ซูเฉียวเยว่ยังมีนิสัยเด็กมากจริงๆ คนที่มามุงสังเกตอยู่รอบด้านต่างเห็นว่านางทำตัวน่ารำคาญเช่นนี้ จะไม่ถูกอวี้อ๋องทุบตีเอาหรือ?
แต่เฉียวเยว่ไม่สนใจ นางขึ้นรถม้าไปเรียบร้อย หัวเราะคิกคักดึงม่านลง แล้วรื้อตู้เล็กหาเริ่มหาของกิน คนผู้นี้มักเคยชินกับการพกพาขนมติดรถมาด้วย เฉียวเยว่รู้
"เ้าไม่เห็นข้าเป็คนอื่นไกลใช่หรือไม่ ถึงขึ้นรถม้าข้ามาเช่นนี้" หรงจ้านถาม
น้ำเสียงไม่มีสูงต่ำ แต่เฉียวเยว่กลับไม่นำพา "โธ่ พวกเราก็เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็กนี่นา"
หรงจ้านหัวเราะหึๆ "ข้าเห็นเ้าเติบโต ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกัน เ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ?"
เฉียวเยว่บิขนมมากินจนแก้มป่อง แต่ยังโต้เถียง "คำพูดนี้ไม่เหมือนกันตรงไหน"
หรงจ้านกลับรู้สึกว่าไม่เหมือนกันเลยสักนิด เขานั่งพิงเบาะนุ่มด้านหลัง แล้วถามว่า "มีคนรังแกเ้าหรือ?"
อยู่ๆ เขาก็ถามอย่างไม่ปี่มีขลุ่ย เฉียวเยว่ก็ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก "ไม่มีปัญหา ข้าเอาอยู่ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใด อีกอย่างนางเองก็ได้รับบทเรียนไปแล้ว"
หรงจ้านมองเฉียวเยว่อย่างพินิจทั้งตั้งหัวจรดเท้า แล้วค่อยๆ พูด "ข้ารู้สึกว่าความคิดของเ้ามีปัญหา ได้รับบทเรียนแล้วก็แล้วกันไปหรือ เหอะๆๆ"
รอยยิ้มราวกับว่าเดี๋ยวจะออกไปกำจัดคนผู้นั้นให้สิ้นซาก เฉียวเยว่พลันติดคอสำลักอย่างหนัก
เห็นนางไอจนหน้าแดงท่าทางน่าสงสาร หรงจ้านก็ช่วยลูบหลังหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา "คายออกมา"
เฉียวเยว่ไม่ยอม ส่ายหน้าอย่างกล้ำกลืน แต่ก็ยังไม่หยุดไอแค่กๆๆ
หรงจ้านทนมองไม่ได้ ยื่นมือไปหยิกใบหน้าดวงน้อย แล้วดึงเข้าหาตนเอง "คายออกมา"
เขาออกแรงหนักขึ้นเล็กน้อย เฉียวเยว่จึงจำต้องสำรอกออกมาใส่ผ้าเช็ดหน้า ดวงหน้าเล็กแดงก่ำ หรงจ้านตบๆ หลังให้นาง แล้วส่งน้ำให้ดื่ม เมื่อเห็นนางอาการดีขึ้นแล้ว ก็โยนผ้าเช็ดหน้าใส่ลงไปในถังขยะใบเล็กในรถม้า
หรงจ้านนิ่งไปสักพักก่อนถามว่า "ดีขึ้นหรือยัง?"
