วันถัดมา หลิ่วเทียนฉีอยู่ในโรงเตี๊ยมวาดยันต์ เฉียวรุ่ยออกไปซื้อของ
เช้าตรู่ เฉียวรุ่ยออกจากห้องตนเอง เขาไม่ได้ไปทันทีแต่เดินมาหน้าประตูห้องหลิ่วซือกับเซวียนหยวนหง งอนิ้วเคาะเบาๆ ทีหนึ่งบนประตูห้องอีกฝ่าย
“มาแล้ว!” เซวียนหยวนหงสะลึมสะลือลุกขึ้นจากเตียง ก่อนสวมเสื้อตัวหนึ่งวิ่งมาเปิดประตูให้
เมื่อเปิดประตูมาเห็นเฉียวรุ่ย เซวียนหยวนหงก็กะพริบตาปริบๆ “ศิษย์ ศิษย์น้องเฉียว!”
“ยังไม่ลุกอีกหรือ? ี้เีจริงนะ!” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายทีหนึ่ง เอ่ยอย่างอ่อนใจ
“ฮ่าๆๆ นอนดึกน่ะ ศิษย์น้องเฉียว เ้ามีธุระอันใดหรือ?”
“ข้า้าพบหลิ่วซือน่ะ!”
“อา รอสักครู่ รอสักครู่นะ!” เซวียนหยวนหงปิดประตูห้อง รีบวิ่งเข้าไป
“ซือซือ ตื่นๆ เฉียวรุ่ย เฉียวรุ่ยมา!” เซวียนหยวนหงมาถึงข้างเตียงก็เรียกคนรักเสียงเบา
“หา?” หลิ่วซือสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา มองเซวียหยวนหงอย่างสงสัย
“ซือซือ คู่ชีวิตของน้องเจ็ดเ้า เฉียวรุ่ยมาน่ะ!”
“อ๋า? เสี่ยวรุ่ยหรือ? รีบให้เขาเข้ามาสิ!”
“เ้า เ้าสวมเสื้อผ้าก่อนสิ!” เซวียนหยวนหงมองคนรักที่สวมเพียงเอี๊ยมตัวเดียวแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา
“อ้อ!” หลิ่วซือที่สะลึมสะลืออยู่พลันได้สติขึ้นมา นึกถึงเมื่อคืนวาน นางถูกเซวียนหยวนหงพลิกไปพลิกมา ทรมานอยู่ครึ่งคืน เอี๊ยมตัวเดียวบนร่างก็เป็เขาที่สวมให้!
เซวียนหยวนหงรู้หน้าที่ เขาหยิบเสื้อผ้ามาช่วยหลิ่วซือสวมจนเรียบร้อย ถึงวิ่งไปเปิดประตูให้เฉียวรุ่ย
เฉียวรุ่ยเดินเข้ามาในห้อง ได้กลิ่นกามารมณ์ที่หลงเหลืออยู่ในห้องจึงย่นคิ้ว ในใจคิด ‘ไม่น่ามาห้องคู่หมั้นผู้อื่นแต่เช้าตรู่เลย’
“เสี่ยวรุ่ย นั่งเถอะ!” หลิ่วซือยืนอยู่ข้างโต๊ะ ยิ้มทักทายเฉียวรุ่ย
“ไม่ล่ะ ข้าแค่มาส่งยันต์วิเศษให้เ้า พวกนี้เทียนฉีให้ เขาบอกในแดนลับอันตราย ให้พี่สี่ดูแลตนเองดีๆ น่ะ!” พูดพลางส่งยันต์วิเศษตั้งหนึ่งมาให้
หลิ่วซือยื่นมือไปรับยันต์วิเศษ เห็นว่าเป็ยันต์อัคคีทองสิบแผ่น ยันต์เรียกอสูรห้าแผ่น ยันต์เคลื่อนย้ายแบบกำหนดทิศทางห้าแผ่น เป็ยันต์วิเศษขั้นสามระดับสูงทั้งหมดยี่สิบแผ่น
“อา ขอบคุณเสี่ยวรุ่ยมาก รบกวนเสี่ยวรุ่ยบอกน้องเจ็ด ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก!” นี่คือน้องเจ็ดช่วยข้าเตรียมแต้มต่อในการแก้แค้นสินะ!
