ฐานที่มั่นมหานครก็เลือกที่จะตั้งอยู่แถบชานเมืองเช่นเดียวกับฐานที่มั่นเถาหยวน!
แน่นอนว่าฐานที่มั่นมหานครนั้นใหญ่กว่าฐานที่มั่นเถาหยวนมาก!
ที่นี่ไม่ใช่คฤหาสน์หลังเดียวอีกต่อไป แต่เป็เขตพัฒนาขนาดย่อม
หรือจะพูดให้ชัดก็คือที่นี่เป็เขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยังสร้างไม่เสร็จ! และด้วยความที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงทำใหู้เาทั้งสองด้านกลายเป็ปราการธรรมชาติที่แข็งแกร่งของฐานที่มั่นแห่งนี้!
ภายใต้การนำทางของจางไฉ่ย่วนแล้ว ในที่สุดพวกถังฮ่าวก็มาถึงประตูหน้าฐานที่มั่นในเวลา 17:42 น.
ด้านหน้าฐานที่มั่นเป็ลานกว้าง เดิมทีควรจะเป็ที่จอดรถ แต่ตอนนี้กลับมีสิ่งก่อสร้างที่แข็งแกร่งราวกับป้อมปราการที่สูงเกือบสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่หลายหลัง! บนยอดป้อมไม่เพียงแต่มีทหารประจำการพร้อมอาวุธครบมือ แต่ตรงกลางป้อมยังเปิดช่องยิงอีกหลายช่อง
เมื่อเห็นป้อมปราการหลายหลังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันอย่างแ่าแล้ว ถังฮ่าวก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าฐานที่มั่นมหานครแห่งนี้ก็มีบุคคลที่ไม่ธรรมดาอยู่เื้ั!
ป้อมปราการเหล่านี้ไม่ธรรมดาเลย พวกมันไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็ระบบเตือนภัยล่วงหน้าเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือยังเป็แนวป้องกันที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็ซอมบี้หรือสัตว์ร้ายกลายพันธุ์บุกมา ก็ต้องผ่านแนวป้องกันของป้อมปราการเหล่านี้ก่อน
ตอนที่ถังฮ่าวและคนอื่นๆ อยู่ห่างจากป้อมปราการด้านหน้าสุดเพียง 60 เมตรก็ถูกสั่งให้หยุดเดินหน้าต่อ!
โชคดีที่หัวหน้าหน่วยของป้อมปราการหลังหนึ่งเป็คนของตระกูลจ้าว ดังนั้นพอเห็นจ้าวกั๋วเทาแล้ว เขาก็แสดงท่าทางตื่นเต้นและดีใจออกมา!
คนผู้นี้รีบออกมาต้อนรับถังฮ่าวและคนอื่นๆ เข้าเมืองด้วยตัวเอง!
ก่อนที่ถังฮ่าวและคนอื่นๆ จะเดินทางมาที่นี่ พวกเขาก็ได้ปรึกษากันแล้วว่าจะแสร้งทำเป็กำลังพลของจ้าวกั๋วเทา และปล่อยให้จ้าวกั๋วเทาเป็คนจัดการทุกอย่าง จ้าวกั๋วเทาถือเป็บุคคลสำคัญคนหนึ่งของตระกูลจ้าว การที่เขาเป็คนออกหน้าจัดการเื่ต่างๆ ย่อมสะดวกกว่าการที่ถังฮ่าวและคนอื่นๆ เป็คนออกหน้า
ด้วยเหตุนี้ ถังฮ่าวจึงมอบรถฮัมเมอร์เสริมเหล็กให้จ้าวกั๋วเทาเป็คนขับ ส่วนถังฮ่าวกับเชียนมู่เซวี่ยก็ขึ้นไปนั่งรถฮัมเมอร์คันของครอบครัวโอวหยางมี่มี่แทน
ตระกูลจ้าวเป็ตระกูลใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์เป็อย่างมาก! พวกเขามีอำนาจมากทั้งในแวดวงการเมืองและธุรกิจ
หลังจากวันสิ้นโลกมาถึง แม้ว่าจะมีคนในตระกูลจ้าวต้องจบชีวิตลงไปไม่น้อย แต่โชคดีที่บุคคลสำคัญหลายคนยังรอดชีวิตอยู่
ตระกูลจ้าวที่อยู่ในฐานที่มั่นมหานครก็เปรียบเสมือนั์ใหญ่ จนกระทั่งเมื่อวานนี้ หรือจะพูดให้ชัดก็คือจนถึงสี่โมงเย็นของเมื่อวานนี้ คำพูดของตระกูลจ้าวยังคงทรงอิทธิพลมากที่สุดในฐานที่มั่นมหานคร แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมง พอฉินิแห่งตระกูลฉิน และฉู่หย่งเจี๋ยแห่งตระกูลฉู่ก้าวขึ้นเป็ผู้วิวัฒนาการระดับ 5 ตระกูลจ้าวก็รู้สึกกดดันมาก
ตระกูลจ้าวมีผู้วิวัฒนาการระดับ 4 ไม่น้อย รวมกันแล้วก็มีมากกว่าเจ็ดคนเลย ซึ่งจำนวนนี้ถือว่ามากที่สุดในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่!
