ฮวาเจายังไม่ทันถึงบ้าน ก็เห็นปู่ยืนรออยู่หน้าประตูรั้วแล้ว กำลังชะเง้อคอรอคอย
เมื่อเห็นฮวาเจาแบกตะกร้าสองใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยของ ฮวาเฉียงก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าใครๆ เพราะเขาเป็คนที่รู้ดีที่สุดว่าฮวาเจาี้เีขนาดไหน
แต่หลานสาวบอกแล้วว่า เธอจะเปลี่ยน!
ฮวาเฉียงด้วยความรู้สึกตื้นตัน รีบเดินเข้าไปหา อยากจะช่วยเธอแบกไม้คาน
"ปู่ อย่ามายุ่งเลย!" ฮวาเจาหลบมือของเขา "หนูมีแรงเยอะขนาดนี้ ไม่ต้องให้ปู่มาช่วยหรอก เมื่อก่อนที่หนูี้เีขนาดนั้น ก็เพราะปู่ตามใจทั้งนั้นแหละ ต่อไปนี้อย่าตามใจหนูอีกเลย"
"เอ้อ ดีๆ!" ฮวาเฉียงตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ฮวาเจายกตะกร้าทั้งสองใบเข้าไปในบ้านโดยตรง แล้วก็เอาหญ้า้าออก เผยให้เห็นมันเทศและฟักทองที่อยู่ข้างใน
ฮวาเฉียงงง "มาจากไหนเนี่ย?"
"จากตรงบ่อน้ำพุร้อนค่ะ" ฮวาเจาแต่งเื่ "ที่นั่นเป็เหมือนที่ดินอาถรรพ์เลยค่ะ ฤดูใบไม้ผลิทั้งปี ไม่น่าเชื่อว่าฤดูนี้จะมีมันเทศกับฟักทองด้วย วันนี้หนูไม่มีเวลาแล้ว ไว้คราวหน้าค่อยไปใหม่ ไปดูว่ามีผักอื่นๆ อีกไหม"
เป็อย่างนั้นเหรอ?
ฮวาเฉียงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้ยินว่าที่บ่อน้ำพุร้อนมีฟักทองในเวลานี้
แต่ที่นั่นก็อุ่นจริงๆ ผิดฤดูไปบ้างก็ไม่แปลก แถมในอดีตอาจจะมีลูก แต่คนที่ไปเก็บได้ไม่ได้บอกก็เป็ได้
"ไอ้หนูฮวาของปู่ดวงดีจริง ๆ!" ฮวาเฉียงยิ้มแล้วก็ชม
เขาไม่ได้คิดไปในทางอื่นเลย มันเทศกับฟักทองนี่ดูสดใหม่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งเก็บมา ไม่ได้มาจากบ่อน้ำพุร้อน แล้วจะมาจากไหนได้อีก นอกจากจากบนเตียงของใครบางคน
ฮวาเจาวางของแล้วก็เริ่มทำอาหารเย็น
งานเลี้ยงฟักทอง
ฟักทองตุ๋น ฟักทองผัด ฟักทองนึ่ง แพนเค้กฟักทอง
ยังคงไม่ได้ใช้ฝีมืออะไรมากมาย อาศัยความอร่อยของฟักทองเองล้วนๆ
ฮวาเฉียงก็ยังคงรู้สึกว่านี่เป็อาหารที่อร่อยที่สุด
เขายิ่งกินก็ยิ่งมีความสุข ไอ้หนูฮวาของเขามีข้อดีที่น่าชื่นชมได้สักที! ทำอาหารเก่งขนาดนี้ เย่เซินคงจะไม่รังเกียจมากแล้วมั้ง? ...
"ปู่ หนูเพิ่งคุยกับบ้านหลิวเหล่าซานไว้ พรุ่งนี้จะไปจับหมูที่บ้านเขา" ฮวาเจาพูด
รู้จักทำมาหากินแล้ว?
ฮวาเฉียงยิ่งมีความสุข
"ไปสิ พรุ่งนี้แต่เช้าปู่จะไปเอง! ่สองวันนี้ปู่รู้สึกว่าปู่มีแรงขึ้นเยอะแล้ว เลี้ยงหมูตัวหนึ่งสบายมาก!"
"ไม่ต้องเลี้ยงหรอก ปู่แค่ไปจับมาก็พอ หนูเลือกไม่เป็" ฮวาเจาถามต่อ "บ้านเรามีเงินพอไหม?"