“อืม ข้าจะบอกให้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าก่อนหมุนตัวออกไป
“น้องเจ็ดของเ้ามอบอย่างใจกว้างจริงนะ!” เซวียนหยวนหงมองยันต์ในมือหลิ่วซือพลางยิ้มแล้วบอก
ยันต์อัคคีทองแผ่นหนึ่งตั้งสามหมื่นศิลาทิพย์เชียวนะ สิบแผ่นก็สามแสนก้อนศิลาทิพย์! ยังมียันต์วิเศษอื่นสิบแผ่นอีกแหนะ!
“ฮ่าๆๆ เขาเป็น้องเล็กข้าย่อมปกป้องข้าสิ!” หลิ่วซือเอ่ยเสียงเรียบ เก็บยันต์วิเศษในมือไปอย่างระวัง หลิ่วซาน หลันอวี่ิ คราวนี้พวกเ้าได้ตายอย่างไร้ที่ฝังร่างแน่!
.........
เฉียวรุ่ยออกมาแต่เช้า และเพื่อไม่ให้ดึงความสนใจผู้คน เขาแบ่งซื้อสมุนไพรทิพย์สามชนิดกับบุปผาทิพย์สามชนิดที่หลิ่วเทียนฉีให้ซื้อ โดยร้านหนึ่งซื้อสองชนิด เดินไปอีกหลายร้านถึงซื้อบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์ขั้นสามที่้าทั้งหมดจนครบ
หลังซื้อบุปผาทิพย์กับสมุนไพรทิพย์เรียบร้อย เฉียวรุ่ยถึงไปร้านขายยันต์วิเศษ ซื้อกระดาษยันต์กับพู่กันเขียนยันต์ต่อ เมืองสวินเทียนแห่งนี้ไม่ใหญ่เท่าไรนัก ทำให้เขาที่เดินมาสามร้านแล้วยังเลือกพู่กันเขียนยันต์ที่เหมาะสมให้ไม่ได้
ตอนออกมาเทียนฉีกำชับไว้ กระดาษยันต์แย่นิดหน่อยไม่เป็ไร แต่สำหรับพู่กันเขียนยันต์ ต้องเป็พู่กันเขียนยันต์ขั้นสามที่ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะส่งผลต่อพลังของยันต์วิเศษ ฉะนั้น พู่กันเขียนยันต์ไม่อาจเลือกอย่างถูไถได้อย่างเด็ดขาด
มาถึงร้านที่สี่ ร้านแห่งนี้ใหญ่กว่าร้านอีกสามแห่งเล็กน้อย เฉียวรุ่ยเลือกอยู่นาน ในที่สุดก็เลือกพู่กันเขียนยันต์ที่ค่อนข้างดีได้มาด้ามหนึ่ง
“เถ้าแก่ พู่กันเขียนยันต์ด้ามนี้ขายอย่างไร?”
“อา ท่านลูกค้าช่างตาแหลมนัก พู่กันเขียนยันต์ด้ามนี้เป็ถึงพู่กันเขียนยันต์ขั้นสามระดับสูง มีคุณภาพดีที่สุด ไม่ต่อราคา สามหมื่นก้อนศิลาทิพย์!”
“สามหมื่นเชียว? แพงปานนี้ ถูกหน่อยไม่ได้หรือ?” เช้าตรู่มานี้เอาแต่ซื้อๆๆ เขาใช้ศิลาทิพย์ไปหกหมื่นก้อนแล้ว จ่ายอีกสามหมื่นก้อนก็เก้าหมื่นเชียวนะ! คิดถึงตัวเลขเก้าหมื่นนี่ หัวใจเฉียวรุ่ยอยากหลั่งเืนัก!
จริงอย่างที่ว่า ขายยันต์วิเศษแม้ได้เงินดี แต่ซื้อวัตถุดิบเหล่านี้กลับสิ้นเปลืองเงินมากจริงๆ!
“ท่านลูกค้า อย่าต่อราคาเลย นี่เป็พู่กันเขียนยันต์ขั้นสามที่ดีที่สุดในร้านเรา อย่างน้อยก็สามหมื่น หากท่านรู้สึกว่าแพง ลองดูชิ้นอื่นได้ ด้ามที่ถูกก็มีเหมือนกัน”
“ไม่ๆๆ ไม่ต้องแล้ว ถ้าอย่างนั้น ข้าขอซื้อด้ามนี้แหละ!” ด้ามที่ถูกย่อมซื้อไม่ได้อยู่แล้ว
“พู่กันเขียนยันต์ด้ามนี้ ข้าเอาแล้วนะ!”
