เป็จริงดังคาด แม้เฉินเกอจะมีนิสัยดื้อรั้น แต่ก็ยังทราบความจริงในเื่นี้ดี เห็นหนิงมู่ฉือเดินไปกับจ้าวซีเหอ ในใจรู้สึกไม่วางใจจึงค่อยๆ เดินตามไป
จ้าวซีเหอพาหนิงมู่ฉือมานั่งยังหินก้อนหนึ่ง ขณะที่รอเฉินเกอเขารู้สึกหิวขึ้นมา จึงหันไปมองหนิงมู่ฉืออยู่บ่อยครั้ง
หนิงมู่ฉือมองจ้าวซีเหอพร้อมกับเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “จ้าวซีเหอ ท่านมองข้าบ่อยๆ ด้วยเหตุใด”
จ้าวซีเหอยิ้มแหย ก่อนจะยื่นมือไปขยี้ศีรษะหนิงมู่ฉือจนยุ่งเหยิง “ฉือเอ๋อร์ ข้าหิวแล้ว ทำอย่างไรดี”
หนิงมู่ฉือควักดูในห่อผ้าสัมภาระ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวแข็งๆ ออกมายื่นให้จ้าวซีเหอ “ตอนนี้ข้ามีแต่สิ่งนี้เท่านั้น ท่านรีบทานเถอะ”
จ้าวซีเหอมีสีหน้าทะมึนไปในทันที “หนิงมู่ฉือ เ้าคิดว่าฟันข้าแข็งแรงนักหรือไร ถึงให้ข้าทานหมั่นโถวแข็งๆ นี้”
จ้าวซีเหอลุกขึ้นยืนอย่างไม่สบอารมณ์ มองไปรอบๆ หากก็พบแต่ต้นหญ้า จึงยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ “ที่นี่มันที่ใดกัน เหตุใดถึงไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย!”
ทันทีที่เอ่ยจบ เขาเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในพุ่มหญ้า เขารีบหุบปากฉับ ค่อยๆ เดินไปทางพุ่มหญ้าพุ่มนั้นอย่างแ่เบา แววตาเปล่งเป็ประกาย ใบหน้าระมัดระวังสุดขีด
เขาเพ่งมองไปที่พุ่มหญ้าพุ่มนั้น ก่อนจะเจอกับสิ่งมีชีวิตที่มีหลากสีสันสวยสดงดงาม ที่แท้มันคือไก่ป่านั้นเอง
เขารู้สึกดีใจยิ่งนัก ทำมือบอกให้หนิงมู่ฉืออย่าส่งเสียงดัง ขณะที่อีกมือค่อยๆ ยื่นไปจับตัวไก่ป่าตัวนั้น แต่ก็จับได้แค่ปลายขน
“ฉือเอ๋อร์ รีบขวางมันเอาไว้!” ด้วยความร้อนใจอยากจะจับเ้าไก่ป่าให้ได้ เขาะโบอกหนิงมู่ฉือ
หนิงมู่ฉือเห็นสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งมีหลากสีสันกำลังเดินตรงมาทางนาง นางค่อยๆ ย่องเข้าไปหาไก่ป่าตัวนั้น เมื่อเข้าไปใกล้มากแล้ว นางยื่นมือไปจะจับไก่ป่าตัวนั้น แต่สุดท้ายนางก็จับเอาไว้ไม่ได้
จ้าวซีเหอเห็นเช่นนั้นหัวเราะออกมายกใหญ่ “ฉือเอ๋อร์ นี่หรือคือวิธีการจับไก่ป่าของเ้า”
ขณะที่จ้าวซีเหอกำลังหัวเราะหนิงมู่ฉืออยู่นั้น หนิงมู่ฉือยื่นมือไปจับไก่ป่าเอาไว้ได้ในที่สุด
จ้าวซีเหอตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เ้าจับมันได้อย่างไร เมื่อครู่ข้ายังจับมันไม่ได้เลย”
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าได้ใจ เ้าไก่ที่อยู่ในมือนางกระพือปีกไม่หยุด ทั้งยังร้องโหยหวนอย่างน่าสงสาร
“เมื่อครู่ข้าก็นึกว่าข้าคงจะจับมันไม่ได้เสียแล้ว ไม่คิดว่าเพื่อหลบข้า มันจะย่อตัวลง ข้าจึงฉวยโอกาสนี้จับมันเอาไว้”
จ้าวซีเหอจับไก่ป่ามาถือไว้อย่างโกรธแค้น ก่อนจะดึงขนหางมันเพื่อเป็การเอาคืน “ใครใช้ให้เ้าวิ่งหนีข้า!”
