ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในโสตประสาทของเอื้องขวัญ ไม่ใช่ความเ็ปจากการถูกอิฐหล่นใส่ หรืออาการปวดหลังเรื้อรังจากการคุมงานก่อสร้าง
แต่มันคือ... กลิ่น
กลิ่นฉุนกึกที่ผสมปนเปกันระหว่างดอกไม้แห้ง การะบูน และยาหม่องน้ำยี่ห้อเก่าแก่สักร้อยขวดที่เปิดฝาพร้อมกัน มันหอมเย็นจนแสบจมูก ชวนให้วิงเวียนเสียยิ่งกว่าดมท่อไอเสียรถเมล์กลางสยาม
“...ฮัดชิ้ว!!!”
เอื้องขวัญจามออกมาเสียงดังสนั่น จนรู้สึกะเืไปถึงซี่โครง
“คุณหนู! คุณหนูฟื้นแล้วเ้าข้า!”
เสียงแหลมสูงของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างหู ตามมาด้วยเสียงตึงตังโครมครามเหมือนคนวิ่งชนข้าวของ
เอื้องขวัญพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตามันหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาถุงทรายมาทับ แสงสว่างรำไรที่ลอดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องหยีตาลงอีกครั้ง
‘ร้อน...’
นี่คือความรู้สึกที่สองที่ตามมาติดๆ ร้อนแบบเหนียวเหนอะ ร้อนอบอ้าวเหมือนถูกจับยัดใส่ตู้อบไอน้ำที่ลืมเติมน้ำ
‘โรงพยาบาลบ้าอะไรเนี่ย ทำไมไม่เปิดแอร์? นี่มันแผนกผู้ป่วยอนาถาหรือไง?’
วิศวกรสาวบ่นอุบในใจ พยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือไม้ปัดป่ายไปรอบตัวเพื่อหาปุ่มกดเรียกพยาบาล แต่สิ่งที่ปลายนิ้วััได้กลับไม่ใช่ราวเหล็กเย็นเฉียบของเตียงผู้ป่วย
แต่มันคือ... ผ้าเนื้อนิ่มลื่นเย็นๆ และเสาไม้ที่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง
เอื้องขวัญเบิกตาโพลง ภาพตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
ภาพเพดานสูงลิบลิ่วที่ทำจากไม้สีเข้มเข้าลิ้นอย่างประณีต ไร้ซึ่งหลอดไฟนีออน มีเพียงช่องลมที่ฉลุลายนกยูงรำแพน แสงแดดสีส้มแก่ยามบ่ายส่องลอดเข้ามาเป็ลำกระทบฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ
“น้ำ... ขอน้ำ...” เสียงของเธอแหบแห้งเหมือนคนหลงทางในทะเลทราย
“น้ำเ้าค่ะ! เร็วเข้านังจุก เอาน้ำมาให้คุณหนู!” เสียงหญิงวัยกลางคนะโสั่ง
เด็กสาวตัวเล็กผอมเกร็ง ผมจุกยุ่งเหยิง รีบคลานเข่าเข้ามาพร้อมกับขันเงินใบเล็กที่มีลวดลายดุนนูนสวยงาม
เอื้องขวัญรับขันน้ำมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะกระดกดื่มรวดเดียวหมด ขันน้ำเย็นเจือกลิ่นดอกมะลิหอมชื่นใจช่วยชะล้างความแห้งผากในลำคอไปได้มาก
“ค่อยยังชั่ว...” เธอพึมพำ พลางส่งขันคืนให้เด็กสาว
แล้ววินาทีนั้นเอง สายตาของเธอก็ประสานเข้ากับ “นังจุก”
เด็กสาวตรงหน้าสวมเสื้อคอกระเช้าสีมอๆ กับผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาลเข้มที่ดูเก่าคร่ำคร่า
เอื้องขวัญขมวดคิ้ว “น้อง... กองถ่ายละครย้อนยุคเหรอ? หรือว่าพี่เมาแล้วขับรถชนกองถ่าย?”
นังจุกทำหน้าเหวอ อ้าปากค้างจนเห็นฟันที่เรียงตัวไม่ค่อยสวย “คะ... คุณหนูว่ากระไรนะเ้าคะ? กอง... กองถ่าน? คุณหนูจะเอากองถ่านไปทำอันใดเ้าคะ?”
เอื้องขวัญกุมขมับ อาการปวดหัวตุบๆ เริ่มเล่นงานอีกครั้ง เธอหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่นั่งพับเพียบอยู่ไม่ไกล หญิงคนนั้นสวมผ้าแถบสีเขียวตองอ่อน นุ่งโจงกระเบนผ้าลายอย่างดี ดูภูมิฐานกว่านังจุก
“ป้า... บอกหมอทีว่าฉันปวดหัว ขอยาพาราฯ สองเม็ด”
หญิงวัยกลางคน—ซึ่งก็คือ “ป้าจวง” พี่เลี้ยงเก่าแก่—ทำตาโตเท่าไข่ห่าน ยกมือทาบอก “คุณพระช่วย! คุณหนูเอื้องขวัญความจำเสื่อมไปแล้วหรือเ้าคะ? อิฉันแม่จวงไงเ้าคะ แม่นมของคุณหนู... แล้วยาพา... พาลา... อะไรนั่น มันคือยาผีบอกที่ใดกัน?”
“แม่นม? คุณหนูเอื้องขวัญ?”
