หลี่ชิงชิงเอ่ยกับหวังเลี่ยง “เ้าทำถูกแล้ว”
เมื่อเปรียบเทียบกับพี่น้องสกุลเฝิง เพียงครู่เดียวก็มองออกได้อย่างชัดเจนว่า หวังเลี่ยงนั้นฉลาดเฉลียวมีความสามารถ เขามีพร์ในการค้าขาย
“ในตำบลนี้ไม่ได้มีบ้านเราบ้านเดียวที่ทำการค้า บ้านอื่นล้วนมิได้ลดราคา แล้วเหตุใดบ้านเราต้องลดราคาลงด้วย” หลี่หลานหลานอดเอ่ยเสียงสูงไม่ได้ “บ้านเราเพิ่งจะเริ่มทำการค้า พวกเขาก็คิดจะให้เราลดราคาแล้ว คิดว่าซาลาเปาหวานของบ้านเราเป็ของไม่มีราคา สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ฝีมือหรือ? ต่อจากนี้เ้าต้องทำตัวหน้าหนาเข้าไว้นะ”
ริมฝีปากของเฝิงต้าจู้แง้มอ้าออกเล็กน้อย ทว่าหาได้ส่งเสียงใดออกไป
คนในตำบลล้วนเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตา เป็เพื่อนบ้านบ้านใกล้เรือนเคียงกันทั้งสิ้น เฮ้อ วันนี้มีคนมากมายที่ขอให้เขาลดราคา แม้แต่คนไม่กี่คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขาก็ด้วยเช่นกัน
ยามนั้นเขารู้สึกลำบากใจยิ่งนัก และเป็ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นเอง หวังเลี่ยงก็ได้เสนอให้ไปขายในอำเภอแทนที่จะขายในตำบล
หลี่หลานหลานดึงเฝิงซานจู้ออกมาอีกด้าน ก่อนเอ่ยถามว่า “เป็ผู้ใดที่เรียกร้องให้ลดราคา?”
เฝิงซานจู้ตอบว่า “ป้าจาง ป้าหลิ่ว ป้าหลี่...”
สตรีไม่กี่คนที่ถูกเอ่ยชื่อออกมานี้ ในตอนนั้นล้วนเสียงดังและพูดมากที่สุด เพียงครู่เดียวเฝิงซานจู้จึงจดจำพวกนางได้ทั้งหมด
ยังไม่ทันที่เฝิงซานจู้จะเอ่ยจบ สีหน้าของหลี่หลานหลานก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางถลึงตาจ้องไปทางเฝิงต้าจู้ “ได้ยินเสียงหวานๆ ของสตรีก็คิดจะทำตามที่พวกนางบอกแล้ว ดูท่าทีไร้ความรับผิดชอบของเ้าสิ!”
สีหน้าของเฝิงต้าจู้เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนทันที เขารีบร้อนเอ่ยว่า “ไม่ใช่อย่างที่เ้าคิดนะ”
“จะไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดได้อย่างไร? ทั้งจางซื่อ หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อล้วนเคยขอให้เ้าช่วยหาบน้ำช่วยลับมีดทำครัวให้ เ้าก็วิ่งโร่หน้าตั้งไปทำให้พวกนาง บ้านพวกนางก็ใช่ว่าจะไม่มีบุรุษ แล้วเหตุใดถึงต้องเจาะจงเรียกเ้าด้วย?” หลี่หลานหลานเอ่ยถึงตรงนี้ โทสะก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นางไม่สนแล้วว่าหลี่ชิงชิงกับหวังเลี่ยงยังอยู่ที่นี่ และไม่คิดจะไว้หน้าเฝิงต้าจู้แล้ว
เฝิงต้าจู้เอ่ยด้วยท่าทีหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ป้าจางอายุมากกว่าข้าตั้งเท่าใด เ้าอย่าได้คิดอะไรเลอะเทอะ”
หลี่หลานหลานถามกลับ “เช่นนั้นป้าหลิ่วกับป้าหลี่เล่า?”
