ร้อยฝ่ามือผ่านพ้น ทุกคนเหม่อมองเืบนพื้นที่ไหลรวมกันเป็ธารน้ำเล็กๆ ด้วยใบหน้าที่กระตุกเป็พักๆ
ตอนนั้นแม้แต่พวกเบาปัญญาก็ยังรู้ว่าเืพวกนี้มีปัญหา! ท่านเคยเห็นใครกระอักเืออกมาเป็สายน้ำขนาดย่อมบ้างไหมล่ะ? ยังไม่พอ หลังจากโดนเข้าร้อยฝ่ามือเต็มๆ หวังเค่อก็ยังจะผงาดกลับขึ้นมาอย่างเปี่ยมกำลังวังชาได้อีก? ที่บ้าบอคอแตกที่สุดคือมันทะลวงด่านฝีมือเฉยเลย?
“หวังเค่อ ฮ่า ฮ่า ประเสริฐ ประเสริฐจริงๆ! ฮ่า เ้าปั่นหัวข้าเล่นสนุกมากเลยสิท่า?” จื่อปู้ฝานมองหวังเค่อด้วยสายตาเยียบเย็นบาดจิต
“ข้าไหนเลยจะกล้า? เ้าตำหนักจื่อ พวกท่านคงจะแปลกใจว่าทำไมข้าที่เป็แค่เซียนเทียนกลับสามารถรองมือรองเท้าเนี่ยเทียนป้านานครึ่งค่อนวันโดยที่ไม่เป็อะไรเลย แถมด่านพลังยังรุดหน้าอีกต่างหากใช่ไหม? แต่ว่านี่จะมาโทษข้าไม่ได้นะ!” หวังเค่อยิ้มเจื่อน
“โทษเ้าไม่ได้?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“ถูกต้อง! ครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีผู้าุโชั้นทารกแกนิญญาท่านหนึ่งชำแรกพลังปฐมเข้ามาในตัวข้าแถมยังบอกว่านี่จะช่วยให้ระดับฝีมือข้ารุดหน้า แต่จนแล้วจนรอดข้าก็ไม่สามารถย่อยสลายมันได้! จวบกระทั่งวันนี้เนี่ยเทียนป้าช่วยตบตีข้าร้อยฝ่ามือ ข้าก็เลยย่อยสลายพลังขุมนี้ได้! เพราะงั้นข้าก็เลยอยู่รอดปลอดภัยแม้จะถูกดวงธาตุทองคำอย่างเนี่ยเทียนป้าทุบตี ทั้งหมดเป็เพราะว่าพลังขุมนี้ช่วยข้าต้านเอาไว้! มาวันนี้พลังเหล่านี้ถูกย่อยสลายไปก็เลยช่วยข้าทะลวงด่านฝีมือนั่นเอง!” หวังเค่ออธิบาย
“เ้าคิดว่าข้าหูเบาขนาดนั้นเลย?” จื่อปู้ฝานแค่นเสียงเย็น
“ข้าพูดเื่จริงขอรับ ทั้งสมเหตุและสมผล! การที่ท่านไม่เชื่อข้าจะต้องเป็เพราะว่าท่านมีอคติต่อข้า! เ้าตำหนักจู ท่านช่วยตัดสินที! เมื่อกี้ท่านว่าจะช่วยเป็พยานให้ข้านี่นา ตอนนี้ก็ครบร้อยฝ่ามือแล้ว ท่านคงไม่เบี้ยวหรอกนะ?” หวังเค่อหันมาวิงวอนต่อจูหงอีอย่างปุบปับ
จูหงอีหน้ากระตุก ข้าตาบอดหรือไรถึงอยากช่วยเป็พยานให้เ้าน่ะ!
