแผ่น ดอกไม้ไฟสามลูกะเิกลางท้องฟ้า ก่อนปรากฏถ้อยคำอวยพรอีกครั้งหนึ่ง
“รักเ้าตราบชั่วชีวิต หลงเ้าตราบชั่วชีวิต เอ็นดูเ้าตราบชั่วชีวิต ฮ่าๆๆ...” เฉียวรุ่ยมองเห็นข้อความทั้งหมด ใบหน้าค่อยๆ แดงก่ำ ใจหวานละมุนราวถูกน้ำผึ้งราด
เมื่ออักษรบนท้องฟ้าจางหายไป หลิ่วเทียนฉีก็กระตุ้นยันต์ดอกไม้ไฟห้าแผ่นอีกครั้ง
.........
บนลานในเรือนของหัวหน้าอาจารย์ใหญ่
อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนและอาจารย์ใหญ่หญิงงามนั่งดื่มชาอยู่ด้วยกันกับเฟิงกู่
“ว้าว หลิ่วเทียนฉีเล่นอะไรเนี่ย? ยิงยันต์ดอกไม้ไฟมาสิบแผ่นแล้ว ทำไมยังยิงอีกเล่า?” อาจารย์ใหญ่หญิงงามมองท้องฟ้าพลางอุทานอย่างใ ยิงสิบแผ่นแล้วยังไม่พออีก คิดจะยิงทั้งคืนเลยหรือ?
“ฮ่าๆๆ วันนี้เป็วันเกิดอายุครบยี่สิบปีของเฉียวรุ่ย น่าจะยิงยี่สิบแผ่นกระมัง?” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนคาดเดา
“ยี่สิบแผ่น ยันต์ดอกไม้ไฟหนึ่งแผ่นก็สองพันศิลาทิพย์ ยี่สิบแผ่นก็สี่หมื่นก้อนศิลาทิพย์เชียวนะ!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามพูดจบอดกัดลิ้นไม่ได้ ศิลาทิพย์สี่หมื่นก้อน สำหรับพวกเขาผู้ฝึกตนระดับดวงปราณไม่เท่าไรหรอก แต่สำหรับหลิ่วเทียนฉี ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานถือว่าเป็จำนวนไม่น้อยเลยนะ!
“นี่มันอะไรกัน? เลี้ยงวันเกิดราคาสองพันก้อนศิลาทิพย์ที่โรงอาหาร และยังหาคนหนึ่งร้อยคนมามอบดอกไม้ให้เฉียวรุ่ยอีก ข้าได้ยินว่าผู้ฝึกตนที่มอบดอกไม้ล้วนได้ศิลาทิพย์ห้าก้อนเชียว!”
ได้ยินอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนเล่า อาจารย์ใหญ่หญิงงามถอนหายใจทีหนึ่ง “เ้าหนูนี่ ไม่ขาดเงินจริงนะ!”
“ใช่แล้ว ยินดีจ่ายทีพันตำลึงทองให้คู่ชีวิตตน ไม่ใช่ใครก็ทำได้หรอกนะ!” เฟิงกู่พูดพลางชำเลืองมองอู๋ฉิงที่อยู่ข้างกาย
อันที่จริง เห็นอู๋ฉิงรับศิษย์ที่มีคู่ชีวิต เฟิงกู่พลันดีใจหนักหนา คิดว่าหากอู๋ฉิงยอมรับวิถีฝึกฝนอย่างมีรักของศิษย์และยังยอมให้ศิษย์มีคู่ชีวิตได้ล่ะก็ เช่นนั้นอู๋ฉิงเองอาจเริ่มเปลี่ยน ค่อยๆ ละทิ้งวิถีไร้ใจได้ใช่ไหมนะ? แม้โอกาสช่างน้อยนิด แต่เขาก็ยังหวัง
“เทียนฉีรักเฉียวรุ่ยมากสินะ!” มาถึงจุดนี้ อู๋ฉิงที่อยู่ในฐานะอาจารย์ใหญ่ย่อมรู้กระจ่างชัด
ตอนแรก หากไม่ใช่เพราะหลิ่วเทียนฉีรักเฉียวรุ่ยลึกซึ้งเกินไปและพลังหยางรั่วไหลเสียก่อน อู๋ฉิงคงไม่ชักช้า ยินดีรับอีกฝ่ายเป็ศิษย์ในทันที
“รักมาก พวกเ้าดูยันต์แผ่นที่ยี่สิบสิ!”