“หน้าตาของพวกนางเป็เช่นนั้น ยังงามสู้เส้นผมของเ้าไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว ในใจของข้ามีเพียงเ้า มิอาจรับคนอื่นเข้ามาได้อีก เ้าดูตัวเองยามนี้ก่อน อย่าได้คิดอะไรเลอะเลือนเลย” เฝิงต้าจู้เอ่ยจบ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้องมาที่เขา ใบหน้าของเขาพลันแดงก่ำ สองมือไม่รู้ว่าจะนำไปไว้ตรงไหน
ครานี้เป็หลี่หลานหลานที่ปรักปรำเฝิงต้าจู้อย่างไม่เป็ธรรมจริงๆ
บางคนมีหัวใจที่ชั่วร้าย ทว่าไร้ความกล้าที่จะลงมือ แต่เฝิงต้าจู้นั้นเป็ประเภทที่ทั้งไร้ความคิดแอบแฝงและไร้ความกล้าที่จะลงมือ ทุกวันเขาเอาแต่กังวลเกี่ยวกับการมีชีวิตให้รอด จะมีใจไปคิดถึงสตรีอื่นได้ที่ใด
ยิ่งไปกว่านั้นยามที่บิดามารดาของเขายังมีชีวิตอยู่ ล้วนรักใคร่ปรองดองกันเป็อย่างยิ่ง นั่นเป็ต้นแบบที่ดีให้แก่เขา สตรีในดวงใจของเขาจึงมีเพียงหลี่หลานหลานคนเดียวเท่านั้น
พวงแก้มของหลี่หลานหลานซับสีแดงระเรื่อเล็กน้อย นางโบกมือ เอ่ยสรุปว่า “ข้าไม่สนใจแล้วว่าพวกนางจะเป็ใคร แต่บ้านเราจะไม่ลดราคาอาหารเด็ดขาด!”
เฝิงต้าจู้เอ่ยให้คำมั่น
“พี่เขยล้วนเป็บิดาคนแล้ว ทว่ายังเอ่ยคำหวานกับพี่หญิงอยู่ เป็เช่นนี้ช่างดียิ่งนัก” หลี่ชิงชิงมองออกแล้วว่าหลี่หลานหลานมักจะหึงหวง อารมณ์ร้อน และทำตัวเป็ใหญ่ ในขณะที่เฝิงต้าจู้นั้นหน้าบาง พูดจาอ่อนหวาน มีหัวใจที่อบอุ่นชอบช่วยเหลือ
“เฮอะ บุรุษน่ะ เ้าต้องตีเขาเป็ครั้งคราว ไม่เช่นนั้นเขาจะมีใจเป็อื่น” ยามที่หลี่หลานหลานเอ่ยเช่นนี้ นางมิได้คิดที่จะหลบคำให้เฝิงต้าจู้เลย
“พี่สาวเอ่ยได้ถูกต้อง” หลี่ชิงชิงลอบหัวเราะในใจ
ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของหลี่หลานหลานกับเฝิงต้าจู้เองก็เป็อีกประเภทหนึ่งเช่นกัน ตราบใดที่พวกเขาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างดี ก็ย่อมมิใช่ธุระของคนอื่น
เฝิงต้าจู้นำเงินทั้งหมดขึ้นมาและเสนอให้ซื้อเนื้อหมู หลี่หลานหลานเองก็ทราบเช่นกันว่าเขา้าจะให้หลี่ชิงชิงได้กินอาหารดีๆ ประจวบเหมาะกับที่นางจะทำซาลาเปายัดไส้ จำเป็ต้องใช้เนื้อหมูเป็ไส้ ดังนั้นหลี่หลานหลานจึงมอบเงินจำนวนสามสิบเหรียญทองแดงอย่างใจกว้าง “หากยามที่เ้าซื้อเนื้อหมูมีหลิ่วซื่ออยู่ เ้าก็ถามนางเสียหน่อยว่าลดราคาให้ได้หรือไม่?”