“มิผิด เืที่ข้ากระอักออกมาส่วนใหญ่ไม่ใช่ของข้า แต่ท่านลองคิดดูนะ! ดีร้ายยังไงเนี่ยเทียนป้าก็เป็ดวงธาตุทองคำ ถ้าตีข้าไปๆ แต่ตัวข้ากลับไม่เป็อะไรเลยสักนิด งั้นมันไม่ต้องเสียหน้าแย่เลยหรือ? นี่ข้าอุตส่าห์เอาใจใส่ความรู้สึกมัน ให้มันได้เสพสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าวระหว่างที่มันฟาดฝ่ามือใส่ข้า! ขณะเดียวกันข้าก็เอาใจใส่สภาวะจิตใจมันไปด้วย!” หวังเค่อหลบอยู่ข้างจูหงอีขณะเปิดปากอธิบาย
เนี่ยเทียนป้าที่นอนแบ็บอยู่ไม่ไกลหน้ากระตุกยิก เ้าเอาใจใส่ความรู้สึกข้า? อยากให้ข้าได้เสพสุข? แหม ข้าล่ะอยากจะขอบคุณเ้าเหลือเกิน!
“ท่านดู แปปเดียว่เวลาน่าเบื่อหน่ายอย่างการฟาดฝ่ามือหนึ่งร้อยครั้งก็ผ่านไปแล้ว! ข้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเ้าตำหนักจื่อ! เ้าตำหนักจื่อ ท่านเองก็เห็นว่าเ้าตำหนักจูดูท่านอยู่ตลอด วันนี้เ้าตำหนักจูเป็สักขีพยาน ท่านก็น่าจะไว้หน้าเ้าตำหนักจูสักนิด หากท่านผิดคำสัญญา เ้าตำหนักจูที่เป็พยานก็คงจะขายหน้าเกินกว่าจะลงจากเวทีได้!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อมจื่อปู้ฝาน
จื่อปู้ฝานหน้าดำ
บัดซบ หวังเค่อเ้าไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีเลยใช่ไหม? นี่เป็ความบาดหมางระหว่างเ้ากับข้า แต่เ้าเอาแต่ลากจูหงอีเข้ามาทำอะไรนักหนา? ข้าเป็คนทำให้เขาลงจากเวทีไม่ได้รึไง? เห็นอยู่ตำตาว่าเป็เ้าต่างหาก!
“หวังเค่อ เ้า เ้า เ้าโกง บิดาจะฆ่าเ้า!” เนี่ยเทียนป้าแผดเสียง
เนี่ยเทียนป้าะเิกำลังขุมสุดท้ายพุ่งปรี่เข้าหาหวังเค่อ
แต่เนี่ยเทียนป้าในตอนนั้นแขนขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงไปนานแล้ว ไหนเลยจะมีพละกำลังอันใดได้? ที่กระโจนเข้าไปเป็เพราะความแค้นล้วนๆ ตนอุตส่าห์ต่อยตีอยู่ครึ่งค่อนวัน เ้ามีพลังปฐมของั์ใหญ่ทารกแกนิญญาคุ้มกายอยู่ทำไมไม่บอกกันแต่เนิ่นๆ? มาทำให้ข้าต้องขายขี้หน้าประชาชีแบบนี้ สมควรตาย!
“ปง!”
ตราประทับเสินหวังกระแทกใส่หัวของเนี่ยเทียนป้าอย่างจัง
เนี่ยเทียนป้าแขนขาปวกเปียก ไหนเลยจะมีชีวิตชีวาดุจพยัคฆ์ัเหมือนหวังเค่อ เมื่อประทับเสินหวังใช้ออก พลังกดทับมหาศาลก็ส่งร่างของเนี่ยเทียนป้ากระเด็นไป
“กลุกๆๆ!”