“หลิ่วเทียนฉีรักเฉียวรุ่ยตราบนิรันดร์! เ้าหนูนี่นะ!” เห็นประโยคสุดท้าย อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนจึงส่ายศีรษะติดกันเสียหลายที
“อิจฉาเฉียวรุ่ยจริงเชียว หากใครยิงยันต์ดอกไม้ไฟยี่สิบแผ่นให้ข้า ข้าคงหวั่นไหวเช่นกัน!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามมองตัวอักษรสีทองบนท้องฟ้า พูดจบก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนได้ยินก็กะพริบตาปริบๆ แอบจดจำคำนี้ไว้
“สองคนเคียงคู่ตราบชั่วชีวิตเป็สิ่งที่งดงามยิ่งนัก!” เฟิงกู่มองอู๋ฉิงพลางเอ่ยอย่างหลงใหล
“พวกเขาเป็คู่ที่เหมาะสมกันโดยแท้!” อู๋ฉิงพยักหน้ารับ ไม่คิดมากกับคำพูดของเฟิงกู่สักนิด
ได้ยินคำตอบเช่นนี้ ในใจเฟิงกู่เศร้าหมองไปวูบหนึ่ง อู๋ฉิง ยามใดข้าถึงจะเข้าไปในหัวใจของเ้าได้หรือ?
.........
ณ ที่พักผู้ฝึกตนหญิงวิทยาลัยยุทธ์ ผู้ฝึกตนหญิงมากมายพากันวิ่งออกจากห้องมาชมยันต์ดอกไม้ไฟ
“ว้าว พวกเ้ารีบมาดูเร็ว สวยมากเลย!” ผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งชี้ดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า ร้องตะลึงเสียงดัง
“นั่นสิ สวยยิ่งนัก!”
“ช่างสวยเหลือเกิน”
“ซึ้งมาก โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย หลิ่วเทียนฉีรักเฉียวรุ่ยตราบนิรันดร์ รักลึกซึ้งจริงเชียว!”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องเฉียวโชคดีจริงนะ ถึงกับหาคู่ชีวิตที่รักเขาเช่นนี้อย่างศิษย์น้องหลิ่วได้!”
“ใช่ ข้าก็อิจฉาศิษย์น้องเฉียวมากเหมือนกัน!”
“ใช่ หากมีคนจุดยันต์ดอกไม้ไฟสักสิบแผ่นให้ข้าบ้าง ไม่แน่ข้าคงแต่งงานกับเขา!”
“ฮ่าๆๆ เ้านี่นะ!”
ได้ยินผู้คนพากันพูดคุย ในใจหลิ่วอู่กลับสะอิดสะเอียนอย่างร้ายกาจ “หลิ่วเทียนฉี เ้าหน้าโง่ เ้าสารเลว เ้าคนประสาท!”
ได้ยินหลิ่วอู่คำรามต่อว่า ผู้ฝึกตนหญิงมากมายล้วนชำเลืองมองไปทางอีกฝ่ายอย่างใคร่รู้
“ศิษย์น้องหลิ่วเป็อะไรหรือ?”
“พวกเ้าไม่รู้หรือ? นางกับหลิ่วเทียนฉีเป็ศัตรูคู่อาฆาตกันกระมัง?” ผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งเผยข้อมูลเสียงเบา
“อ้อ? อย่างงั้นหรือ? ที่แท้เป็ศัตรูคู่อาฆาตนี่เอง?”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้!”
.........
ที่วิทยาลัยยันต์ มีผู้ฝึกตนชายกับผู้ฝึกตนหญิงไม่น้อยวิ่งออกจากห้องมาชมดอกไม้ไฟในครั้งนี้
“ยันต์วิเศษขั้นสามระดับล่างยี่สิบแผ่นเชียวนะ!”