ฉับพลัน ด้านหลังกลับมีเสียงสตรีลอยมา
เฉียวรุ่ยหันไปมอง ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น เย่เฟยเสวี่ยที่แข่งกับหลิ่วเทียนฉีแพ้ไปอย่างไม่ยอมรับกับหลินเหยียนเหยียนที่แข่งค่ายกลกับจงหลิง คนจากแคว้นเทียนโยวนั่นเอง
“รับ!” เฉียวรุ่ยวางศิลาทิพย์สามหมื่นก้อนก่อนคว้าพู่กันเขียนยันต์มาเก็บเข้าไปในกำไลเก็บของทันที
“โอ๊ะ!” เถ้าแก่มุมปากกระตุก รีบรับศิลาทิพย์มานับเล็กน้อย ค่อยเก็บเข้าไปในแหวนมิติของตน
“นี่ ข้าบอกว่าพู่กันเขียนยันต์ด้ามนั้นข้าจะเอา เ้าไม่ได้ยินหรือไง?” เย่เฟยเสวี่ยเดินเข้ามาขวางทางไปของเฉียวรุ่ย ถามอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮอะ ข้าเห็นของก่อน อาศัยอะไรต้องยกให้เ้ากันเล่า?” ยัยหนูน่าตายนี่ ต้องหน้าไม่อายเช่นนี้ไหมฮึ?
“เ้า...” เย่เฟยเสวี่ยถูกเฉียวรุ่ยทำให้โมโหจนสะอึก นางโกรธเกรี้ยวหนัก ถลึงดวงตาสองข้างจนกลม
เฉียวรุ่ยเห็นเย่เฟยเสวี่ยโกรธจนหน้าแดงคอหนาก็แค่นเสียงหัวเราะ “ที่นี่คือแคว้นจินอวี่ ไม่ใช่แคว้นเทียนโยวของพวกเ้า ใช่ว่าเ้าอยากได้อะไรย่อมได้อย่างนั้น!”
“เ้า เ้าคนนี้...” เย่เฟยเสวี่ยถามตนเอง ตนไม่เคยล่วงเกินบุรุษสองเพศตรงหน้านี้สักหน่อย แต่คำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมากลับทำให้นางสะอึกเหลือเกิน
“สหายผู้ฝึกตนท่านนี้ พู่กันเขียนยันต์ของเฟยเสวี่ยพังเสียแล้ว ร้านยันต์วิเศษหลายร้านในเมืองสวินเทียนแห่งนี้ พวกเราล้วนตระเวนดูจนหมด นี่เป็ร้านสุดท้าย พวกเราดูมาเจ็ดร้าน มีเพียงพู่กันเขียนยันต์ด้ามนั้นที่สหายผู้ฝึกตนซื้อไปที่พอใช้ได้ ไม่ทราบว่าสหายผู้ฝึกตนยกให้พวกเราได้หรือไม่ พวกเรายินดีจ่ายสี่หมื่นก้อนศิลาทิพย์!” หลินเหยียนเหยียนเจรจากับเฉียวรุ่ย
ได้ยินเข้า เฉียวรุ่ยก็แค่นเสียงเฮอะ “หากเป็ผู้อื่น ข้าอาจพิจารณาสักหน่อย แต่เ้าให้ข้ายกพู่กันเขียนยันต์ให้เย่เฟยเสวี่ย นั่นไม่มีทางหรอก!”