เนี่ยเทียนป้าคลุกฝุ่นไปหลายตลบก่อนสลบเหมือดไป
“นายท้ายกำลังเสวนาอยู่กับสองเ้าตำหนัก เ้าเป็แค่ศิษย์ที่เพิ่งเข้าร่วมลัทธิมารกล้าดียังไงมาสอดปาก! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” หวังเค่อจ้องเนี่ยเทียนป้าที่สลบไปแล้วตาเขม็ง
ทันใดนั้น บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็พิลึก
หวังเค่อหันหน้ากลับมาทางจื่อปู้ฝาน
“เ้าตำหนักจื่อ ท่านเป็คนสูงศักดิ์ หนึ่งคำมั่นมีค่าเทียบเท่าทอง ท่านรับปากว่าหากข้ารับร้อยฝ่ามือจากเนี่ยเทียนป้าได้ก็จะละเว้นชีวิตจางหลี่เอ๋อร์ ขอบคุณเ้าตำหนักจื่อที่เมตตา!” หวังเค่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม คารวะไปทางจื่อปู้ฝานกะทันหัน
กลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำที่ต่างก็เจ็บตัวและถูกขังอยู่ไม่ไกลนักเบิ่งตามองหวังเค่อ
“เมื่อกี้ เมื่อกี้หวังเค่อแกล้งทำหรอกรึ?” ศิษย์พรรคอีกาทองคำคนหนึ่งอุทาน
“แกล้งทำอะไร? เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยศิษย์พี่หญิงใหญ่หรอก!”
“แต่ แต่ มันไม่ได้รับาเ็เลยนี่นา!”
.........
.........
......
......
...
......
“เ้ามีความคิดเน่าเฟะแบบนี้ได้ยังไง? หวังเค่อใช้กลเม็ดช่วยชีวิตศิษย์พี่หญิงใหญ่และปกป้องตัวเองไปในตัว มีตรงไหนไม่ถูกต้อง?”
“ข้าอุตส่าห์นึกสงสารมัน!”
“ต้องให้เขาตายก่อนเ้าถึงจะพอใจรึไง!? หวังเค่อกล้ายืนหยัดช่วยศิษย์พี่หญิงใหญ่ท่ามกลางฝูงมาร เื่นี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด! เปลี่ยนเป็ผู้อื่น ใครหรือจะกล้า!”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ตาถึงจริงๆ!”
“นั่นสิ ไม่เพียงแต่ยอมสละชีวิตตัวเองปกป้องนางไว้ แต่ยังฉลาดหลักแหลมอีกต่างหาก!”
.........
......
...
ศิษย์พรรคอีกาทองคำจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน เวลาที่มองใครเข้าตา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะทำอะไรก็ล้วนถูกต้องไปหมดทุกอย่าง!
อีกด้านหนึ่ง จื่อปู้ฝานจ้องหวังเค่ออย่างเอาเป็เอาตาย
หวังเค่อขยิบตาส่งสัญญาณให้จูหงอียิกๆ แม่งเอ๊ย ถึงตาเ้าพูดอะไรบ้างแล้วไงเล่า! เป็ใบ้ขึ้นมากะทันหันรึไง? ไม่ใช่เมื่อเ้ารับปากว่าจะเป็พยานให้ข้า? แต่ตอนนี้กลับปัดความรับผิดชอบซะงั้น?
จูหงอีปากอ้าหุบอยู่หลายครา มันไม่รู้จะพูดยังไงจริงๆ! ไม่เห็นรึไงว่าจื่อปู้ฝานกำลังหัวเสียขนาดไหน? ให้ข้าพูดนั้นไม่ยาก แต่ประเด็นคือเ้ามันเป็พวกฉวยโอกาส ทันทีที่ข้าเปิดปากรับรองได้เลยว่าเ้าจะต้องหาทางเอาเปรียบให้ข้าติดค้างน้ำใจเ้าแน่!
“ฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ประเสริฐ ประเสริฐ ถึงว่าเนี่ยชิงชิงแต่งตั้งให้เ้าเป็นายท้ายเทพั! หวังเค่อเอ๋ยหวังเค่อ เ้ามีความรับผิดชอบมากกว่าจูหงอีเสียอีก!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงหม่น
จูหงอีหน้าดำ ทำไมถึงลากชิงเอ๋อร์มามีเอี่ยวด้วยอีกแล้ว? หวังเค่อเป็คนทำให้เ้าโมโห เกี่ยวผายลมอันใดกับข้า!