“ใช่ ยันต์ยี่สิบแผ่นมีค่าสี่หมื่นก้อนศิลาทิพย์ ถึงกับกลายเป็ความว่างเปล่าในเวลาหนึ่งก้านธูปเชียว!”
“ศิษย์น้องหลิ่วช่างใจป้ำเสียจริง!”
“ใครว่าไม่ใช่เล่า?” ในฐานะศิษย์ของวิทยาลัยยันต์ นอกจากชื่นชมดอกไม้ไฟแล้ว ผู้คนกลับสนใจราคาของยันต์วิเศษเหล่านี้ยิ่งกว่า
“พวกเ้าจะไปเข้าใจอะไรเล่า นี่สิถึงเรียกว่ารักแท้”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่วโปรยทองดั่งดินเพื่อศิษย์น้องเฉียวได้ นี่เรียกว่ารักแท้ไหม?”
“ถูกต้อง ยันต์วิเศษไม่กี่แผ่นยังคิดเล็กคิดน้อย จะนับว่าเป็ความรักได้ที่ไหนเล่า?”
ผู้ฝึกตนหญิงมากมายล้วนคิดว่าที่หลิ่วเทียนฉียอมเสียศิลาทิพย์เพื่อเฉียวรุ่ย นั่นต้องเป็รักแท้แฝงด้วยความรักอันยิ่งใหญ่
ได้ฟังความเห็นของเหล่าผู้ฝึกตนหญิง ผู้ฝึกตนชายที่คำนวณต้นทุนอยู่จำนวนหนึ่งก็อับจนวาจา
“คิดไม่ถึงว่าน้องเจ็ดจะยิงยันต์ดอกไม้ไฟมากปานนี้เพื่อเสี่ยวรุ่ยเลยนะ!” เพื่อวันเกิดครั้งหนึ่ง ยิงยันต์วิเศษราคาสี่หมื่นก้อนศิลาทิพย์ คงพูดได้ว่าหลิ่วเทียนฉีโปรยทองดั่งดินเพื่อเฉียวรุ่ยจริงๆ!
“ใช่ น้องเจ็ดช่างใจกว้างนัก!” หากไม่มีท่านอาสามสนับสนุน น้องเจ็ดจะใจกว้างเช่นนี้ เอายันต์วิเศษราคาสี่หมื่นก้อนศิลาทิพย์มาฉลองวันเกิดให้เฉียวรุ่ยได้อย่างไรเล่า? หากลองคิดดู ทุกอย่างเป็เพราะท่านอาสามตามใจน้องเจ็ดเกินไปมากกว่า
คิดถึงท่านอาสามของตน นางเอกหลิ่วซานพลันริษยาหลิ่วเทียนฉีอย่างร้ายกาจ!
“ว้าว สวยจัง สวยจังเลย...”
“ใช่แล้ว สวยจริงๆ...”
ไม่เพียงวิทยาลัยยันต์กับวิทยาลัยยุทธ์ ผู้ฝึกตนหญิงกับผู้ฝึกตนชายจากวิทยาลัยอื่นล้วนพากันวิ่งออกมาชมดอกไม้ไฟด้วย ในขณะที่หลิ่วเทียนฉียังไม่รู้ ดอกไม้ไฟในครั้งนี้ทำให้ทั้งวิทยาลัยไปจนกระทั่งทั้งนครเซิ่งตูพากันตื่นใไปกันหมด
.........
ในเรือนของหลิ่วเทียนฉี
เฉียวรุ่ยยืนอยู่ในลาน มองท้องฟ้านิ่งงัน แม้ยันต์ดอกไม้ไฟยี่สิบแผ่นมอดไหม้ไปแล้ว เขาก็ยังคงมองท้องฟ้าเหมือนยังดื่มด่ำไม่เสร็จสิ้น
“ชอบไหม?” หลิ่วเทียนฉีจับมืออีกฝ่ายเบาๆ มองเข้าไปในดวงตาคนรัก
เฉียวรุ่ยก้มหน้ามองบุรุษอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “สวยมากเลยล่ะ!”