หลิ่วซื่อคือภรรยาของพ่อค้าขายเนื้อในตำบล
“ข้าจะไปกับพี่ใหญ่เอง” เฝิงซานจู้ตัดสินใจว่าหากเฝิงต้าจู้ไม่กล้าเอ่ย เขาจะเป็คนเอ่ยถามหลิ่วซื่อเื่ลดราคาเนื้อหมูเอง
หลังจากนั้นไม่นาน เฝิงต้าจู้และเฝิงซานจู้ก็กลับมา
เฝิงซานจู้เอ่ยกับหลี่หลานหลานที่กำลังสับผักอยู่ในห้องครัวว่า “พี่สะใภ้ พวกเราไปซื้อเนื้อมาแล้ว หลิ่วซื่อเองก็อยู่ที่นั่นพอดี พี่ใหญ่ของข้าเอ่ยขอให้นางช่วยลดราคาให้ นางบอกว่านางพึ่งพาการขายหมูเพื่อเลี้ยงปากท้อง มิอาจลดราคาให้ถูกลงกว่านี้ได้แล้ว”
หลี่หลานหลานมิได้หันไปเยาะเย้ยเฝิงต้าจู้ แต่กลับหันไปเอ่ยกับหลี่ชิงชิงแทน “บ้านหลิ่วซื่อขายเนื้อหมู ต่อให้ซื้อเนื้อหมูถึงห้าจิน นางก็ไม่มีทางแถมแม้แต่กระดูก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขอให้ลดราคา บ้านของนางทำการค้าเช่นนี้ พอถึงเวลาที่พวกเราขายซาลาเปาหวานบ้าง นางกลับขอให้พวกเราขายในราคาที่ถูกสักหน่อย เฮอะ ไม่มีทางเสียหรอก!”
หลี่ชิงชิงเอ่ยว่า “พี่สี่ ต่อจากนี้ครอบครัวของพวกท่านต้องซื้อเนื้อหมูทุกวัน เพื่อนำมาทำซาลาเปา บ้านพวกท่านอย่าได้ซื้อหมูจากบ้านหลิ่วซื่อเลย”
หลี่หลานหลานถอนหายใจเบาๆ “ในตำบลนี้มีเพียงบ้านของหลิ่วซื่อบ้านเดียวที่ขายเนื้อหมู”
“มิใช่ว่าพี่เขยต้องไปขายซาลาเปาในเมืองหรือ เช่นนั้นก็ให้เขาซื้อเนื้อหมูจากตลาดในเมืองมาสิ ให้ท่านเลือกร้านที่แน่นอนมาหนึ่งร้าน แล้วซื้อเพียงร้านเดิมทุกวัน เช่นนี้ราคาย่อมถูกกว่าที่บ้านหลิ่วซื่อแน่นอน” หลี่ชิงชิงมองเฝิงต้าจู้ที่เดินถือเนื้อหมูเข้ามาในครัว คนผู้นี้มีรูปร่างที่สูงใหญ่นัก เขาบดบังแสง้าไปจนหมด
“ได้ ข้าเชื่อคำเ้า ในเมื่อพี่เขยของเ้าต่อรองกับคนอื่นไม่เป็ หากไม่ได้ข้าก็จะไปเอง ครั้งหน้าข้าจะไปขายซาลาเปาในเมืองกับเขา แล้วก็จะไปต่อรองราคาเนื้อหมูด้วย” หลี่หลานหลานเอ่ยพร้อมขยับมีดทำครัวหั่นขึ้นฉ่ายเป็ชิ้นเล็กๆ
เฝิงต้าจู้ล้างหมูในถังไม้ด้วยน้ำสะอาด ชายหนุ่มอดหันไปเหลือบมองแผ่นหลังของภรรยาตนเองมิได้
ยามที่พวกเขานัดดูตัวกันครั้งแรก ผู้าุโที่ติดตามไปกับเขาบอกว่า หลี่หลานหลานนั้นแข็งกร้าวมากเกินไป กลัวว่าเขาจะไม่สามารถปรามนางได้ลง