แต่ผู้วิวัฒนาการระดับ 4 กับระดับ 5 นั้นแม้จะต่างกันเพียงระดับเดียว แต่กลับเป็ฟ้ากับเหวที่ยากจะก้าวข้าม
เดิมทีฉินิและฉู่หย่งเจี๋ยก็เป็ผู้วิวัฒนาการระดับ 4 ที่โดดเด่นที่สุดของทั้งสองตระกูล และเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นเป็ระดับ 5 ไม่ว่าจะเป็ความเร็วหรือพละกำลังก็เพิ่มขึ้นเป็สองเท่า ส่วนพลังต่อสู้ก็ร้ายกาจขึ้นสองเท่าด้วย
ผู้นำตระกูลจ้าวคนปัจจุบันคือจ้าวควงอี้หรือปู่จ้าว
เพียงแค่เวลาวันเดียว ผมของปู่จ้าวที่เพิ่งจะกลับมาดำสนิทเพราะการวิวัฒนาการ ก็กลายเป็สีขาวโพลนอีกครั้ง!
“พ่อ พี่รองกลับมาแล้ว!” จ้าวกั๋วหยวนก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าดีใจ!
“กั๋วเทากลับมาแล้วเหรอ?” แววตาของปู่จ้าวฉายแววดีใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“เขานำคนกลับมากี่คน?”
“ขับรถมากันสี่คัน น่าจะประมาณ 40 คนได้!”
แค่ 40 เท่านั้นเหรอ? สีหน้าดีใจของจ้าวควงอี้พลันจางหายไป ก่อนจะยกมือขึ้นและเอ่ยต่อ
“ไป ออกไปต้อนรับพี่รองของนายกัน!”
“คุณฮ่าว คุณมู่เซวี่ย คนนี้พ่อของผม!” จ้าวกั๋วเทาแนะนำ
“สวัสดีครับคุณลุงจ้าว ผมถังฮ่าวครับ”
“สวัสดีค่ะคุณลุงจ้าว ฉันเชียนมู่เซวี่ยค่ะ”
ถังฮ่าวและเชียนมู่เซวี่ยกล่าวทักทายจ้าวควงอี้
“พ่อ ผมคงไม่ต้องแนะนำอาจ้าวหรอกมั้ง ส่วนนี่คุณหนูชิงเฉิง ลูกสาวสุดที่รักของท่านประธานบริษัทเทียนเหิงกับอาจ้าวไง!” จากนั้นจ้าวกั๋วเทาก็แนะนำต่อ
ทางด้านจ้าวฮุ่ยจื่อกับเย่ชิงเฉิงก็รีบก้าวออกมาทักทาย
“คุณลุงจ้าว ไม่ได้เจอกันปีเดียว ท่านดูแข็งแรงขึ้น ยิ่งแก่ก็ยิ่งหนุ่มแน่นขึ้นนะคะ!” จ้าวฮุ่ยจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีคุณปู่จ้าวค่ะ!” เย่ชิงเฉิงก้าวออกมาทักทาย
“ฮ่าๆ ฉันชอบคำพูดของเธอจริงๆ ชิงเฉิง ไม่ได้เจอกันหลายปี เธองดงามขึ้นมากจริงๆ!” จ้าวควงอี้หัวเราะเสียงดัง
ตระกูลเย่เป็ตระกูลร่ำรวยที่สืบทอดกิจการมานานถึงสี่ชั่วอายุคน หากพูดถึงรากฐานและอำนาจแล้ว พวกเขาถือว่าอยู่เหนือตระกูลจ้าวไปอีกขั้น เพราะตระกูลเย่ถือเป็ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ
แต่จ้าวกั๋วเทากลับไม่ได้แนะนำเย่ชิงเฉิงเป็คนแรก แต่กลับแนะนำถังฮ่าวกับเชียนมู่เซวี่ยก่อน ดังนั้นเื่นี้พออยู่ในสายตาของจ้าวควงอี้แล้วถือว่าไม่ธรรมดา แสดงว่าภูมิหลังของคนหนุ่มสาวสองคนนี้จะต้องมีอะไรพิเศษแน่ และเป็ไปได้ว่าอาจจะยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับตระกูลเย่!