“ขอบพระคุณเ้าตำหนักจื่อที่เมตตา!” หวังเค่อยิ้ม
ขณะที่พูดหวังเค่อก็ตั้งท่าจะพาจางหลี่เอ๋อร์มา
“เ้าทำอะไร?” จื่อปู้ฝานจ้อง
“อ๋า? เ้าตำหนักจื่อ ไม่ใช่ท่านยอมปล่อยจางหลี่เอ๋อร์ไปหรอกหรือ? ข้าก็เลยจะพานางไปไม่ให้รกหูรกตาสร้างความรำคาญใจแก่ท่าน!” หวังเค่อว่า
“ฮึ่ม ข้าแค่บอกว่าจะไม่ฆ่านาง แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้เ้าพานางไป!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“ขอบพระคุณเ้าตำหนักจื่อที่ไว้ชีวิต!” หวังเค่อยิ้มออกทันที
จื่อปู้ฝานหน้าดำ แม่งเอ๊ย เ้าหวังเค่อนี่ไม่ใช่ตัวดีจริงๆ มันบีบให้ข้าต้องยอมออกปากว่าจะไม่ฆ่าจางหลี่เอ๋อร์?
“หวังเค่อ เฮอะ เื่ของจางหลี่เอ๋อร์นั้นปัดตกไปก่อน แต่เ้าคิดว่าเื่จะจบลงเท่านี้รึไง? ตระกูลสกุลหวังเ้าปกครองชิงจิงอยู่ ฮึ่ม เ้าคิดว่าข้ามาทำอะไรในวันนี้?” จื่อปู้ฝานถามเสียงเย็น
ชัดเจนว่านางมาที่นี่เพื่อฆ่าหวังเค่อ กำจัดตระกูลหวังแห่งชิงจิงไปซะ!
หวังเค่อกลับหันมามองจูหงอี “เ้าตำหนักจู เมื่อกี้ท่านไม่ยอมช่วยข้า งั้นตอนนี้ท่านก็น่าจะออกหน้าได้แล้วกระมัง? ท่านรับปากข้าเองนะ ไม่งั้นแล้ว ข้าจะไม่ขอให้ท่านช่วยอีกแล้ว!”
จูหงอี “…!”
“อ้อ? เ้ารู้ว่าข้ากำลังหาเื่เ้า? เพราะงั้นเ้าก็เลยให้จูหงอีมาช่วยพูด? ให้เขาช่วยเกลี้ยกล่อมข้าให้ปล่อยเ้าไป?” จื่อปู้ฝานถามเสียงเย็น
“ไม่ๆ ข้าไม่ได้เชิญเ้าตำหนักจูมาเป็ผู้ไกล่เกลี่ย แต่เป็คนอื่นต่างหาก แต่สุดท้ายเ้าตำหนักจูก็ยืนกรานว่าจะมาเอง! ไม่ให้ผู้อื่นมาเจอท่าน!” หวังเค่ออธิบาย
“ผู้อื่น? ใครกัน?” จื่อปู้ฝานผงะไป
ในสิบหมื่นมหาบรรพตนี้ยังมีใครหน้าใหญ่พอให้ข้าไม่เอาเื่เ้าอีก?
มีแต่จูหงอีที่หน้าดำมะเมี่ยม มันถลึงตาใส่หวังเค่อปานจะกินเืกินเนื้อ เ้าผายลมสิไม่ว่า เ้าคิดจะเรียกชิงเอ๋อร์มาไกล่เกลี่ยให้งั้นรึ? นั่นจะต่างอะไรกับการเปิดศึกนองเืกันเล่า!
หากจื่อปู้ฝานรู้ว่าเป็เนี่ยชิงชิงละก็ ไม่ปะทุขึ้นมาพอดีรึ?
เื่นี้ช่วยไม่ได้อีกต่อไป ในเมื่อตนเป็คนก่อก็ต้องเป็ตามเช็ดตามล้าง เฮ้อ!