เ้าไก่ป่ายังคงร้องโหยหวน หนิงมู่ฉือหยิบมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะปาดคอมัน เืไหลออกมาจากคอไก่ป่า มันดิ้นอยู่ไม่กี่ทีก็แน่นิ่งไป
จ้าวซีเหอเก็บกิ่งไม้มาทำเป็ฟืน เมื่อนำวางกองรวมกันเรียบร้อย เขาก็จุดไฟ ทว่าจุดอยู่นานก็ไม่ติดสักที มีแต่ควันไฟ จากตอนแรกที่มีควันไฟเกิดขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้กลับกลายเป็มีควันไฟเกิดขึ้นมากมายจนเข้าตาเขา ทำให้เขาต้องหลับตาปี๋
“กิ่งไม้มันชื้น จุดไฟไม่ได้เลย” จ้าวซีเหอถูกควันไฟเข้าตาจนตาแดงก่ำไปหมด เขาเอามือปิดจมูก สีหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา
“กิ่งไม้จะชื้นได้อย่างไร ที่นี่แห้งแล้งจะตาย” หนิงมู่ฉือเอ่ยอย่างสงสัย ก่อนจะเดินไปเก็บกิ่งไม้จากอีกด้านมาจุดไฟ ซึ่งก็ไม่ง่ายเลยกว่าจะจุดไฟติด
“ท่านต้มน้ำเถิด ข้าจะได้ถอนขนไก่ได้ง่ายขึ้น” หนิงมู่ฉือถอนขนไก่ ทว่าขนไก่ถอนได้ยากเหลือเกิน นางจึงต้องคิดวิธีนี้ออกมา
จ้าวซีเหอต้มน้ำ ขณะที่สายตาคอยเหลือบไปทางหนิงมู่ฉืออยู่บ่อยครั้ง เงาจากเปลวไฟตกกระทบบนตัวหนิงมู่ฉือ ทำให้นางยิ่งดูงดงามจับตา ยิ่งเขาเห็นนางก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบ ริมฝีปากอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็รอยยิ้ม
เฉินเกอนั่งอยู่คนเดียวบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี จะเข้าไปช่วยทั้งคู่ดีหรือไม่ ในใจเขารู้สึกสับสนเหลือเกิน เขาลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้ เห็นทั้งคู่กำลังจัดการไก่ป่าอย่างมีความสุข ในใจเขาพลันโดดเดี่ยวและหนาวสะท้าน
ตอนที่หนิงมู่ฉืออยู่กับเขา นางไม่เคยมีรอยยิ้มเช่นนี้เลย เขายิ้มขมขื่นพร้อมกับส่ายหน้า
หนิงมู่ฉือวางไก่ป่าลงในน้ำร้อน ด้วยความร้อนของน้ำไม่นานขนไก่ก็หลุดออกจนหมด ตอนนี้ไก่ป่าเหลือแต่ตัวเกลี้ยงเกลา
นางหยิบไก่ขึ้นมาควักเครื่องในออก ตัดขาไก่ทั้งสี่ข้างแล้วยัดไว้ในท้อง ก่อนจะหมักด้วยเครื่องปรุงรสลับของนางที่นางใช้เวลาทำอยู่เนิ่นนาน
ขณะที่นางกำลังหนักใจว่าเครื่องปรุงไม่พออยู่นั้น สายตานางเหลือบไปเห็นว่าท่ามกลางพุ่มไม้มีต้นหอมและใบของฮวาเจียวอยู่ นางจึงเดินไปเด็ดมันแล้วนำมายัดใส่ในท้องของไก่ป่า