พอมีกำลังเสริมที่แข็งแกร่งเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องกลัวตระกูลฉู่กับตระกูลฉินอีกต่อไป และเขาก็ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลจ้าวได้จัดโต๊ะไว้สามโต๊ะ ที่โต๊ะใหญ่สุดก็มีคนนั่งอยู่ด้วยกันถึง 11 คน โดยมีจ้าวควงอี้หรือปู่จ้าว จ้าวกั๋วหยวน รวมถึงจ้าวจื่อหลิงกับจ้าวจื่อเซียวที่เป็ผู้วิวัฒนาการระดับ 4 ที่มีพลังต่อสู้สูงสุดของตระกูลจ้าว ส่วนที่เหลือก็คือจ้าวกั๋วเทาที่เป็เ้าบ้าน จ้าวฮุ่ยจื่อกับเย่ชิงเฉิงที่เป็บุตรสาว โอวหยางเผิงเฉิงกับซ่งปิงเซี่ยสองสามีภรรยา ท้ายสุดก็มีถังฮ่าวกับเชียนมู่เซวี่ย
เดิมทีจ้าวกั๋วเทา้าเชิญโอวหยางมี่มี่กับจางเสี่ยวเหามาร่วมโต๊ะด้วย แต่โอวหยางมี่มี่ จางเสี่ยวเหา และคนอื่นๆ ไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงแบบนี้เท่าไร อีกทั้งพวกเขายังจำคำพูดของถังฮ่าวได้ขึ้นใจ แม้จะเข้ามาในถิ่นตระกูลจ้าวแล้ว แต่ก็ไม่ควรออกจากรถโดยเด็ดขาด! รถยนต์สี่คันนี้มีสามคันที่เป็รถฮัมเมอร์เสริมเหล็ก ซึ่งพออยู่ในยุควันสิ้นโลกเช่นนี้ รถคันนี้จึงถือว่ามีประโยชน์มาก ที่สำคัญที่สุดคือบนรถยังมีเสบียงอีกจำนวนมาก! ไม่ว่าจะเป็อาหาร น้ำดื่ม รวมไปถึงอาวุธปืน!
ดังนั้นโอวหยางมี่มี่ จางเสี่ยวเหา รวมถึงเจียงอี้อิง ยวี่ซื่อหาว จางอวิ๋นจือและคนอื่นๆ จึงนั่งรออยู่บนรถ โดยไม่ได้มาร่วมรับประทานอาหารด้วย แม้แต่เ้าหมีใหญ่อย่างสยงต้าก็ยังนอนพักอยู่ข้างรถ
มีเพียงแบงก์กิ้ง จ้าวเสี่ยวเยว่ หยุนอิ่นอิ่น จ้าวเจียิและคนอื่นๆ ที่ติดตามถังฮ่าวมาร่วมงานเลี้ยง
แม้แตหวังซินและโจวหนิงก็ยังคงอยู่บนรถ และไม่ได้ลงมา
จ้าวควงอี้กำลังจะยกแก้วเหล้าขึ้นกล่าวอะไรบางอย่าง แต่พอเหลือบมองอาหารบนโต๊ะแล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะหันไปกระซิบข้างๆ หูของจ้าวจื่อหลิง
จ้าวจื่อหลิงลุกขึ้นยืนก่อนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว!