“จื่อปู้ฝาน ข้าเป็คนคิดสอดมือในเื่นี้เอง! ตอนนั้นข้าเป็คนก่อร่างสร้างราชวงศ์ต้าชิงขึ้นมากับมือ! ตอนนี้ราชวงศ์ต้าชิงถูกยกให้สกุลหวังรับ่ต่อ เ้าเองก็อย่าแทรกแซงเลย!” จูหงอีสูดลมหายใจลึก
“ข้าห้ามแทรกแซง? ทำไม? อาศัยอะไร?” จื่อปู้ฝานจ้องอีกฝ่าย
จูหงอีนิ่วหน้ากล่าว “ไม่เพราะอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่ข้ายังอยู่! คนตระกูลจื่ออย่าได้คิดเข้ารุกรานชิงจิงเด็ดขาด อาศัยเื่นี้แหละ!”
“เ้า จูหงอี เ้าเจาะจงแข็งข้อกับข้า?” จื่อปู้ฝานโกรธกริ้ว
พอเห็นว่าคนทั้งสองตั้งท่าจะฉะกันอยู่รอมร่อหวังเค่อก็รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี จูหงอี เ้าแน่ใจนะว่ากำลังแก้ไขปัญหาอยู่น่ะ?
“เ้าตำหนักจื่อโปรดระงับโทสะก่อน เ้าตำหนักจูทำไปเพราะหวังดีต่อท่านหรอก!” หวังเค่อรีบเข้ามาเกลี้ยกล่อม
“หือ?” ทั้งจูหงอีและจื่อปู้ฝานพากันชะงักกึก
จูหงอีทำหน้าพิลึก ข้าหวังดีต่อจื่อปู้ฝานยังไง?
“ท่านคิดดูนะ การได้เป็กษัตริย์ของโลกมนุษย์เป็เื่ดีขนาดนั้นจริงๆ หรือ? เ้าตำหนักจูแค่ไม่อยากให้ท่านเดินทางผิดเหมือนที่เขาเคยทำมาแล้วก็เท่านั้น ไม่เชื่อท่านดูตระกูลจูเป็ตัวอย่าง! จากที่เคยเจริญรุ่งเรืองจากการขึ้นเป็ใหญ่ แต่มาตอนนี้กลับเหลือแค่จูเยี่ยนสืบเชื้อสาย แต่เพราะมันเข้าลัทธิมาร ตระกูลจูในโลกิยะจึงจบสิ้นลงเพียงเท่านี้! ไม่เหลืออยู่อีก! แล้วท่านลองหันกลับมามองตระกูลจื่อของท่านในโลกิยะดู เป็เพราะไม่ได้ขึ้นเป็ใหญ่ครองหล้า ดังนั้นจนถึงตอนนี้พวกมันก็ยังเฟื่องฟู ยังสามารถสู้รบปรบมือต่อไปได้! เ้าตำหนักจูไม่อาจทนเห็นเชื้อสายตระกูลจื่อของท่านถูกสะบั้นลงก็เท่านั้น!” หวังเค่อกล่าวชักจูง
จูหงอี “…!”
จื่อปู้ฝาน “…!”
จูเยี่ยนที่อยู่ไม่ไกลกันหน้าดำมะเมี่ยม บัดซบ จะมาพูดเื่ข้าทำต่อยหอยอะไร!
“ดังประโยคที่ว่า ราชวงศ์ไหลหลาก ตระกูลขุนนางมั่นคงไม่เสื่อมคลาย![1] ไม่ใช่สู้เพื่อเกียรติยศชั่วครู่คราว แต่เพื่อให้ดำรงอยู่ต่อไปได้! มีแต่การอยู่ต่อเท่านั้นถึงจะสู้หน้าบรรพบุรุษได้ มีแต่การอยู่ต่อเท่านั้นที่เป็การรับผิดชอบต่อตระกูล! เ้าตำหนักจูเอาใจใส่ท่านถึงขนาดนี้แท้ๆ! แต่ว่าเ้าตำหนักจื่อ เหตุใดท่านถึงได้มองไม่ออกกัน?” หวังเค่อเกลี้ยกล่อมสุดชีวิต
จูหงอีสีหน้าพิกล ข้าไปเอาใจใส่นางตอนไหน?
