“ข้าเดิมพันด้วยโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่งว่าไม่มีคนของภูตธรณีอยู่ในสิบคนสุดท้ายบนสังเวียน!” หม่าเทียนเลี่ยงเดินเข้ามาใช้สายตาเย้ยหยันมองหวังจ้งจิ่ง
หวังจ้งจิ่งขมวดคิ้ว “เ้าว่างนักรึ”
“ทำไม เ้าไม่กล้าเดิมพันงั้นหรือ?” หม่าเทียนเลี่ยงหัวเราะ
ในหนึ่งเดือนศิษย์ในสำนักจักได้รับโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่ง 1 เม็ด โอสถลมปราณ 30 เม็ด สำหรับศิษย์ในสำนักโอสถโลหิตบริสุทธิ์เป็สิ่งล้ำค่าสุดแสน หากไม่จำเป็จริงๆ พวกเขาไม่มีทางนำโอสถโลหิตบริสุทธิ์ไปเดิมพันเด็ดขาด
“หวังจ้งจิ่งอันดับที่เก้าสิบของัพยัคฆ์เป็พวกปอดแหกอย่างนั้นรึ?” หม่าเทียนเลี่ยงแสยะยิ้ม
“ัพยัคฆ์?” พวกหงเชียนว่านกับศิษย์สามัญมองหวังจ้งจิ่งด้วยความตกตะลึง
สำหรับพวกเขาแล้ว ลำพังแค่เป็ศิษย์ในสำนักก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว ดังนั้นการที่เป็ถึงอันดับที่เก้าสิบของขุนเขากระบี่เทียนหยวน บ่งบอกให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าพลานุภาพของหวังจ้งจิ่งเหลือล้ำเพียงใด
หวังจ้งจิ่งยิ้มเล็กน้อย “แม้ว่าข้าจักมิได้เป็ผู้มีพร์ แต่ก็อยู่ในอันดับัพยัคฆ์ ดีกว่าคนแถวนี้ที่พยายามแค่ไหนก็ไม่ติดอันดับัพยัคฆ์เสียที”
หม่าเทียนเลี่ยงหน้าเปลี่ยนสี ครั้นได้ยินคำว่าไม่ติดอันดับัพยัคฆ์เสมือนกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ หวังจ้งจิ่งจงใจพูดแทงใจดำเขา!
“พูดเื่พวกนั้นแล้วจักได้อะไร ข้าอยากรู้แค่ว่าเ้ากล้าเดิมพันกับข้าหรือไม่!” หม่าเทียนเลี่ยงแค่นเสียง
“กล้าสิ ทำไมข้าจักไม่กล้า ทว่าเดิมพันน้อยไปหน่อย ข้าขอเพิ่ม《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาตเล่มต้น》วรยุทธ์ขั้นบุษราระดับกลางหนึ่งเล่มก็แล้วกัน” หวังจ้งจิ่งหยิบคัมภีร์หนังอสูรออกมาจากถุงเอกภพ
ครั้นเห็นอักษรสีทองห้าตัวที่สลักอยู่บนม้วนคัมภีร์ เหล่าศิษย์พลันส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ทั่วทั้งบริเวณ!