“จ้าวซีเหอ ท่านช่วยข้าหาใบไม้ใบใหญ่ๆ หน่อยได้หรือไม่” นางยิ้มหวาน ครั้นเห็นจ้าวซีเหอเอาแต่จ้องไก่ในมือนางไม่วางตา นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ใบไม้ใบใหญ่ๆ สถานที่แบบนี้จะไปหาใบไม้ใบใหญ่ๆ มาจากที่ใด” จ้าวซีเหอเอ่ย เื่นี้เป็เื่ยากสำหรับเขา เขาไม่รู้เลยว่าจะไปหาใบไม้ใบใหญ่จากในสถานที่แบบนี้จากที่ใด เขาเดินหาอยู่นาน แต่ก็ไม่เจอเลยสักใบ จึงต้องเดินกลับไปอย่างผิดหวัง
ทว่าเมื่อเขาเดินกลับมาก็พบว่า ในมือหนิงมู่ฉือถือใบไม้ใบใหญ่รูปสามเหลี่ยมเอาไว้ เขาเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ฉือเอ๋อร์ เ้าไปหาใบไม้ใบนี้มาจากที่ใด”
หนิงมู่ฉือแค่นเสียงฮึขึ้นจมูกด้วยสีหน้าถือดี เอ่ยอย่างได้ใจเล็กน้อย “ข้าเห็นท่านไปตั้งนานยังไม่กลับมา คิดขึ้นมาได้ว่าทางที่เราเดินผ่านมามีต้นไม้ซึ่งมีใบไม้ใบใหญ่อยู่จึงเดินไปเก็บมา วันนี้พวกเราจะทานไก่อบดินโคลนกัน”
เพียงได้ยินชื่อน้ำลายจ้าวซีเหอก็ไหล หนิงมู่ฉือใช้ใบไม้ใบใหญ่พันไก่เอาไว้หลายชั้น ก่อนจะขุดดินเป็รู เอาน้ำราดลงไปเล็กน้อยจนกลายเป็โคลน ที่ทำให้จ้าวซีเหอต้องใยิ่งกว่าเดิมคือ หนิงมู่ฉือเอาดินโคลนเหล่านี้โปะทับลงบนใบไม้ที่ห่อไก่ป่าเอาไว้
“ฉือเอ๋อร์ เหตุใดวิธีการทำอาหารของเ้าวิธีนี้มันถึงได้ดูประหลาดจริง” จ้าวซีเหอถามพร้อมกับทำหน้าเสียดาย
หนิงมู่ฉือแค่นเสียงฮึคราหนึ่ง ก่อนจะนำไก่ป่าไปย่างกับไฟ “ความจริงอยู่ในป่าเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ยังมีอาหารเลิศรสอีกหลายอย่างรอให้เราค้นพบ”
จ้าวซีเหอจ้องมองใบหน้างดงามของหนิงมู่ฉือนิ่ง แววตาดอกท้อของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน “ใช่ ดีมาก มีเ้าอยู่ดีมากจริงๆ”
ใบหน้าหนิงมู่ฉือร้อนผ่าว ด้วยกลัวว่าจ้าวซีเหอจะเห็นว่าตัวเองหน้าแดงจึงรีบก้มหน้าลง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ท้องของจ้าวซีเหอส่งเสียงร้องโครกครากออกมา กลิ่นหอมของไก่ป่าที่ถูกย่างค่อยๆ ทะลุผ่านชั้นดินโคลนออกมา ทว่าหนิงมู่ฉือก็ยังไม่นำเ้าไก่ป่าตัวนี้ขึ้นมาจากไฟเสียที จ้าวซีเหออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างสงสัย “ฉือเอ๋อร์ ไก่ตัวนี้…มันยังไม่สุกอีกหรือ”