“อีกอย่างท่านดูลูกหลานปุถุชนของท่านก่อน ไม่มีสำนักเซียนใดแทรกแซง แต่ทั้งที่ได้ท่านคอยให้ทุนส่งเสริมก็ยังถอยหลังลงคลองอยู่ดี ชัดเจนว่าขาดกำลังความสามารถ! คนที่ขาดประสิทธิภาพท่านกลับจะให้มันนั่งบัลลังก์ปกครองแผ่นดิน? ท่านไม่ได้ช่วยมัน แต่กำลังทำร้ายมันอยู่ต่างหาก! ไม่ต้องไปพูดไกลตัว ตรงนี้มีตัวอย่างเป็ๆ ให้ดูอยู่แล้ว ท่านลองดูจูเยี่ยนสิ มันขาดกำลังความสามารถ หลังจากได้ครองบัลลังก์แล้วเคยทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันบ้าง? ไม่เลย มันกลับล้างบางญาติสนิทในตระกูลของตัวเอง จากนั้นผิดคำสัญญาต่อแผ่นดิน! นี่ นี่มันอะไร? ยกแผ่นดินให้มันแต่กลับรักษาไว้ไม่ได้! มันเอาตัวเองไม่รอดเลยด้วยซ้ำ! เ้าตำหนักจูก็เลยทนเห็นครอบครัวทางโลกิยะของท่านต้องมาเ็ปแบบนี้ไม่ได้!” หวังเค่อหว่านล้อม
จูเยี่ยนทางด้านข้างหน้าดำอยู่ตลอดเวลา แม่งเอ๊ย ทำไมต้องใช้ข้าเป็แบบอย่างที่ไม่ดีอยู่เรื่อย?
ช่วยไม่ได้ ก็ในเมื่อแบบอย่างที่ไม่ดีของจูเยี่ยนมีความหมายทางการศึกษาอย่างลึกซึ้งเกินไป
แม้แต่จื่อปู้ฝานก็ยังเริ่มกังขาหลานทวดของตนเองขึ้นมาเหมือนกัน
“ดังประโยคที่ว่าขุนพลไร้ความสามารถ กองทัพจักเหนื่อยสายตัวแทบขาด! ท่านดูหลานทวดของท่านสิ มันไร้กำลังความสามารถ เคยสร้างผลงานอะไรไว้บ้างรึเปล่า? เกณฑ์เซียนเทียนมาช่วยก็เท่านั้น ก็เลยหาดวงธาตุทองคำมาแทน? มันไม่ได้เื่ได้ราวถึงกับตามตัวท่านเ้าตำหนักจื่อมา! ท่านเป็ถึงั์ใหญ่ทารกแกนิญญา! ท่านมีฐานะขนาดไหน? แต่ละวันมีเื่ให้ต้องจัดการมากมายเท่าใด? แต่กลับต้องมาวิ่งเต้นไม่หยุดเพียงเพราะรุ่นเยาว์ไม่ได้ความคนหนึ่ง! นี่ไม่สมควรเลย! บางครั้งผู้ที่เอาชนะท่านได้อาจไม่ต้องเป็เหมือนเทพเทวา แต่เป็เพื่อนร่วมงานที่เหมือนสุกรต่างหาก! ยังไม่ทันจะรวบแผ่นดินเป็หนึ่งเดียวก็เรียกเ้าตำหนักจื่อให้ออกหน้าเองแล้ว รอวันที่มันได้นั่งบัลลังก์และต้องประสบเภทภัยฟ้ามนุษย์ต่างๆ นานา ถึงตอนนั้นเ้าตำหนักจื่อไม่เหนื่อยตายกันพอดีหรือ! เ้าตำหนักจื่อ เ้าตำหนักจูพอเจอหน้าท่านก็เลยพูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่ข้าไม่พูดไม่ได้! ท่านทำแบบนี้ก็เหมือนกับทำร้ายหลานทวดของตัวเอง! ท่านช่วยมันได้่หนึ่ง แต่ไม่อาจช่วยมันไปตลอดชีวิต! เ้าตำหนักจูหวังดีใส่ใจท่านมากนะ!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
จื่อปู้ฝาน “…!”