“《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาตเล่มต้น》งั้นรึ เ้ากล้าเอาวรยุทธ์มาเดิมพันได้อย่างไร!” ข่งเต๋อมองหวังจ้งจิ่งอย่างไม่อยากเชื่อ
《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》เล่มสมบูรณ์นั้นเป็วรยุทธ์ขั้นบุษราระดับสูง เมื่อใดที่สำแดงเดช วิถีกระบี่จักรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า สามารถเหนี่ยวนำอัสนีที่แฝงอยู่ในเมฆามาเสริมพลานุภาพให้กับการโจมตีได้
ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน 《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》เป็เคล็ดวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งยิ่งยวด ทัดเทียมได้กับวรยุทธ์ขั้นลึกลับ เป็สิ่งที่ศิษย์ในสำนักต่างใฝ่ฝัน
หากแต่《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》นั้นต้องใช้ค่าคุณูปการจำนวนมากในการแลกเปลี่ยน ศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่ไม่มีกำลังพอแลกเปลี่ยนวรยุทธ์หนึ่งเล่ม ถึงสำนักจักแบ่ง《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》ออกเป็สามเล่ม ได้แก่ เล่มต้น เล่มกลาง เล่มท้าย ทำให้ราคาแบ่งออกเป็สามส่วน กระนั้นแล้วค่าคุณูปการก็ยังสูงเกินเอื้อม
เหล่าศิษย์ในสำนักตระหนักรู้ถึงความแข็งแกร่งของ《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》เป็อย่างดี ทว่ามีแค่ไม่กี่คนที่กล้าแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากระบี่นี้ พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหวังจ้งจิ่งจักใจกล้าเทียมฟ้าแลกเปลี่ยน《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาต》จริงๆ
“ถ้าเ้ากล้าเอา《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาตเล่มต้น》มาเดิมพัน ถ้าอย่างนั้นข้าขอเพิ่มโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกอีกเม็ด!” หม่าเทียนเลี่ยงหยิบโอสถโลหิตบริสุทธิ์ออกมาอีกเม็ด
“โอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หก!” พวกข่งเต๋อรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดจากอก นี่มันวันอะไรกัน เหตุใดถึงมีของล้ำค่ามากมายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเช่นนี้
ชั่วพริบตาเดียวทุกคู่สายตาล้วนจับจ้องมองโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หก
แม้ว่าศิษย์ในสำนักจักได้โอสถโลหิตบริสุทธิ์เดือนละเม็ด หากเป็เพียงโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น พวกเขาเคยได้ยินชื่อโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกมาก่อน แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้เห็นของจริง
ว่ากันว่าเืที่นำมาหลอมเป็โอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกต้องใช้เืของสัตว์อสูริญญา ดังนั้นลมปราณที่อยู่ในโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หกจึงสูงกว่าโอสถโลหิตบริสุทธิ์ขั้นที่หนึ่งไม่รู้กี่เท่า มีโอกาสที่จักได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
“ถ้าอย่างนั้นมาดูกัน ระหว่างเ้ากับข้าใครจักเป็ฝ่ายชนะ!” หวังจ้งจิ่งแค่นเสียงหึ
หม่าเทียนเลี่ยงเหลือบมองหวังจ้งจิ่งอย่างไม่แยแส “หากเ้าจักมอบ《คัมภีร์กระบี่อัสนีบาตเล่มต้น》ให้กับข้าฟรีๆ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจ!”
หวังจ้งจิ่งแข็งแกร่งกว่าหม่าเทียนเลี่ยง ทว่าเขาเป็ผู้ดูแลประตูเจ็ดสิบสองภูตธรณีชั้นกลาง แตกต่างกับประตูเทพ์มากโข
ประตูภูตธรณีมีคนผ่านด่านทดสอบเสาหินเขี้ยวหนุมานแค่สามสิบกว่าคน ส่วนประตูเทพ์นั้นมีมากถึงสามร้อยคน หนึ่งในนั้นมีหลายสิบคนที่เป็ผู้มีพร์ ถ้าเทียบเื่พร์ พวกเขาสามารถเข้าร่วมเป็ศิษย์ในสำนักได้อย่างไร้ข้อกังขา ไม่รู้ว่าแกร่งกล้ายิ่งกว่าศิษย์สามัญตั้งเท่าไหร่
หรือคิดเป็อัตราส่วนก็คือประตูเทพ์ยี่สิบคนต่อประตูภูตธรณีสองคน ลำพังแค่จำนวนก็ได้เปรียบกว่าแล้ว
“ดูเหมือนบนสังเวียนนี้จักมีแค่พวกเราสองคนที่เป็ประตูภูตธรณี” จูชิงมองหลีโก่วตั้นที่เหงื่อไหลทั่วทั้งตัวพลางยิ้ม
หลีโก่วตั้นตัวแข็งค้าง เขารู้สึกราวกับร่างกายกลายเป็หิน แค่จะขยับตัวยังลำบาก
“เ้าเป็ศิษย์นอกสำนักแล้ว ไม่จำเป็ต้องประหม่าขนาดนั้น” จูชิงเอามือแตะไหล่หลีโก่วตั้น
“ข้าอยากเดินบนเส้นทางแห่งยุทธ์ไปให้ไกลกว่านี้!” หลีโก่วตั้นพูด
“ตู้มมม!” ทันใดนั้น ลมปราณเส้นหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านท้องฟ้า สังเวียนที่เงียบสงบพลันเดือดพล่านในชั่วพริบตา ศิษย์นับพันต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง
ในบรรดาศิษย์สามัญ น้อยคนนักที่เข้าใจวรยุทธ์ และก็มีน้อยคนที่จักสำเร็จวรยุทธ์ขั้นแรกเริ่ม บนสังเวียนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น!