“เ้าคนนี้ ไร้มารยาทนัก ข้าล่วงเกินเ้าั้แ่เมื่อไร เ้าถึงต้องหาเื่ข้าเช่นนี้? พู่กันเขียนยันต์เ้าซื้อมาสามหมื่น พวกเราออกสี่หมื่นเ้ายังไม่คิดขายอีกหรือ?” เย่เฟยเสวี่ยเห็นเฉียวรุ่ยโอหังไม่ฟังใครเช่นนี้ ยิ่งโกรธจนควันโชยเหนือกระหม่อม
“ไม่ผิด เ้าไม่ได้ล่วงเกินข้า แต่เ้าล่วงเกินคู่ชีวิตข้า ยัยหนูหน้าไม่อาย แข่งแพ้อยู่ชัดๆ กลับไม่ยอมรับ ยังจะลากคู่ชีวิตข้าไปแข่งใหม่อีก คิดว่าเ้าเป็ใครกันฮะ?” เมื่อเฉียวรุ่ยนึกถึงการแข่งขันขึ้นมาก็มีน้ำโห
ยัยหนูนี่แข่งขันแพ้แล้วไม่ยอมรับเอง เล่นลูกไม้จะแข่งใหม่ หน้าไม่อายที่สุด!
“เ้า เ้าคือ...” เย่เฟยเสวี่ยเบิกตาโต นางตื่นตะลึง มองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
“เฉียวรุ่ย เ้าคือเฉียวรุ่ย คู่ชีวิตของหลิ่วเทียนฉีหรือ?” คราวนี้ หลินเหยียนเหยียนเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้ชัดเจน
“ถูกต้อง ข้าคือเฉียวรุ่ย ยัยหนู ข้าบอกเ้าไว้เลยนะ คนที่แข่งแพ้แล้วไม่ยอมรับอย่างเ้า ไม่คู่ควรใช้พู่กันเขียนยันต์สักนิด”
“เฉียวรุ่ย เ้ารนหาที่ตายเองนะ!” เย่เฟยเสวี่ยได้ยินคำพูดนั้นก็อับอายจนโกรธเกรี้ยว เอายันต์โจมตีแผ่นหนึ่งออกมาถือไว้ในมือ
“เฮอะ!” เฉียวรุ่ยหัวเราะหยันทีหนึ่ง ไม่เกรงกลัวสักนิด เอายันต์อัคคีทองห้าแผ่นออกมาถือในมือด้วย
“เย่เฟยเสวี่ย ยันต์กิ๊กก๊อกที่เ้าวาดกับยันต์ของเทียนฉี เปรียบกันแล้วผายลมสุนัขยังไม่ใช่ หากเ้าขยับเพียงนิด ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสพลังของยันต์อัคคีทองนี้เสีย!” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างโอหัง ไม่เกรงกลัวยัยหนูสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
คนหนึ่งเป็ผู้ใช้ยันต์ อีกคนเป็ผู้ใช้ค่ายกล แค่ยัยหนูสองคน สองหมัดเปล่าๆ ของเขาคงต่อยปลิวได้!
“เ้า...” เย่เฟยเสวี่ยมองยันค์อัคคีทองห้าแผ่นในมือเฉียวรุ่ย ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว พลังของยันต์อัคคีทองนี่ คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางเคยเห็นมากับตาจึงได้หวั่นเกรงยันต์วิเศษนี่อยู่หลายส่วน
“ฮ่าๆๆ ทุกท่าน ทุกท่าน! พวกท่านจะจัดการบุญคุณความแค้นกันก็รบกวนไปด้านนอก ตัวข้านี้ทำกิจการเล็กๆ เท่านั้นนะขอรับ!” เถ้าแก่เดินเข้ามา รีบเอ่ยกล่อมทั้งสามคนทันที
“ได้ เห็นแก่เถ้าแก่ วันนี้ข้าจะละเว้น!” เฉียวรุ่ยเหล่มองทั้งสองคนทีหนึ่ง เดินอ้อมพวกนางออกจากร้านไป
เมื่อเห็นเฉียวรุ่ยจากไป เย่เฟยเสวี่ยกับหลินเหยียนเหยียนก็ออกจากร้านบ้าง
“สารเลวนัก น่าชังเหมือนหลิ่วเทียนฉีจริง!” เย่เฟยเสวี่ยมองแผ่นหลังของเฉียวรุ่ย ในฝ่ามือผนึกลูกบอลวารีลูกหนึ่งอย่างรวดเร็ว
“เฟยเสวี่ย อย่าก่อเื่ อย่างไรที่นี่ก็เป็ถิ่นแคว้นจินอวี่!” หลินเหยียนเหยียนเอ่ยอย่างจนปัญญาพลางดึงอีกฝ่ายไว้
“เหยียนเหยียน เ้าอย่ายุ่ง!” เย่เฟยเสวี่ยพูดพลางดึงนางออก พลังทิพย์สายหนึ่งยิงโจมตีเข้าใส่ด้านหลังเฉียวรุ่ยทันที
“เฉียวรุ่ยระวัง!” เห็นการโจมตีสายวารีสายหนึ่งประหนึ่งรุ้งทอดยาว ตามด้วยเสียงหวีดหวิวพุ่งเข้าใส่ด้านหลังเฉียวรุ่ย พระเอกส่งเสียงร้องใ รีบวิ่งมาหาเขา นางเอกกับอวี๋ชิงโยวถึงได้ตามมาด้วย
“ปัง...”