จูหงอี “…!”
“จูหงอี นี่เ้าคิดเช่นนี้หรือ?” จื่อปู้ฝ่านนิ่วหน้ามองจูหงอี
จูหงอีทำหน้าพิกล ผายลม ข้าคิดเช่นนั้นั้แ่เมื่อไหร่กัน? ว่าแล้วจูหงอีก็จ้องหวังเค่อจนแทบทะลุทะลวง นี่จะต่างอะไรกับการส่งข้าขึ้นเวทีและเตะตัดขาข้ากัน?
“เ้าตำหนักจื่อ หลานทวดของท่านรวมถึงตระกูลของข้า นี่เป็ศึกของคนรุ่นเยาว์อย่างพวกมัน เพราะงั้นก็ให้พวกมันจัดการกันเองดีกว่า! ตัวท่านมีภารกิจติดพันมากมาย เอาแค่สมทบทุนรุ่นเยาว์ก็ถือว่ามากพอแล้ว หากหลานทวดของท่านมีความสามารถรวมใต้หล้าเป็หนึ่งเดียวได้ ใครก็ไม่อาจหาเื่มันได้ทั้งนั้น แต่ถ้ามันไม่มีความสามารถ อย่าบอกนะว่าจะต้องให้ท่านที่เป็ถึงั์ใหญ่ทารกแกนิญญามาร่วมศึกของโลกมนุษย์จริงๆ? ถึงตอนนั้นสำนักเซียนฝ่ายธรรมะร่วมวงผสมโรง อย่าบอกนะว่าต้องสถาปนาเทพกันอีก? ไม่สิ ต้องก่อศึกใหญ่ธรรมะอธรรมกันอีกใช่ไหม? ถึงตอนนั้นหลานทวดของท่านจะยิ่งตกอยู่ในอันตรายกว่าเดิม! หลานทวดของท่านเป็พวกไม่รู้จักโต! ท่านควรลองปล่อยมือดูบ้างเถอะ! เื่อื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่มีอยู่เื่หนึ่งที่ข้ารับรองได้ หากหลานทวดของท่านแพ้ในศึกชิงความเป็ใหญ่นี้ ตระกูลหวังขอรับรองว่าตระกูลของมันจะมีลาภยศไปชั่วลูกชั่วหลาน ว่าอย่างไร?” หวังเค่อโน้มน้าว
จื่อปู้ฝานมองจูหงอี
“เ้าตำหนักจู เ้าพูดอะไรหน่อยเถอะ! ก่อนหน้านี้ท่านเป็คนบอกเองนะว่าจะช่วยข้า แต่สุดท้ายท่านกลับไม่พูดอะไรเลยสักคำ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้วเนี่ย!” หวังเค่อตัดพ้อ
จูหงอีหน้าดำมองหวังเค่อ ก็ในเมื่อเ้าพูดออกมาหมดแล้ว แล้วจะให้ข้าพูดลมผายอันใดอีก!
