บทที่ 2
ครัวมิติ
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็อะไรใช่ไหม” เอ้อหยาเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
ซ่งหยวนเฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย “ข้าไม่เป็ไร”
เขาคิดว่าตัวเองยิ้มได้ดูเป็มิตรมากแล้ว
หารู้ไม่ว่าในสายตาของเอ้อหยา ใบหน้าอันหมดจดงดงามนั้นกลับดูอำมหิตขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยดูเหมือนการยิ้มแยกเขี้ยวเสียมากกว่า
เมื่อนึกถึงท่าทางดุร้ายในวันวานของซ่งต้าซู่ เอ้อหยาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
ซ่งหยวนไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางหวาดกลัวของเอ้อหยา
พอตั้งสติได้ เขาก็พบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่บนพื้น ยามนี้เป็่ต้นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศยังหนาวเหน็บ พื้นดินเย็นเฉียบ มิน่าเล่าเขาถึงรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง
เขาลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับยื่นมือไปทางเอ้อหลิน “รีบมาพยุงข้าขึ้นหน่อย”
เอ้อหลินรีบยื่นมือมาดึงเขาขึ้นทันที
พอลุกขึ้นยืนาแก็ถูกดึงรั้ง ซ่งหยวนรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกฉีกกระชากที่ท้ายทอย
เขายกมือขึ้นแตะท้ายทอย แล้วก็ต้องแยกเขี้ยวด้วยความเ็ปทันที “ซี้ด!”
พอเลื่อนสายตาลงมอง ก็เห็นว่ามือชุ่มไปด้วยเื สีหน้าของซ่งหยวนแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกในพริบตา
“ไม่ถูกแล้ว ข้าเป็อะไรแน่ รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า”
เอ้อหยากำชายเสื้อพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พี่ใหญ่ พวกเราไม่มีเงินจ้างหมอหรอก”
ได้ยินดังนั้น ซ่งหยวนก็ชะงักไป เขาเอื้อมมือไปคลำตามตัว ผลปรากฏว่าคลำเจอเพียงเงินอีแปะไม่กี่เหรียญ
“เงินเท่านี้พอไหม”
“พอแล้ว” เอ้อหลินรับเงินอีแปะไป
เขาบอกกับเอ้อหยาว่า “เ้าดูแลพี่ใหญ่อยู่ที่บ้านนะ ข้าจะไปตามหมอ หากมีเื่อะไรก็ไปขอความช่วยเหลือจากท่านป้าหนิว”
พูดจบเขาก็เดินออกไปนอกลานบ้าน แล้วก็เห็นลานบ้านฝั่งตรงข้าม มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังชะเง้อคอมองมาทางนี้
เมื่อเห็นเอ้อหลินเดินออกมา หญิงคนนั้นก็ะโโหวกเหวก “เอ้อหลิน เ้าจะไปไหนน่ะ”
“ท่านป้าหนิว ข้าจะไปตามหมอมาให้พี่ใหญ่ขอรับ” เอ้อหลินตอบ
สีหน้าของป้านัวเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะเริ่มด่าทอเสียงดัง “ไอ้คนสารเลวเอ๊ย ก่อกรรมทำเข็ญอีกแล้วล่ะสิ”
“เ้าจะไปตามหมอมาให้มันทำไมอีก ปล่อยให้์ลงทัณฑ์ไอ้ลูกอกตัญญูหมาไม่รับประทานนั่นไปเลยเสียดีกว่า!”