หลังจากเดินออกจากห้องโถง จ้าวจื่อหลิงก็โบกมือเรียกลูกน้องคนสนิทของตระกูลจ้าวคนหนึ่งมาเอ่ยถาม
“นายไปดูที่ครัวหน่อยว่าทำไมเนื้อสุนัขกลายพันธุ์ที่พวกเราสั่งไปถึงยังไม่มาเสิร์ฟสักที?”
ลูกน้องคนนั้นของตระกูลจ้าวยังไม่ทันได้ก้าวขาออกไป ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดเสียก่อน
“เนื้อสุนัขกลายพันธุ์เหรอ? ฮึๆ วันนี้มีแขกคนสำคัญอะไรมาเหรอ ถึงกับต้องเสิร์ฟเนื้อสุนัขกลายพันธุ์เชียว? แต่ต้องขอโทษด้วยนะ เพราะพวกนายไม่มีโอกาสได้กินเนื้อจานนั้นหรอก!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีเงาหลายร่างเดินเข้ามา!
จำนวนคนที่มาไม่ได้มากมายเท่าไร และมีเพียงเจ็ดคนเท่านั้น!
เห็นได้ชัดว่าคนทั้งเจ็ดแบ่งออกเป็สองกลุ่ม
พอเมื่อจ้าวจื่อหลิงเห็นผู้นำของทั้งสองแล้วก็หน้าเปลี่ยนสี!
เพราะคนทั้งสองนี้คือผู้ที่มีระดับวิวัฒนาการสูงสุดในฐานที่มั่นมหานครแห่งนี้!
ชายหนุ่มร่างสูงผอมที่นำกลุ่มคนสี่คนที่อยู่ด้านซ้ายคือฉินิที่ผู้นำตระกูลฉินคนปัจจุบัน!
ส่วนชายหนุ่มร่างเตี้ยล่ำบึกบึนที่นำกลุ่มคนสามคนทางด้านขวาก็คือฉู่หย่งเจี๋ยแห่งตระกูลฉู่
“ฉินิ ฉู่หย่งเจี๋ย วันนี้เป็งานเลี้ยงต้อนรับพี่รองของฉัน พวกนายมาที่นี่ทำไม?” จ้าวจื่อหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
ฉินิกับฉู่หย่งเจี๋ยเพิ่งได้รับข่าวว่าจ้าวกั๋วเทานำกำลังพลกลุ่มหนึ่งกลับมา ดังนั้นพวกเขาจึงเร่งรุดมาที่นี่!
ฉินเซียวได้ส่งข่าวให้ฉินิั้แ่เนิ่นๆ แล้ว
แม้ว่าจ้าวกั๋วเทาจะไม่ได้นำคนกลับมามาก แต่ก็ดูน่าเกรงขามทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมีตัวใหญ่ที่ตัวโตราวกับูเาได้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยหวาดกลัว ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดารถยนต์สี่คันที่ขับเคลื่อนมาก็มีสามคันที่เป็รถฮัมเมอร์เสริมเหล็ก!
แม้ว่าฐานที่มั่นมหานครจะมีรถเสริมเหล็กอยู่สิบกว่าคัน แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่ารถเช่นนี้ต่อให้มีมากแค่ไหนก็ไม่ถือว่าเพียงพอ
ฉินิกับฉู่หย่งเจี๋ยจึงนำยอดฝีมือสองถึงสามคนมาตรวจสอบความแข็งแกร่งของกำลังพลที่จ้าวกั๋วเทาพามา และที่สำคัญที่สุดคือต้องแสดงพลังเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย หากมีโอกาส เขาก็ยินดีที่จะรวบตระกูลจ้าวเข้าเป็พวกเดียวกัน