เฉียวเยว่พยักหน้า หางตายังมีน้ำตาค้างเติ่ง พูดกระเง้ากระงอดอย่างรู้สึกไม่เป็ธรรม "ท่านทำข้าใ"
หรงจ้านรู้สึกว่าแม่หนูน้อยคนนี้ช่างโยนความผิดของคนอื่นเก่งนัก แต่เห็นนางยังเล็กจึงไม่ถือสามากมาย
"ให้เ้าคายออกมา เหตุใดจึงไม่คาย? สำลักขนาดนี้ ขนมแค่คำเดียวจะเสียดายอะไรนักหนา"
เฉียวเยว่รู้สึกว่าคำพูดนี้ขัดหูอย่างยิ่ง นางโต้กลับไปทันควัน "ท่านรักความสะอาดมากมิใช่หรือ ข้ากลัวว่าหากสำรอกออกมาท่านเห็นจะยิ่งสะอิดสะเอียนจนอาเจียนตามมาอีกคน นี่ต่างหากที่ยอมไม่ได้ แต่ดูท่านสิ สุนัขกัดหลี่ว์ต้งปิน [1] ชัดๆ ไม่เห็นความหวังดีของผู้อื่น ข้ามองคนผิดไปจริงๆ"
นางช่างเป็มือดีด้านร้องเพลงแต่งทำนองโดยแท้
หรงจ้านนวดจุดไท่หยางของตนเองเบาๆ พลางถอนหายใจ "การแสดงของเ้าไม่เกินจริงไปหน่อยหรือ?"
เฉียวเยว่ส่ายหน้า "เป็ไปไม่ได้ เพราะข้าเป็คนใส่ใจมาก"
หรงจ้านเห็นทางทำท่ากระเง้ากระงอดน่าเอ็นดู ก็อดใจไม่ไหวยื่นมือไปหยิกแก้มของนาง
"ถึงแม้ว่าเ้าจะผอมลง แต่ดวงหน้าก็ยังกลมมีเนื้ออยู่เหมือนเดิม"
เฉียวเยว่กลอกตา พยายามขยับตัวยื่นไปด้านหน้า แล้วพูดอย่างหงุดหงิด "ท่านช่วยเบิกตามองแล้วเพ่งพิศอย่างละเอียด ดูให้ชัดเจน ท่านคิดว่าข้าอ้วน มิใช่โฉมงามล่มเมืองที่สดใสน่ารักกระนั้นหรือ?"
หรงจ้านได้กลิ่นหอมอ่อนจางสายนั้นอีกครา และครานี้ััได้ชัดเจนว่ามาจากกายของสาวน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นแทบจะมองเห็นแพขนตายาวของนาง ชั่วขณะนั้นหรงจ้านรู้สึกว่าตนเองปากคอแห้ง ขนตายาวงามงอน ดวงตาเจิดจรัส ริมฝีปากน้อยสีชมพูที่ยู่น้อยๆ ขับเสริมให้คนดูมีเสน่ห์เย้ายวน นางมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง แต่ความจริงจังของนางทำให้เขารู้สึกว่านางสมกับชื่อของตนเองจริงๆ เป็แม่นางน้อยน่ารักที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมเลี้ยงดู
"เฉียวเยว่"
"ท่านพูดมา ข้างดงามเจิดจรัสสะกดสายตาผู้คนใช่หรือไม่?"
เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองควรปรับทัศนคติเื่ความงามของคนผู้นี้ให้ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่จำเป็
สายตาของหรงจ้านมองลงต่ำโดยไม่ตั้งใจ เห็นลำคอขาวกระจ่างของนาง ก็ค่อยๆ พูด "เ้าอยู่สำนักศึกษาทั้งวัน เนื้อตัวมีแต่กลิ่นเหงื่อ เข้ามาใกล้ข้าเช่นนี้ เ้าคิดว่าข้าจะอยู่ในอารมณ์แบบไหน?