เอื้องขวัญทวนคำ ชักสังหรณ์ใจไม่ดี เธอรีบก้มลงมองตัวเอง
กรี๊ดดดดด! (กรีดร้องในใจแบบไร้เสียง)
เสื้อยืดลายวงร็อคที่เธอใส่เมื่อเช้าหายไปไหน? กางเกงยีนส์ขาดเข่าตัวเก่งไปไหน?
ทำไมตอนนี้ตัวเธอถึงถูกพันธนาการด้วยผ้าแถบสีชมพูหวานแหววที่รัดหน้าอกแน่นเปรี๊ยะจนแทบหายใจไม่ออก แถมท่อนล่างยังเป็ผ้านุ่งยาวเฟื้อยสีแดงเืนกที่พันทบไปทบมาอย่างซับซ้อน
เธอรีบยกมือขึ้นจับหน้า ััได้ถึงผิวแก้มที่นุ่มเนียนไร้สิวฝ้า จมูกโด่งรั้นที่ดูจิ้มลิ้มกว่าเดิม และผม... ผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวลงมาคลอเคลียถึงกลางหลัง!
นี่มันไม่ใช่ร่างของ ‘ไอ้เอื้อง’ วิศวกรสาวห้าวเป้งคนเดิม!
โครม!
เอื้องขวัญกระเด้งตัวลุกจากเตียงด้วยความตื่นตระหนก แต่ด้วยความไม่คุ้นชินกับผ้านุ่งยาวๆ ขาของเธอจึงพันกันเองจนหน้าคะมำลงไปกองกับพื้นไม้กระดานเสียงดังสนั่น
“ว้าย! คุณหนู!” ป้าจวงและนังจุกร้องเสียงหลง รีบถลาเข้ามาประคอง
“ปล่อย! ปล่อยฉัน!” เอื้องขวัญปัดมือวุ่นวาย พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น “กระจก! ขอกระจกเดี๋ยวนี้!”
นังจุกรีบวิ่งไปหยิบกระจกบานเล็กที่มีด้ามจับทองเหลืองส่งให้
เอื้องขวัญคว้าหมับ ยกขึ้นส่องหน้าตัวเองด้วยมือที่สั่นระริก
ภาพที่สะท้อนกลับมา คือหญิงสาวรุ่นราวคราวแรกแย้ม หน้าตาสะสวยชนิดที่ว่าถ้าไปเดินสยามแมวมองต้องวิ่งมารุมขอเบอร์ ดวงตากลมโตสุกใส ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ
สวย... สวยมาก
แต่นี่มัน... ไม่ใช่ฉันโว้ย!!!
“ไม่จริง... ฝัน... ต้องฝันแน่ๆ” เอื้องขวัญพึมพำ ตบหน้าตัวเองเบาๆ แปะๆ
เจ็บ!
“เจ็บจริงด้วย...”
เธอทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สมองประมวลผลเร็วปรู๊ดปร๊าด
เตาเผาอิฐ... ฟ้าผ่า... แสงสว่าง... แล้วก็ตื่นมาที่นี่
สรุปคือ... ข้ามภพ!
พล็อตนิยายน้ำเน่าที่เธอเคยแอบอ่านเวลาอู้งาน มันเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ!
“คุณหนูเ้าขา... เป็กระไรไปเ้าคะ อย่าทำหน้าตาตื่นกลัวเยี่ยงนั้นสิเ้าคะ” ป้าจวงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน
เอื้องขวัญสูดหายใจลึก พยายามตั้งสติแบบวิศวกรที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เธอหันไปมองป้าจวงแล้วถามเสียงเครียด
“ปีนี้... ปีอะไร? พ.ศ. อะไร?”
ป้าจวงทำหน้างงหนักกว่าเดิม “พ.ศ.? คุณหนูหมายถึงศักราชรึเ้าคะ? ปีนี้ก็ปีขาล รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ อย่างไรเล่าเ้าคะ”
เอื้องขวัญหลับตาคำนวณในใจ ร.ศ. ๑๐๙... บวก ๒๓๒๔ เข้าไป...
พ.ศ. ๒๔๓๓...
สมัยรัชกาลที่ ๕!
“ตาย... ตายแน่ๆ ไอ้เอื้องเอ๊ย...” เอื้องขวัญครางเสียงโหยหวน ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากับพื้นไม้กระดาน “ไม่มีเน็ต ไม่มีแอร์ ไม่มีตู้เย็น... แล้วฉันจะอยู่ยังไง!!!”
“คุณหนู! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ! เป็สาวเป็นางมานอนกางแขนกางขาเยี่ยงนี้ไม่งามเลยเ้าค่ะ!” ป้าจวงบ่นอุบ หยิกต้นแขนขาวผ่องไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู
เอื้องขวัญเบ้หน้า “โอย... ป้าจวง เบาๆ สิเจ็บนะ แล้วนี่ร้อนจะตายอยู่แล้ว ไปเปิดพัดลมที... เอ้ย ไม่ใช่! ไปเอาพัดมาโบกให้ฉันหน่อย เร็วๆ เข้า เหงื่อมันไหลลงร่อง... เอ่อ... ร่องหลังหมดแล้วเนี่ย!”
ชีวิตใหม่ในร่างคุณหนูไฮโซตกอับแห่งโรงอิฐ... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยความวายป่วงระดับสิบริกเตอร์!