“วันนี้เป็วันเกิดอายุครบยี่สิบปีของเ้า ข้ายิงยันต์ดอกไม้ไฟทั้งหมดยี่สิบแผ่น ปีหน้า ข้าจะยิงยี่สิบเอ็ดแผ่น ทุกปียิงเพิ่มหนึ่งแผ่นอย่างไงล่ะ”
“ไม่ ไม่ต้องแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องยิงหรอก ยิงยันต์มากปานนั้น มันแพงมากเลยนะ!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ รีบปฏิเสธ
ยันต์ยี่สิบแผ่นนี่ไม่น้อยแล้วนะ หลังจากนี้ หากอายุตนเพิ่ม ต้องยิงมากยิ่งขึ้นมิใช่หรือไง?
“เด็กโง่ เ้าเป็สิ่งล้ำค่าที่สุดบนโลกนี้! ยันต์ไม่กี่แผ่นจะเทียบกับเ้าได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีพูดอย่างมีเหตุผล ในหัวใจเขาบังเอิญคิดเช่นนั้นด้วยเนี่ยสิ
ได้ยินที่เขาบอก เฉียวรุ่ยหน้าแดงเล็กน้อย “ขอบคุณ ขอบคุณมากเทียนฉี วันเกิดปีนี้ข้ามีความสุขมาก!”
ก่อนหน้านี้ เมื่อถึงเวลาฉลองวันเกิด แม่บุญธรรมจะต้มบะหมี่อายุยืนกับไข่ไก่ให้ ทว่า หลังแม่บุญธรรมกับพ่อบุญธรรมจากโลกนี้ไป เหลือตนเพียงคนเดียว ต้มไข่ไก่กินอย่างไรก็รู้สึกไม่อร่อย! พอมีเทียนฉีมาฉลองวันเกิดเป็เพื่อนตนเช่นนี้ ราวกับทุกสิ่งได้แปรเปลี่ยน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“งั้นหรือ? แต่ข้ามีของขวัญที่ยังไม่ได้ให้เ้าอีกนะ” พูดจบ หลิ่วเทียนฉีขยิบตาอย่างมีนัย
“ยัง ยังมีของขวัญอีกหรือ?”
“ถูกต้อง ความรักกับความเอ็นดูของข้า ข้ายังไม่ได้มอบให้เ้าเลยนี่?” หลิ่วเทียนฉีประคองใบหน้าน้อยไว้ สายตาประสานกับดวงตานั้นอย่างอ่อนโยน มองลึกเข้าไปถึงดวงิญญาของอีกฝ่าย
ได้ยินถ้อยคำหวานเลี่ยน ใบหน้าเฉียวรุ่ยลามแดงไปหมด “เทียนฉี!”
“เสี่ยวรุ่ย ข้ารักเ้า!” หลิ่วเทียนฉีบอกเสียงเบา ประทับจุมพิตบนกลีบปากของเฉียวรุ่ยแ่เบาประหนึ่งขนนก
“เทียนฉี ข้าก็รักเ้า!” เฉียวรุ่ยพูดพลางคล้องคออีกฝ่าย จุมพิตริมฝีปากเขากลับอย่างดุดัน
หลิ่วเทียนฉีรับจูบของคนรักอย่างเต็มใจ เขาโอบเอวน้อยขณะที่ยังจุมพิตก่อนอุ้มขึ้น เดินกลับเข้าไปในเรือนน้อยทันที
.........