ท่านป้าด่าทอเสียงดังลั่นข้ามประตูมา ซ่งหยวนจะแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินก็ไม่ได้
เขาเอามืออุดหูเหมือนคนขโมยกระดิ่งแล้วปิดหูตัวเอง* พลางค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าห้อง “ข้าเข้าห้องไปนอนพักก่อนนะ”
ใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้ ที่เขาด่าน่ะคือเ้าของร่างเดิม ไม่ใช่เขาเสียหน่อย
เมื่อเข้าห้องมาก็พบว่าข้างในว่างเปล่าเช่นกัน แม้แต่โต๊ะเก้าอี้สำหรับกินข้าวก็ไม่มีสักตัว
มีเพียงเตียงที่ต่อขึ้นจากแผ่นไม้สองแผ่น บนนั้นปูด้วยหญ้าแห้ง มีผ้าปูเตียงเก่าๆ สีซีดจนเกือบขาว กับผ้าห่มบางๆ ที่ยัดไส้ด้วยปุยดอกหลิว ช่างยากจนข้นแค้นน่าเวทนานัก
ซ่งหยวนนั่งลงไป แผ่นเตียงก็ส่งเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” ราวกับจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เขานอนหมอบลงบนเตียงอย่างช้าๆ จ้องมองพื้นพลางเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
เอ้อหยายกชามดินเผาใบใหญ่เข้ามา “พี่ใหญ่ ดื่มน้ำเ้าค่ะ”
ซ่งหยวนรับชามมา เห็นว่าขอบชามยังมีรอยบิ่น น้ำก็ดูขุ่นมัวเล็กน้อย
ตอนนี้คอของเขาแห้งผากจนแทบจะมีควันพุ่งออกมาอยู่แล้ว แต่เมื่อมองเห็นน้ำที่ดูไม่สะอาด เขาก็กลืนไม่ลงจริงๆ
“ขอบใจนะ” ซ่งหยวนถือชามพลางเอ่ย
ใบหน้าเล็กๆ ของเอ้อหยาเต็มไปด้วยความตกตะลึง พี่ใหญ่ถึงกับรู้จักขอบคุณคนอื่นเป็ด้วยหรือ
หรือว่าจะคิดแผนร้ายอะไรอีก
ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางไม่รอรับชามคืนแต่รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งหยวนก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดเพียงว่านางคงจะเขินอาย
ซ่งต้าซู่เ้าของร่างเดิมแทบไม่เคยอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้สุงสิงกับน้องชายและน้องสาวทั้งสอง จึงไม่สนิทสนมกันนัก
เขาก้มลงจ้องมองน้ำในชาม สิ่งที่น่าปวดหัวในตอนนี้คือ เขาจะใช้ชีวิตรอดในยุคโบราณที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้ได้อย่างไร
ในใจคิดว่า หากยุคโบราณมีน้ำประปาด้วยก็คงจะดี ไม่ต้องกรอง แค่ต้มให้เดือดก็ดื่มได้เลย
น้ำประปา...
ยุคโบราณไม่มีน้ำประปา แต่ในห้องครัวของเขามีนี่นา
เฮ้อ! ลืมมันไปได้อย่างไรกัน
ซ่งหยวนตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ จนไปะเืถึงาแเข้า ทำเอาเขาเจ็บจนต้องสูดปาก
หลังจากความเ็ปทุเลาลง เขาก็ใช้พลังแห่งจิตเข้าสู่ครัวมิติ
หลังจากเรียนจบ มี่เวลาหนึ่งที่ซ่งหยวนหางานที่เหมาะสมไม่ได้ ไปสัมภาษณ์ที่ไหนก็ถูกปฏิเสธไปเสียหมด
เขารู้สึกท้อแท้จึงเก็บข้าวของกลับบ้านเกิด เพื่อสืบทอดร้านเล็กๆ ที่คุณปู่ทิ้งไว้ให้
แต่คิดไม่ถึงว่า ทันทีที่เขาเปิดร้านใหม่อีกครั้ง ในจิตสำนึกของเขาก็ปรากฏห้องครัวอเนกประสงค์ที่ทันสมัยขึ้นมา
ทั้งน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู หม้อ ไห จาน ชาม เครื่องอบไอน้ำ เครื่องล้างจาน อุปกรณ์ทำครัวทุกรูปแบบมีพร้อมสรรพ
รวมไปถึงตู้เย็นขนาดใหญ่พิเศษถึง 1,000 ลิตร ภายในอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ ผักและผลไม้ตามฤดูกาล เมื่อใช้หมดแล้ว วันรุ่งขึ้นมันจะถูกเติมใหม่โดยอัตโนมัติ
รสชาติของวัตถุดิบก็เหมือนกับที่เขาได้กินมาั้แ่เด็กไม่มีผิดเพี้ยน
ซ่งหยวนถึงเพิ่งเข้าใจว่า มิน่าเล่าเมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นคุณปู่ไปตลาด แต่ตู้เย็นในบ้านกลับเต็มอยู่เสมอ ผลไม้ราคาแพงนานาชนิดก็มีให้กินจนไม่หมด
ตอนนั้นเขายังแอบกังวลเลยว่าตัวเองจะกินจนคุณปู่จนลงหรือเปล่า