"พอ!" ฮวาเฉียงโบกมือ "เื่เงินไม่ต้องห่วง ให้เขาไปก่อน 2 หยวน อีกสองสามวันปู่ได้เงินเดือนแล้วค่อยให้เขา ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่กี่วันเอง เขาคงไม่กลัวปู่เบี้ยวหรอก"
ฮวาเฉียงก็ไม่ใช่คนเบี้ยวหนี้เสียด้วย
ฮวาเจาชะงักไป เธอหลงลืมไปว่าตอนนี้อยู่ในชนบท ที่นี่มีคำว่าน้ำใจ มีคำว่าเชื่อใจ ไม่เหมือนตอนที่เธอจ่ายเงินขาดไปแค่สตางค์เดียว ก็ซื้อของไม่ได้แล้ว
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรีบร้อนเข้าเมืองไปขายฟักทองพวกนี้แล้ว แถมจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ราคาอะไรมากมาย
งั้นก็ไปอีกทางแล้วกัน!
"ปู่ หนูอยากจะหาเงิน" ฮวาเจาพูด
ฮวาเฉียงถึงกับงงไปเลย สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไป
"หาเงิน?" ฮวาเฉียงดีใจมาก "ได้! พรุ่งนี้ปู่จะไปในเมือง ดูว่ามีงานอะไรให้ลูกทำได้บ้าง!"
ในความคิดของเขา การที่คนๆ หนึ่งอยากจะหาเงิน ทางเดียวก็คือการเป็คนงาน ได้รับเงินเดือน
ในอดีตเขาก็เคยคิดถึงทางนี้ เคยบอกฮวาเจาแล้ว ตอนแรกฮวาเจาก็ดีใจ แต่พอไปทำงานได้ครึ่งวันก็บ่นว่าเหนื่อยจะตายแล้วก็ไม่ยอมทำอีก
ตอนนี้หลานสาวของเขาโตขึ้นแล้ว รู้ความแล้ว รู้จักคิดถึงอนาคต เป็ผู้ใหญ่แล้ว
"ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก!" ฮวาเจารีบพูด "ทำงานจะได้เงินสักเท่าไหร่กัน ไม่พอแค่กินเองหรอก แถมพอหนูทำงานก็ต้องออกจากบ้าน ปู่ก็อยู่คนเดียว หนูเป็ห่วง"
ฮวาเฉียงซาบซึ้งใจจนเกือบจะร้องไห้
"หนูอยากจะขายของเองมากกว่า" ฮวาเจาพูดตรงๆ
ฮวาเฉียงลืมเื่ที่จะร้องไห้ไปเลย ใจนเกือบจะะโลงจากแคร่ เขารีบโบกมือ แล้วก็หันไปมองข้างนอก ดูว่าในลานบ้านไม่มีใครอยู่ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน เขาก็เลยถอนหายใจออกมาแล้วนั่งลงไป
"จะขายอะไรกัน? ห้ามทำการค้าส่วนตัวไม่รู้เหรอ? นั่นมันความคิดแบบทุนนิยม!" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ แต่ก็จริงจัง เื่นี้ห้ามประมาทเด็ดขาด!
ขายของได้ มีแต่หน่วยงานรัฐเท่านั้น! ถ้าคนธรรมดาซื้อมาขายต่อ นั่นคือการฉวยโอกาส! โทษเบาๆ ก็คือโดนจับไปอบรม โทษหนักๆ ก็ไม่รู้จะเป็ยังไง
"ปู่คิดมากไปแล้ว หนูไม่ได้ไปขายของอะไร หนูแค่จะขายผลิตผลทางการเกษตร พืชผลจากป่า ผักอะไรพวกนี้" เธอเรียนกฎหมายมา จะไม่รู้ว่าอันตรายของการ "ฉวยโอกาส" ในตอนนี้ได้อย่างไร
เื่ฉวยโอกาส เธอไม่กล้าแตะต้อง แต่ถ้าขายผลิตผลทางการเกษตรที่เหลือใช้ได้เล็กน้อย ก็พอทำได้
แน่นอนว่าจะต้องเป็แค่เล็กน้อย แล้วก็ควรจะทำอย่างลับๆ
เพราะนี่เป็แค่ปี 1976 ที่การปฏิวัติวัฒนธรรมเพิ่งจบลง ความวุ่นวายยังคงมีอยู่ คนข้างบนก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็อย่างไร ควรจะเดินไปทางไหน