เช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น
เฉียวรุ่ยลืมตาขึ้นมา เห็นคนรักไม่อยู่ข้างกายก็ขยี้ตาก่อนลุกออกจากเตียง
พอเห็นกล่องใบน้อยวางอยู่ข้างเตียง รวมถึงขวดกระเบื้องน้อยหลากหลายสีสิบกว่าขวดอยู่ด้านในกล่อง เฉียวรุ่ยก็อายจนใบหน้าแดงก่ำ ผิดกับมุมปากที่ยกยิ้มอย่างละมุนและมีความสุข
ในกล่องใบน้อยใส่ขวดกระเบื้องไว้ทั้งหมดสิบสองขวด ของที่ใส่อยู่ล้วนเป็ขี้ผึ้งหอมที่เทียนฉีผสม มีสำหรับเพิ่มกลิ่นหอม เพิ่มความหล่อลื่น ลดอาการบวม และยังมีสำหรับห้ามเืกับรักษาแผลอีกด้วย ขี้ผึ้งหอมแต่ละขวด เทียนฉีใช้สมุนไพรทิพย์ขั้นสามบดจนเป็ผงด้วยตนเองแล้วผสมกับน้ำมันของสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งกับน้ำมันจากพืชอีกจำนวนหนึ่งในการทำขึ้นมา
เทียนฉีบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็ของที่เพิ่มความรื่นรมย์ให้สามีภรรยา และยังบอกอีกว่าของที่จะมอบให้ตนใช้ไม่อาจสะเพร่าเลินเล่อได้ ดังนั้น ขั้นตอนทุกอย่างจึงทำอย่างละเอียด
จริงดังที่เขาว่า ขี้ผึ้งหอมเหล่านี้ใช้ดีเป็อย่างมาก ฤทธิ์ของแต่ละชนิดมีความพิเศษ ั้แ่มีของเหล่านี้ เฉียวรุ่ยรู้สึกว่าการเข้าหอของพวกเขาช่างเข้ากันได้ดี งดงามยิ่งนัก
บางที หากเทียบกับบุรุษสองเพศผู้อื่นซึ่งหลังแต่งเข้าไป ทุกวันต้องหวาดกลัว ทุกข์ทรมานในการร่วมห้องกับสามีเ่าั้ ตนช่างมีความสุขเหลือเกิน โชคดีนักที่ได้พบเทียนฉี บุรุษผู้มีความละเอียดลออ เอาใจใส่อย่างถี่ถ้วนและรักตนอย่างลึกซึ้ง
คิดถึงเื่นี้ เฉียวรุ่ยปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง ลุกขึ้นจากเตียง ล้างหน้าหวีผมอยู่พักหนึ่งก่อนเข้าไปกอดกล่องใบน้อยขึ้นมา เดินออกจากเรือนหลังน้อย
ยามนี้ หลิ่วเทียนฉีทำอาหารเช้าไว้เรียบร้อย จัดวางทุกอย่างไว้บนโต๊ะหิน
“กล่อง ลืมเก็บกล่องนะ!” เฉียวรุ่ยเดินมาถึงข้างกายของคนรักก็ส่งกล่องใบน้อยในอ้อมแขนให้
“ดูความทรงจำของข้านี่สิ!” หลิ่วเทียนฉียิ้มแล้วรับมาเก็บเข้าไปในแหวนมิติของตน
“ทำไมตื่นเช้าเช่นนี้เล่า?” เฉียวรุ่ยเห็นอาหารทำเสร็จก็ปวดใจเล็กน้อยที่เห็นคนรักต้องตื่นเช้า
“อีกเดี๋ยวหลังกินอาหาร ข้าต้องไปพบอาจารย์น่ะ!”
“อ้อ!” ได้ยินอย่างนั้น เฉียวรุ่ยพยักหน้า
ตอนนี้เทียนฉีมีอาจารย์แล้ว ทุกวันจึงต้องไปคารวะ ร่ำเรียนวาดยันต์กับอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง
“มา นั่งกินบนตักข้าสิ ม้านั่งหินมันเย็นนะ!” หลิ่วเทียนฉีพูด อยากให้คนรักเข้ามานั่งบนม้าหินด้วยกัน
“อืม!” เฉียวรุ่ยขานรับเบาๆ ความเอาใจใส่ของอีกฝ่ายทำให้หัวใจเขาอบอุ่น
หลังรับประทานอาหารเสร็จ หลิ่วเทียนฉีออกไปพบอาจารย์ ส่วนเฉียวรุ่ยเก็บกวาดบ้านนิดหน่อยค่อยไปวิทยาลัยยุทธ์