“จื่อปู้ฝาน สิ่งที่หวังเค่อ้าสื่อก็คือสิ่งที่ข้า้าสื่อนั่นแหละ! เ้าวางมือเถอะ! ขืนยุ่งเกี่ยวต่อไปรังแต่จะเป็ที่หัวร่อเยาะเอาเปล่าๆ!” จูหงอีเอ่ยเสียงต่ำ
“ฮึ่ม เป็ที่หัวร่อเยาะ? ใครมันจะกล้า? จูหงอี ที่ข้าคอยส่งเสริมหลานทวดของข้าไม่ใช่เพียงแค่ปรารถนาให้มันรวบรวมแผ่นดินเป็หนึ่งเดียว เ้าเองก็รู้ว่าข้าคิดทำอะไร!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงต่ำ
“จื่อปู้ฝาน! อย่าให้มันเกินไปนัก!” จูหงอีขมวดคิ้วแน่น
หวังเค่อทางด้านข้างตาโต อย่าบอกนะว่าจื่อปู้ฝานทำไปเพราะ้าตัวจูหงอี? แต่จูหงอีไม่น่ารับปากหรอกมั้ง? อย่างน้อยต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้มันคงไม่กล้าหรอก!
“เ้าตำหนักจื่อ เื่ส่วนตัวของพวกท่านเอาไว้ค่อยไปจัดการกันเองเถิดขอรับ หากทำเช่นนั้นอัตราความสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง!” หวังเค่อเข้ามากระซิบบอก
“เ้าตำหนักจู ข้าคงต้องรบกวนท่านแล้ว ท่านวางใจเถอะ ข้าจะไม่เอาไปบอกใครแน่! วังของข้ามีห้องบรรทมสะอาดสะอ้านที่ไม่มีผู้ใดจับจองอยู่ขอรับ! ท่านเอาไปใช้ได้เลย! พวกท่านไปคุยกันต่อที่นั่นดีกว่า!” หวังเค่อกระซิบบอกจูหงอีเหมือนกัน
จูหงอีหน้ากระตุก เ้ากำลังขอให้ข้ายอมเสียสละร่างกายตัวเองเพื่อที่เ้าจะได้ลุล่วงสมปรารถนา? ไอ้เด็กเวรตะไล! ไอ้จิตป่วง!
“เ้าตำหนักจื่อ ห้องบรรทมนั้นยังมีบ่อน้ำร้อนอยู่ด้วย ท่านสามารถปล่อยตัวปล่อยใจเข้าไปแช่กับเ้าตำหนักจูได้เลย เชิญท่านกับเ้าตำหนักจูไปแช่บ่อน้ำพุร้อนทางด้านนั้นแล้วค่อยๆ ใช้เวลาคุยกันไปเถอะนะ! ห้องนอนเตียงนอนทางด้านนั้นใหญ่โตรโหฐานเชียวล่ะ! ที่สำคัญ เก็บเสียงได้มิดเลย!” หวังเค่อกระซิบบอกจื่อปู้ฝาน
จื่อปู้ฝานมองหวังเค่อตาโต แช่บ่อน้ำพุร้อน? ห้องนอน? เตียงหลังใหญ่? แถมยังเก็บได้เสียงมิดอีกต่างหาก?
“อะแฮ่ม หวังเค่อ เลิกพูดเหลวไหลได้แล้ว ที่จื่อปู้ฝาน้าจะสื่อคือนาง้าชีพจรัที่สะกดอยู่ใต้เมืองชิงจิงต่างหาก ไม่ใช่เื่สัปดนอย่างที่เ้าว่ามา!” จูหงอีถลึงตาใส่หวังเค่อ
“อ๋า? ไม่ใช่หรอกหรือ?” หวังเค่อหน้าแข็งค้าง
“คิกๆๆๆ อันที่จริงข้อเสนอของหวังเค่อก็ฟังดูไม่เลวเลยเหมือนกัน!” จื่อปู้ฝานกลับหัวเราะออกมา
จูหงอีหน้าดำเป็ก้นหม้อ
[1] หมายถึงการคงอยู่หรือล่มสลายของราชสำนักแม้จะส่งผลต่อตระกูลขุนนางไม่มากก็น้อยแต่ก็ไม่ได้สั่นคลอนไปถึงรากฐาน ตระกูลขุนนางก็ยังคงเป็ตระกูลขุนนาง แต่แค่เปลี่ยนชื่อรับอภิสิทธิ์จากทางอื่นเท่านั้น