เฉียวเยว่กอดอกวางท่าราวกับท่านประธานจอมอหังการ แล้วทำสีหน้าจริงจัง "ท่านต้องชมข้าก่อน มิเช่นนั้นข้าจะปล่อยขี้เถ้าตามตัวใส่ท่านเลย ท่านน่าจะรู้ ทุกวันข้าต้องไปกวาดลานสวนแต่เช้า ไม่รู้ว่าตัวมีคราบฝุ่นละอองติดมาเท่าไร ฮิฮิ ฮ่าๆๆ"
เขาเห็นการข่มขู่มามาก แต่ไม่เคยเห็นใครขู่คนกันแบบนี้ หรงจ้านใช้หนึ่งนิ้วดันเฉียวเยว่กลับไปนั่งด้านข้าง นางทำปากยื่น "ท่านนี่แรงเยอะชะมัดเลย"
"อาจารย์กู้ลงโทษเ้า?" หรงจ้านทำสีหน้าบึ้งตึง
น้ำเสียงฟังดูไม่ดีนัก เฉียวเยว่รีบตอบทันควัน "ข้ารู้สึกว่าสมควรแล้ว เพราะข้าลงมือก่อน อีกอย่างนี่ก็เป็การออกกำลังกายไปในตัว ดีจะตาย บิดาข้าก็รับทราบ...แล้ว"
หรงจ้านหาได้ไม่ยอมรับเื่นี้ เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร การที่นางมีกิจกรรมทำมากขึ้นก็เป็ผลดีต่อตัวนางอย่างแท้จริง เพียงแต่การที่นางตระหนักได้ด้วยตนเองคือสิ่งที่ยากยิ่ง เป็เด็กอายุน้อยแท้ๆ แต่เข้าใจเหตุผล เขามองไปที่ต่างหูไข่มุกที่สั่นไปมาตลอดเวลาบนติ่งหูของนาง ก็รู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ยิ่งมองก็ยิ่งน่ารัก
แม้ว่าไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่ในใจก็ยอมรับว่านางเป็เด็กน่ารักมากจริงๆ
"ข้าย่อมไม่ตำหนิอาจารย์กู้อยู่แล้ว เดิมทีเ้าก็สมควรถูกลงโทษ"
หรงจ้านเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก็เอ่ยอีกว่า "เหมือนเช่นที่เ้าพูด คนที่สมควรถูกลงโทษก็ต้องรับโทษ"
เฉียวเยว่รีบพยักหน้าคล้อยตาม
"แต่ว่ายังมีอีกคนที่ยังไม่ได้รับการลงโทษ นึกว่าลอบวางแผนเล่นงานคนอยู่เื้ัก็ใช้ได้?" หรงจ้านเอ่ยอย่างช้าๆ "คนเช่นข้าไม่เคยไว้หน้าคนไร้ยางอายจำพวกนี้"
เครื่องหมายคำถามปรากฏบนดวงหน้าของเฉียวเยว่ ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขา
แต่นางก็ยังยืนกรานคำเดิมอยู่ "แม้ไม่ทราบว่าพี่จ้านจะทำอันใด แต่ข้าหวังว่าท่านจะไม่ผลีผลามทำอะไรส่งเดช โดยเฉพาะ... โดยเฉพาะการเห็นชีวิตคนเป็ผักปลา กำจัดคนให้สิ้นซากเพียงเพราะเื่แบบนี้ อย่าได้ทำเป็อันขาด ท่านเข้าใจหรือไม่"
หรงจ้าขมวดคิ้ว "เ้าพูดบ้าอันใด"
หลังจากนั้นก็มองนางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วเอ่ยเสียงเบา "ทำไม... เ้าคิดว่าข้าจะไปสังหารใครหืม? เฉียวเยว่ไปได้ยินอะไรมา?"