การโจมตีสายหนึ่งปะทะบนแผ่นหลังเฉียวรุ่ยอย่างจัง เฉียวรุ่งไม่หลบ เพียงแค่หยุดฝีเท้า หมุนตัวมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชำเลืองมองผู้ที่ลอบโจมตี
“เฉียวรุ่ย เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” พระเอกเดินมาถึงข้างกายเฉียวรุ่ยก่อนถามอย่างเป็ห่วง
“คนที่เป็อะไรไม่ใช่ข้า นางต่างหาก!” เฉียวรุ่ยพูดพลางชี้ไปทางเย่เฟยเสวี่ยที่อยู่ห่างไปยี่สิบก้าว
“พรวด...” เย่เฟยเสวี่ยอ้าปากกระอักเืคำโต ทรุดตัวอยู่ในอ้อมแขนของหลินเหยียนเหยียน
“เฟยเสวี่ย เ้าเป็อย่างไร? เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” หลินเหยียนเหยียนกอดเย่เฟยเสวี่ยไว้ในอ้อมแขนพลางร้องอย่างใ
“เขา บนร่างเขาแปะยันต์สะท้อนไว้ มันสะท้อนการโจมตีของข้า” เย่เฟยเสวี่ยหน้าซีดขาว บอกอย่างไม่ยินยอม
“ยัยหนู เล่นลอบโจมตีข้าเอง เ้าอ่อนแอเกินไปแล้ว!” เฉียวรุ่ยพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาชี้ยันต์สะท้อนบนหน้าอกตนเอง
“เ้า เ้า...” เย่เฟยเสวี่ยมองเฉียวรุ่ยที่จงใจยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อยั่วโมโหนาง โทสะยิ่งลุกโชน
“เฟยเสวี่ย อย่าพูดอีกเลย ข้าจะพาเ้ากลับไปรักษาอาการาเ็!” หลินเหยียนเหยียนบอกแล้วพยุงเย่เฟยเสวี่ยที่ได้รับาเ็เดินจากไป
“ฮ่าๆๆ เฉียวรุ่ย เ้าหนูนี่ ฉลาดเอาเื่นี่นา!” อวี๋ชิงโยวมองเฉียวรุ่ยพลางหัวเราะแล้วเอ่ย
“สุนัขสองตัวตามอยู่ด้านหลังย่อมต้องระวังหน่อยสิ!” เขาไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย จะหันหลังให้ศัตรูของตนจริงๆ ได้อย่างไรเล่า?
“ไม่เป็ไรก็ดี!” เห็นเฉียวรุ่ยไม่เป็ไร พระเอกถึงวางใจ
“พวกเ้าเดินเที่ยวตามสบายนะ! ข้าขอตัวก่อน!” เฉียวรุ่ยพูดสั้นๆ ประโยคหนึ่ง รีบหมุนตัวจากไปทันที หลันอวี่ิผู้นี้ชั่วร้ายนัก เขาไม่อยากข้องเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย
“เฮ้...” พระเอกเห็นเฉียวรุ่ยบอกจะไปก็ไป อยากร้องเรียกเขาไว้ แต่กลับไม่อาจรั้งไว้ได้
ส่วนหลิ่นซาน เมื่อเห็นคนรักถามไถ่เฉียวรุ่ยด้วยความเป็ห่วงนักหนา ในหัวใจสะอิดสะเอียนวูบหนึ่ง ในใจคิด ‘เฉียวรุ่ย ที่แท้เ้ามีความสามารถอะไรกัน ถึงกับเกี่ยวิญญาของอวี่ิไปเสียแล้ว!’