ทว่าเขากลับรู้สึกว่าตนเองซื่อตรงจนเกินไป ทั้งน้องชายและน้องสาวล้วนมีนิสัยเช่นนี้ หากเขาแต่งกับสตรีที่ว่านอนสอนง่าย ทั้งบ้านมีเพียงคนซื่อสัตย์และว่านอนสอนง่าย เช่นนั้นก็มีแต่รอให้บ้านอื่นมารังแกแล้ว
นับั้แ่พวกเขาแต่งงานกัน เขามักจะคิดเสมอว่าการเลือกหลี่หลานหลานเป็สิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง นับเป็พรที่บิดามารดาบน์ของเขามอบให้
หนึ่งชั่วยามต่อมา กลิ่นหอมพลันโชยออกจากห้องครัว ซาลาเปาไส้หมูขึ้นฉ่ายถูกนำออกจากซึ้งนึ่ง แต่ละลูกขนาดเท่าผลส้ม สีขาวบริสุทธิ์อวบอิ่ม มีสีเขียวของผักโผล่ในบางจุด หน้าตาน่ารับประทานเป็อย่างยิ่ง ทุกคนหยิบคนละลูก แต่มันร้อนจนลวกมือจึงรีบวางกลับไปในชาม หลังจากเป่าด้วยลมหายใจเฮือกใหญ่ก็ลองกัดคำเล็กๆ ซาลาเปาเนื้อบางไส้ทะลัก กัดเพียงคำเดียวก็ถึงไส้ข้างในแล้ว ความหอมของเนื้อหมูและขึ้นฉ่ายหลอมรวมเข้าด้วยกัน อร่อยจนมิอาจพรรณาออกมาเป็คำพูดได้
“ซาลาเปายัดไส้อร่อยเหลือเกิน”
“อร่อยกว่าซาลาเปาหวานอีก!”
“พี่สะใภ้ พี่ชิงชิงเอ่ยได้ถูกต้อง ซาลาเปายัดไส้อร่อยยิ่งนัก”
“ที่แท้ซาลาเปายัดไส้ก็เป็เช่นนี้ รสชาติดีจริงๆ”
เฝิงต้าจู้และพี่น้องทั้งสี่เอ่ยชมไม่หยุด แม้แต่เฝิงจินที่เพิ่งจะเริ่มพูดได้ก็ยังอุทานอยู่หลายคำ “ซาลาเปายัดไส้อร่อยยิ่ง”
“นี่คือซาลาเปายัดไส้ที่ข้าทำ” หลี่หลานหลานผลิรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า “ซาลาเปาที่พี่รองทำอร่อยเท่าของข้าหรือไม่?”
“รสชาติไม่ต่างกันมาก แต่ซาลาเปาที่พี่รองทำสวยกว่าของท่าน” หลี่ชิงชิงชี้ซาลาเปาที่ไส้ทะลักเสียในกระด้ง “คราวหลังอย่าใส่ไส้เยอะขนาดนั้นเ้าค่ะ”
ขึ้นฉ่ายที่ใช้ทำไส้ซาลาเปาครั้งนี้เป็ขึ้นฉ่ายใหญ่ หากเป็ผักชีใบเลื่อยจะยิ่งอร่อยกว่านี้
หลี่หลานหลานพยายามอธิบายว่า “นี่มิใช่เพราะตั้งใจทำให้คนในครอบครัวทานหรอกหรือ ข้าถึงได้ใส่ไส้เยอะ หากนำออกไปขายข้างนอก ข้าคงไม่ยัดไส้มากขนาดนี้”
หวังเลี่ยงก้มศีรษะลงกินซาลาเปายัดไส้ ในใจคิดว่าซาลาเปาถือเป็อาหารจำพวกแป้งอย่างหนึ่ง หากไม่มีคนสอนวิธีการทำย่อมทำไม่เป็ หากครอบครัวของเขาสามารถขายซาลาเปาได้ก็คงจะดีไม่น้อย
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาทำงานขายซาลาเปาหวานกับครอบครัวสกุลเฝิง และพบว่าเงินที่ได้จากการใช้แรงงาน ยังไม่สู้ผลกำไรจากการขายอาหารเลยด้วยซ้ำ