“ฆ่า!” พวกเขาทั้งสองคนคำราม ฝ่าทะลวงฝูงชนตรงเข้าใส่จูชิง
“หลินเวยหยวนบุตรของสามนตราช บุกบั่นอยู่ในสนามรบมานาน สำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาแปดชั้นฟ้าั้แ่ยังเยาว์วัย!” หม่าเทียนเลี่ยงะโชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง
อายุแค่สิบเจ็ดปีหากกลับสำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาแปดชั้นฟ้า นับว่าเป็อัจฉริยะผู้หนึ่ง เพียงคิดก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อใดที่เป็ศิษย์ในสำนักจักต้องถูกจัดอยู่ในอันดับัพยัคฆ์อย่างแน่นอน
“สมกับที่เป็ประตูเทพ์ เต็มไปด้วยศิษย์ที่มีพร์มากมาย มีทั้งราชวงศ์สามนตราช มีทั้งตระกูลขุนนางยุทธ์ คนเหล่านี้แค่เริ่มก็เหนือกว่าคนอื่นก้าวหนึ่งแล้ว” ข่งเต๋อกล่าว
“จักยอมแพ้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย หลินเวยหยวนฝึกฝน《หมัดทลายพยัคฆ์》วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับกลางั้แ่เด็ก พลังทำลายล้างน่าพรั่นพรึงเกินหยั่งถึง เ้าเด็กสองคนนั่นจากประตูภูตธรณีมิใช่คู่ต่อสู่ของเขา” หม่าเทียนเลี่ยงหัวเราะ
หวังจ้งจิ่งเหลือบมอง “การต่อสู้เพิ่งจักเริ่ม ใครจักแพ้จักชนะยังตัดสินไม่ได้”
“ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!” หม่าเทียนเลี่ยงเหยียดยิ้ม
หลินเวยหยวนถือว่าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ในบรรดาศิษย์สามัญ มีน้อยคนที่สามารถเอาชนะเขาได้ อีกทั้งเขายังเป็คนที่ชวีหลิงเฟิงชื่นชอบ เพียงคิดก็พอจะจินตนาการได้แล้วมีว่าศักยภาพเหนือชั้นเพียงใด
“ใครขวางข้า มันต้องตาย!” หลินเวยหยวนเหวี่ยงหมัด เสียงดังกัมปนาทอึกทึก ศิษย์สามัญคนหนึ่งยืนขวางอยู่ข้างหน้าสูญเสียพลังในการต่อสู้โดยพลัน
เสาหินที่อยู่รอบสังเวียนทอประกายแสง ห่อหุ้มศิษย์สามัญผู้นั้นออกจากสังเวียนไป
“เป็หมัดที่แข็งแกร่งมาก!” หลีโก่วตั้นตะลึงงันในใจ มิกล้าประมือกับหลินเวยหยวน
หลินเวยหยวนเป็บุตรของสามนตราช เขาอยู่กับการต่อสู้มาั้แ่เด็ก แม้ว่าอายุจักไม่มาก หากแต่มือนั้นเปื้อนเืของคนหลายร้อยคนมาแล้ว จิตสังหารน่าสะพรึงเช่นนั้น ใช่สิ่งที่หลีโก่วตั้นจักต้านทานได้อย่างนั้นหรือ?
ทว่าเป้าหมายของหลินเวยหยวนมิใช่หลีโก่วตั้น สายตาเขม็งมองจูชิงราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ
“หมัดทลายพยัคฆ์!” หลินเวยหยวนคำราม เสียงหมัดวายุเอ็ดอึง พร้อมสำแดงพลังทั้งหมดในหมัดเดียว
ขนาดหลินเวยหยวนเองยังคิดไม่ถึงว่า《หมัดทลายพยัคฆ์》ของตนจักสำเร็จขั้นแรกเริ่มในสถานการณ์เช่นนี้ เขาขับเคลื่อนพลานุภาพเต็มกำลังมาดหมายบดขยี้จูชิงให้ราบคาบในคราวเดียว
“หมัดทรงพลังมาก!” หวังจ้งจิ่งขมวดคิ้ว
“แม้ว่าวิชาหมัดจักเป็กระบวนท่าที่เรียบง่าย แต่พลานุภาพกลับทรงพลัง เด็กนั่นมาถึงขั้นนี้ได้ นับว่าโชคดีมาก” หม่าเทียนเลี่ยงยิ้ม
จูชิงเผชิญหน้ากับหมัดนั้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะถอยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยังหมุนควงแขนอย่างแช่มช้าใช้หมัดรับหมัด!