เขาทำท่าทางประหลาดให้ดูเยียบเย็นน่ากลัวชอบกล
แต่เฉียวเยว่กลับไม่รู้สึกอะไร นางหัวเราะคิกคักออกมา "ปัดโธ่ จะแสดงบทตัวร้ายทั้งทีช่วยใส่ใจหน่อยมิได้หรือ ไม่เห็นจะเหมือนสักนิดเลย ยังมาว่าข้าแสดงละครไม่ได้เื่ ตนเองก็เหมือนกันนั่นแหละ"
หลังจากนั้นก็หัวเราะอีก แต่หลังจากหัวเราะจนพอใจแล้ว นางก็ทำท่าจริงจังขึ้นมา "ไม่ว่าผู้อื่นจะว่าอย่างไร ข้าก็เชื่อมั่นในสายตาของตนเอง พี่จ้านเป็คนที่ดีมากคนหนึ่ง"
นางตบๆ ไหล่ของหรงจ้านอย่างแรง "พ่อหนุ่ม ในสายตาข้า เ้าเป็คนที่แสนประเสริฐเชียวนะ"
หรงจ้านส่งนางกลับด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าตอนเย็นเขาคุยอะไรกับซูซานหลาง เฉียวเยว่อยากไปถาม แต่ถูกบิดาตำหนิ บุตรสาวของพวกเขาช่างสอดรู้สอดเห็นเสียเหลือเกิน รู้อะไรมากเกินไปแล้ว
เฉียวเยว่แอบน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่นางก็สามารถปล่อยวางเื่นี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางได้ยินว่าโจวไท่ไท่มาอีกแล้ว
โจวไท่ไท่ มารดาของโจวเนี่ยน
พอได้ยินเสียงของหลันหมัวมัว เฉียวเยว่ก็หลบอยู่ข้างกำแพงเงียบๆ หากอยากรู้ก็ต้องแอบฟัง
นางได้ยินหลันหมัวมัวคุยกับไท่ไท่สาม "บ้านของพวกเขาช่างหน้าไม่อายจริงๆ คราก่อนคุณชายของพวกเขาชักสีหน้าใส่บ้านของเรา ครานี้ยังกล้ามาเยือนอีก คิดว่าใต้หล้านี้มีเขาเป็บุรุษเพียงคนเดียวหรือไร?"
เฉียวเยว่พยักหน้า ถูกต้อง ถูกต้อง
"คะเนว่าตระกูลของพวกเขามีความประสงค์จะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวเรา" ไท่ไท่สามตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพียงแต่ถ้อยคำกลับไม่ดีนัก
เฉียวเยว่ขบคิดครู่หนึ่ง ท่าทางมารดาของนางจะไม่ชอบคนผู้นั้น
"ก่อนหน้านี้พวกเขาหมายตาคุณหนูห้าของพวกเรา ยังเคยลอบดูตัวมาแล้ว แต่ไม่คิดบ้างว่า พวกเราจะมองพวกเขาหรือไม่ คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ยังเอาคุณหนูของเราไปพูดข้างนอกว่าเ็าไม่สนใจใคร นี่คือสิ่งที่พวกเขาสมควรเอาไปพูดหรือ หากมิใช่เพราะนายท่านสามใจดี คงได้ตบปากนางไปฉาดใหญ่แล้ว" หลันหมัวมัวเอ่ยถึงเื่นี้ ก็เดือดดาลมาก "โจวชิงอวิ๋นของพวกเขามีอะไรดี เป็แค่บุรุษธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่นับว่าเป็ผู้มีความสามารถอันใด วิชาความรู้ก็ไม่โดดเด่น คุณหนูห้าของพวกเรากำลังจะได้เป็ชายารัชทายาท หึๆ คาง... คก... อย่างพวกเขาอย่าริอ่านเพ้อฝัน?
หลันหมัวมัวยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ขึ้น เสียงก็ดังขึ้นสองส่วน
"เอาล่ะ อย่าพูดอีกเลย หากมีใครมาได้ยินแล้วเอาไปปล่อยข่าวลือจะไม่ดี" ไท่ไท่สามท้วงติง
หลันหมัวมัวรีบตอบ "ไท่ไท่โปรดวางใจ"
พูดมาถึงตรงนี้ เฉียวเยว่ก็รู้สึกนับถือ แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าหลันหมัวมัวชอบพูดเรื่อยเปื่อย แต่นางเอาใจใส่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรือนสาม จะไม่เอาไปพูดมากข้างนอก แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยให้คนนอกรู้เื่ราวภายใน
แต่ถึงจะเป็เช่นนี้ ทุกคนก็ยังรู้สึกว่านางเป็คนชอบสอดรู้สอดเห็น ต้องบอกว่านี่เป็ความสามารถอย่างหนึ่ง
"ไท่ไท่รองไม่ได้เื่จริงๆ คุณชายบ้านนั้นดูก็รู้ว่าไม่ถูกใจคุณหนูสาม แม้แต่คุณหนูสามยังรู้ แต่นางกลับรีบเสนอหน้าเข้าหา ไม่รู้ว่าอยากเป็ตัวตลกให้คนอื่นขบขันอีกหรือไร ข้าล่ะยอมใจนางจริงๆ สตรีเช่นนี้ไม่รู้ไปทำท่าไหนถึงแต่งให้นายท่านรองได้ นายท่านรองตอนนั้นก็ไม่มีสมองเอาเสียเลย"
หลันหมัวมัวถอนหายใจ
"เ้าพูดเช่นนี้... เหมือนเฉียวเยว่เข้าไปทุกที" ไท่ไท่สามเอ่ย
หลันหมัวมัวยิ้มเก้อเขิน นางมักคุยเื่ซุบซิบกับคุณหนูเจ็ด ดูเหมือนจะติดนิสัยความเคยชินของนางมาเสียแล้ว
"คุณหนูเจ็ดของพวกเราเป็ขวัญใจของคนมากมาย บ่าวรับอิทธิพลของนางมาก็สมควรแล้วเ้าค่ะ"
พอเอ่ยถึงเื่นี้ ไท่ไท่สามก็ยิ้มพลางส่ายหน้า "หมัวมัว อย่าพูดอีกเลย"
"เ้าค่ะ"
เฉียวเยว่เห็นพวกนางไม่คุยกันแล้ว ก็เตรียมจะขยับตัวเข้าไปในห้อง แต่ยังไม่ทันจะเคลื่อนไหวก็เห็นหลันหมัวมัวมายืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว
"เอ๋? แหะๆ หมัวมัว"
หลันหมัวมัวเองก็ทำท่าใ ดุนางไปหนึ่งประโยค "คุณหนูเจ็ด ความเคยชินอย่างนี้ของท่านช่าง... จริงๆ เลย..." นางไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็ภาษาพูดอย่างไร
หลังจากนั้นก็พูดว่า "ไม่มีผู้ใดรู้จักบุตรของตนเองดีไปกว่ามารดาจริงๆ ไท่ไท่บอกว่าที่หน้าต่างดูเหมือนจะมีคนอยู่ บ่าวยังว่าไท่ไท่สามคิดมากไปเอง ไม่นึกว่าคุณหนูจะแอบฟังอยู่จริงๆ"
พอถูกคนจับได้ว่าแอบฟัง เฉียวเยว่ก็เอานิ้วชนกันอย่างเก้อเขิน หลังจากนั้นก็หัวเราะราวกับกระต่ายขาวน้อยไร้พิษภัย "หมัวมัวก็ทำเป็ไม่เห็นข้าซี"
ไท่ไท่สามเปิดหน้าต่างออกมา "เช่นนั้นข้าต้องทำเป็ไม่เห็นเ้าเหมือนกันหรือไม่?"
เฉียวเยว่ปิดหน้า รู้สึกว่าตนเองจบเห่แล้ว แต่แล้วก็รีบวางมือลงทันควัน พูดจาอย่างน่ารัก "ท่านแม่บังเอิญว่าข้าเห็นใต้หน้าต่างมีดอกไม้ดอกหนึ่ง ช่างเหมาะสมกับท่านยิ่งนัก"
หลังจากนั้นก็เด็ดส่งให้ไท่ไท่สาม "ดอกไม้สดสวยมอบให้สาวงาม"
ไท่ไท่สามขำพรืดออกมา
"เ้าเด็กกะล่อนเอ๊ย"
...
[1] สุนัขกัดหลี่ว์ต้งปิน เป็คำด่าหมายถึงไม่รู้จักดีชั่ว ไม่รู้ถึงความหวังดีของผู้อื่น หลี่ว์ต้งปินเป็หนึ่งในแปดเซียน สุนัขเห็นคนทำความดีก็ยังจะกัด จึงเป็ที่มาของคำด่าว่า สุนัขกัดหลี่ว์ต้นปิน