ั้แ่คุณปู่จากไป เขาก็ไม่เคยได้กินอาหารที่เลิศรสเช่นนี้อีกเลย
แม้จะเป็เมนูที่เขาทำตามวิธีที่คุณปู่เคยสอน แต่รสชาติก็ห่างไกลจากที่คุณปู่ทำมากนัก
คุณปู่เสียชีวิตด้วยอาการเส้นเืในสมองแตกกะทันหัน จากไปอย่างเร่งรีบโดยไม่ได้ทิ้งคำสั่งเสียใดๆ ไว้
ความจริงตอนที่คุณปู่รับเขามาเลี้ยง ท่านก็อายุมากแล้ว หลายคนบอกให้ส่งเขาไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
แต่คุณปู่ไม่ยอม บอกว่าการที่ได้พบเขานั้นแสดงว่าพวกเขามีวาสนาต่อกัน
คุณปู่ยังตั้งชื่อให้เขาเป็พิเศษว่า “ซ่งหยวน” เพราะท่านชอบกินผักชี
หยวนซุย ก็คือผักชีนั่นเอง
ปู่หลานพึ่งพากันมาตลอดยี่สิบปี ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่งนัก เมื่อคุณปู่จากไปเขาก็เศร้าโศกอยู่เป็เวลานาน
ไม่ใช่เพียงเพราะหางานไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็เพราะความคิดถึงวันเวลาที่ได้ทำอาหารกับคุณปู่ เขาจึงตัดสินใจกลับมาสืบทอดร้านของคุณปู่
ต้องขอบคุณครัวมิติจริงๆ ที่ช่วยให้เขาสามารถประหยัดค่าวัตถุดิบไปได้มหาศาลใน่ที่เพิ่งเรียนจบและขัดสนเงินทอง
ต่อมา หลังจากที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำโซเชียลมีเดีย เขาก็ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อศึกษาอาหารพื้นถิ่นและเพิ่มวัตถุดิบเข้าไปในห้องครัวอเนกประสงค์อยู่เสมอ
เมื่อเห็นว่าห้องครัวยังคงอยู่ ซ่งหยวนก็รู้สึกอุ่นใจและมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
อย่างไรก็ตาม หลังจากจิตเข้าสู่ครัวมิติแล้ว ร่างกายจะยังคงอยู่ภายนอก
มิเช่นนั้นตอนที่ตกหน้าผา เขาคงมุดเข้าไปซ่อนในห้องครัวแล้ว ไม่ต้องตกลงมาจนตายเช่นนี้
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก กำลังจะหยิบมะเขือเทศออกมาจากตู้เย็นสักลูกเพื่อแก้กระหาย ก็ได้ยินเสียงของเอ้อหยา “พี่ใหญ่นอนอยู่ในห้องเ้าค่ะ”
“หึ!” เสียงอันแหราพร่าบ่นพึมพำ “ก็แค่หัวแตก เอาขี้เถ้ามาพอกๆ ไว้ก็สิ้นเื่ ยังจะลำบากลากข้ามาถึงที่นี่ทำไมกัน”
ซ่งหยวนรีบลุกขึ้นนั่งทันที ก็เห็นเอ้อหลินกำลังพยุงชายชราคนหนึ่งเข้ามาในห้อง
เขานึกขึ้นได้ว่า นี่คือหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน ฝีมือการรักษาดาษดื่น แต่ก็ไม่เคยรักษาใครจนตาย
คนในหมู่บ้านชอบไปหาเขาเพื่อรักษาโรค ไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะมันถูก มีเพียงค่าสมุนไพรแค่นิดหน่อยเท่านั้น
พอท่านหมอจางเห็นซ่งหยวน ก็ตีหน้าั์ใส่ทันที “เจ็บตรงไหน”
ซ่งหยวนชี้ไปที่ท้ายทอย “ตรงนี้ขอรับ”
ท่านหมอจางขยับเข้าไปใกล้ แหวกผมดูอยู่สองสามที แล้วเอ่ยอย่างไม่แยแส “แผลเล็กน้อย เผาขี้เถ้ามาพอกไว้ก็พอแล้ว”
ซ่งหยวนดึงแขนเสื้อเขาไว้ แล้วรีบเอ่ย “ไม่มีพวกยาห้ามเืหรือยาสลายเืคั่งเลยหรือขอรับ เป็ยาผงก็ได้”
ท่านหมอจางปัดมือเขาออก พลางถลึงตาใส่ “ไม่มี!”
ซ่งหยวนลูบจมูกตัวเองอย่างเสียไม่ได้ แต่ยังไม่ละความพยายามที่จะถามต่อ “สมุนไพรห้ามเืก็ได้นะขอรับ อย่างเช่น ซานชี หรือเสี่ยวจี้ อะไรพวกนี้”
ท่านหมอจางมองเขาด้วยความแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าไอ้นักเลงหัวไม้ที่ไม่เอาถ่านคนนี้ จะรู้จักสมุนไพรอยู่บ้าง
เขาหันไปบอกว่า “หลินน้อย เดี๋ยวเ้าขึ้นไปหาข้าที่โน่น รับสมุนไพรกลับมาบ้าง เอามาพอกให้พี่ชายเ้า”
ซ่งหยวนรีบเอ่ยถาม “เอ่อ ท่านหมอ สมุนไพรราคาเท่าไหร่หรือขอรับ? พอจะลดราคาให้หน่อยได้ไหม ถ้าแพงไปข้าคงไม่มีปัญญาจ่าย”
ท่านหมอจางสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ก่อนไปได้ทิ้งท้ายไว้คำหนึ่งว่า “ไม่คิดเงิน!”