“เกินตัวไปหน่อยกระมัง” ศิษย์ในสำนักอย่างข่งเต๋อส่ายหัว เขามองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าพลังหมัดของหลินเวยหยวนแกร่งกล้าเพียงใด คนที่อยู่บนสังเวียนแล้วรับหมัดเขาได้โดยไม่ตาย น่าจักมีแค่ไม่กี่คน
“ตู้มมม!” ลมปราณอัดกระแทกกันกลางอากาศ จูชิงกับหลินเวยหยวนเท้าเหยียดถอยหลังคนละก้าว!
“เป็ไปได้ยังไง!” หม่าเทียนเลี่ยงแทบกระอักโลหิต หมัดแช่มช้าของจูชิงมีพลานุภาพเฉกเช่นนั้นได้อย่างไร
“《หมัดพฤฒา》หมัดพฤฒาขั้นมนุษย์ระดับล่างจักทัดเทียมกับ《หมัดทลายพยัคฆ์》ขั้นมนุษย์ระดับกลางได้อย่างไร?” ข่งเต๋อตะลึงงัน
ผู้าุโลองกระบี่ลอยอยู่กลางอากาศ มองไปทางสังเวียนด้วยความประหลาดใจ “ปีนี้ดูเหมือนจักมีคนน่าสนใจหลายคน”
จูชิงส่ายหัว อย่างไรเสียวรยุทธ์ก็คือวรยุทธ์ แม้จักเป็วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับต่ำ ทว่าการที่จะชำนาญวิชาได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ นั้นเป็เื่ที่แทบเป็ไปไม่ได้
《หมัดพฤฒา》วรยุทธ์นี้พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือรวบรวมลมปราณเอาไว้ในหมัดแล้วะเิออกมาในครั้งเดียว ยิ่งรับลมปราณได้มากเท่าไหร่ พลานุภาพของวรยุทธ์ก็จักยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
เดิมที《หมัดทลายพยัคฆ์》เป็วรยุทธ์ขั้นมนุษย์ระดับกลาง อีกทั้งขั้นบำเพ็ญเพียรของหลินเวยหยวนก็สูงกว่าจูชิง ในการต่อสู้นี้มิว่าอย่างไรหลินเวยหยวนก็เป็ฝ่ายได้เปรียบ
แต่ผลกลับออกมาเสมอ
“โฮกกก!” เสียงพยัคฆ์คำรณ หลินเวยหยวนปล่อยหมัดอีกครั้ง
“ครืนน!” แต่จูชิงก็ยังคงไม่ถอย ทั้งยังปล่อยหมัดสวนกลับไป
หลินเวยหยวนรู้สึกเหมือนกับหมัดของตัวเองกำลังจะะเิ เขาััได้ว่าพลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าตอนแรกหลายเท่า
“อั่ก!” หลินเวยหยวนกระอักเืออกมา
หม่าเทียนเลี่ยงเห็นแล้วหน้าเขียวคล้ำ “ขยะ!”
จูชิงสะบัดมือ “วรยุทธ์นี้ใช้ได้ไม่เลว”
หลินเวยหยวนสุดแค้นแสนโทสะ เขาไม่เชื่อว่าจักสยบอีกฝ่ายมิได้ จึงหมุนควงแขนปล่อยหมัดอีกครั้ง
“อั่ก!” สิ่งที่ตอบรับกลับมาก็คือหมัดเรียบง่ายที่กระแทกลงบนหน้าอกของหลินเวยหยวน
เสียงกระดูกหักดัง “กรอบ” สนั่นลั่นบริเวณ กระดูกอกของหลินเวยหยวนแหลกเป็เสี่ยงก่อนที่จักถูกขับไล่ออกไปจากสังเวียน!