"ขายพืชผลจากป่า ผักอะไรพวกนี้เหรอ ก็เข้าท่าดี" ฮวาเฉียงโล่งใจ แต่พอคิดได้ก็งงขึ้นมาอีก "แต่บ้านเราไม่มีพืชผลจากป่า หรือผักอะไรให้ขายสักหน่อยนี่นา"
ไม่ต้องพูดถึง่ที่ยังไม่มีอะไรให้เก็บกินเลย ตอนนี้บ้านเราไม่มีอะไรให้เหลือเลยจริงๆ แถมรอถึงฤดูร้อนที่บ้านคนอื่นมีผักสดใหม่กินไม่ไหวแล้ว บ้านเขาก็ยังกินไม่ได้ ต้องเอาไปตากแห้งไว้กินหน้าหนาว ไม่งั้นหลานสาวเขาได้ผอมแห้งแน่
ฮวาเจาพูดว่า "หนูว่าจะเพาะถั่วงอกขาย"
ฮวาเฉียงกระพริบตา แคะหูตัวเอง แล้วก็สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปอีกแล้ว
ฮวาเจาก้มหน้าลง แล้วก็พูดเบาๆ ว่า "เมื่อก่อนแม่เคยเพาะถั่วงอก หนูเคยดูอยู่ข้างๆ จำได้หมดค่ะ"
ฮวาเฉียงก็ไม่ถามอะไรอีก
ตอนฮวาเจาอายุ 5 ขวบ พ่อก็ขึ้นเขาแล้วเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต พออายุ 6 ขวบ ยายก็หาบ้านใหม่ให้แม่ของเธอ จางกุ้ยหลาน แต่ทางนั้นไม่ยอมให้จางกุ้ยหลานพาเด็กไปด้วย เธอจึงถูกทิ้งไว้ที่บ้านฮวาซาน
เธอแค่เสียแม่ไป ไม่ใช่ว่าแม่ตาย
จางกุ้ยหลานแต่งงานไปอยู่ในเมืองที่ห่างออกไป 100 ลี้ เป็ครอบครัวคนงาน ต่อมาได้ข่าวว่าสามีของเธอได้ย้ายไปทำงานที่เมืองหลวง
เป็ข่าวที่คนในหมู่บ้านยายของเธอเอามาบอก
จางกุ้ยหลานหลังจากจากไป ตอนสองปีแรกก็ยังฝากญาติมาดูเธออยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย
ฮวาเจาใช้ชีวิตเป็เด็กรับใช้ที่บ้านฮวาซานอยู่หนึ่งปี
ตอนนั้นเธอผอมแห้ง ตัวเล็ก แถมยังขี้กลัว ใครเห็นก็อยากจะหยิกเล่นสักสองที
จนกระทั่งฮวาเฉียงกลับมา
พอมีคนรักใคร่ ตามใจ ทะนุถนอม ฮวาเจาก็ะเิพลังออกมาทันที น้ำหนักตัว นิสัย และความกล้าหาญก็พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด ใครเห็นก็อยากจะหยิกเล่นสักสองที!
พอนึกถึงตอนที่กลับมาเจอหลานสาวครั้งแรก ฮวาเฉียงก็รู้สึกสงสารขึ้นมาอีก
ฮวาเจาแสร้งทำเป็น่าสงสาร แล้วก็พูดต่อ "ปู่ เอาฟักทองไปแลกถั่วเขียวมาสักสองสามกิโลหน่อย หนูจะเพาะถั่วงอก แล้วจะเอาไปขายในเมือง"
ในชนบทขายไม่ออกหรอก คนในเขตูเาไม่เยอะ แถมที่หมู่บ้านเค่าซานก็มีแค่ 30 กว่าหลังคาเรือน ต่อให้กินถั่วงอกทุกวัน ก็ได้ไม่กี่บาทหรอก
"ได้ๆๆ ปู่ไปเดี๋ยวนี้แหละ ปู่ไปเดี๋ยวนี้เลย!" ฮวาเฉียงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลุกออกไปทันที
ไม่ว่ามันจะได้เงินหรือเปล่า หรือว่าจะเพาะถั่วงอกได้จริงไหม ขอแค่ไอ้หนูฮวาอยากจะทำอะไร ก็ทำไปเลย
ฮวาเจาก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาไปคนเดียว แต่เหลือฟักทองไว้ลูกหนึ่งกับมันเทศอีกสองสามหัว ส่วนที่เหลือก็ใส่ตะกร้า แล้วก็แบกตามหลังเขาไป แลกถั่วเขียวไปตามบ้าน
เื่เพาะถั่วงอกน่ะ เธอทำได้แน่นอน!
เื่สนุกๆ แบบนี้ เธอจะไม่ทำได้ยังไง?
นอกจากงานประจำแล้ว สิ่งที่เธอชอบทำมากที่สุดก็คืองานที่ใช้แรงกาย งานฝีมือที่ไม่ต้องใช้สมองนี่แหละ
