บทที่ 6
เก็บเห็ด
แสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยแตกของประตูและหน้าต่างเข้ามา กระท่อมหญ้าแฝกราวกับถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งสีเงิน ดูเลือนรางและเงียบสงบเป็พิเศษ
ยามดึกสงัดไร้สรรพเสียง ทุกคนต่างจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ซ่งหยวนแอบลุกขึ้นมากลางดึก คลำทางในความมืดเพื่อทายาที่ท้ายทอย จากนั้นก็นอนพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ
เขารู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว ราวกับมีแมลงไต่ตอม พอเอามือลูบดูก็ไม่เจออะไร ไม่รู้ว่าแพ้อะไรหรือเปล่า
อากาศยามค่ำคืนในต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเย็น ผ้าห่มบนตัวบางเสียจนััไม่ได้ถึงน้ำหนัก นอนมาตั้งนานแต่เท้าทั้งสองข้างยังเย็นเฉียบ
เอ้อหลินที่นอนอยู่ข้างๆ กำลังหลับสนิท ซ่งหยวนไม่กล้าปลุกเขา ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วบังคับตัวเองให้ะโข้ามรั้วกั้นนับแกะไปเรื่อยๆ
แกะหนึ่งตัว... แกะสองตัว...
กว่าจะเคลิ้มหลับไปได้ก็ปาเข้าไปค่อนคืนแล้ว
ฟ้ายยังไม่ทันสว่าง ไก่ตัวผู้ของบ้านข้างๆ ก็เริ่มส่งเสียงขัน "เอก อี เอ๊ก เอ๊ก" ซ่งหยวนรีบเอามืออุดหูทันที
อ๊ากกกก!
ซ่งหยวนลุกขึ้นมาด้วยสภาพผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก ดวงตาเหม่อลอย ชีวิตแบบนี้เขาจะทนอยู่ได้สักกี่น้ำกัน!
หลังจากะเิอารมณ์อยู่เงียบๆ ครู่หนึ่ง ซ่งหยวนก็สางผมลวกๆ แล้วหยิบแปรงสีฟันกับยาสีฟันออกมาจากครัวมิติ
เพื่อถ่ายคลิปวิดีโอ เขามักจะต้องเดินทางไปนั่นมานี่บ่อยๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในโรงแรม ด้วยความที่ไม่ชินกับการใช้ของใช้ในโรงแรม เขาจึงมีตู้พิเศษใบหนึ่งในห้องครัวไว้สำหรับเก็บของใช้ส่วนตัวโดยเฉพาะ
แน่นอนว่ารวมถึงเสื้อผ้าและรองเท้าด้วย เพียงแต่พวกมันไม่เหมาะที่จะเอาออกมาใส่ในตอนนี้
ขณะแปรงฟัน เขารู้สึกคันที่ลำคออีกครั้ง จึงเผลอเกาไปตามสัญชาตญาณ แต่ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน
เขาคาบแปรงสีฟันไว้ในปากแล้วสำรวจร่างกาย พบว่าที่แขนและไหปลาร้ามีตุ่มแดงขึ้นหลายจุด ไม่รู้ว่าถูกแมลงชนิดไหนกัดเข้าให้
ซ่งหยวนทอดถอนใจ อาศัย่ที่ฝาแฝดยังไม่ลุก รีบล้างหน้าแปรงฟันให้เสร็จ แล้วหยิบน้ำมันสมุนไพรในครัวออกมาทาบางๆ
ยามเช้าหมอกควันสลัวปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ซ่งหยวนเงยหน้ามองูเาที่อยู่ด้านหลัง ในใจก็ผุดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
จังหวะนั้นเอง เอ้อหลินเพิ่งตื่นพอดี เขาขยี้ตาที่ยังสะลืมสะลือพลางเรียก "พี่ใหญ่"
"เอ้อหลินเอ๊ย" ซ่งหยวนถามเขา "หลายวันมานี้มีฝนตกบ้างไหม"
เอ้อหลินครุ่นคิด "เมื่อวานซืนมีฝนตกปรอยๆ ลงมาบ้างขอรับ"
ซ่งหยวนพยักหน้าอย่างใช้ความคิด ในเมื่อฝนตกก็จัดการง่ายหน่อย เขาจึงเอ่ยว่า "พี่จะขึ้นเขาไปสักเดี๋ยว จะไปเก็บเห็ดมาทำอะไรกินกัน"
เอ้อหลินทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เอ่ยเพียงว่า "พี่ใหญ่ ท่านระวังตัวด้วยนะขอรับ"
ซ่งหยวนโบกมือ "ข้ารู้แล้ว จะเดินวนๆ อยู่แค่แถวข้างล่าง ไม่เข้าป่าลึกหรอก"
เอ้อหลินถอนหายใจราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก "ช่างเถอะ ข้าไปกับท่านด้วยดีกว่า"
"ไม่ต้องตามมา ข้าไปคนเดียวได้" ซ่งหยวนรีบปฏิเสธทันควัน
ล้อเล่นหรือเปล่า ถ้าให้เอ้อหลินตามไปด้วย เขาจะเอาเห็ดครึ่งตะกร้าในครัวออกมาได้อย่างไรกัน
เอ้อหลินมองตามแผ่นหลังของซ่งหยวนที่เดินจากไป พร้อมกับความกังวลที่เพิ่มมากขึ้น
เดี๋ยวต้องไปบอกเอ้อหยาเสียหน่อย ว่าอย่ากินเห็ดที่พี่ใหญ่เก็บกลับมาเชียว เผื่อว่ามันมีพิษจะทำอย่างไรดี
ปกติในหมู่บ้านก็มีคนขึ้นเขาไปตัดฟืนหรือเก็บเห็ดบ้าง แต่คนที่กล้าเข้าป่าลึกไปล่าสัตว์จริงๆ มีเพียงท่านพ่อซ่งคนเดียวเท่านั้น
เมื่อหลายปีก่อนเคยมีคนขึ้นเขาไปเก็บยาแล้วหลงทาง จนค่ำมืดก็ยังไม่กลับมา
วันรุ่งขึ้น หัวหน้าหมู่บ้านจึงเกณฑ์ท่านพ่อซ่งและชายฉกรรจ์อีกสิบกว่าคนเข้าป่าไปตามหา
สุดท้ายกลับพบเพียงศพที่ถูกสัตว์ป่ากัดแทะจนเหวอะหวะ
ั้แ่นั้นมา นอกจากท่านพ่อซ่งแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าป่าลึกอีกเลย
ตามคำบอกเล่าของท่านพ่อซ่ง บนเขานั้นไม่เพียงแต่มีหมาป่า แต่ยังมีเสือโคร่งที่กินคนได้อีกด้วย
ซ่งต้าซู่เ้าของร่างเดิมเติบโตมาพร้อมกับเื่เล่าการล่าสัตว์ของบิดา แต่นอกจากมันจะไม่ช่วยกระตุ้นความฮึกเหิมในใจแล้ว กลับทำให้เขาหวาดกลัวจนไม่กล้าขึ้นเขา
ดังนั้นั้แ่โตมา เ้าของร่างเดิมจึงแทบไม่เคยขึ้นเขาเลยแม้แต่ไม่กี่ครั้ง
ฤดูหนาวผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ตามทางเดินบนเขามีหญ้ารกชัฏ ต้นไม้ที่เคยแห้งโกร๋นก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ซ่งหยวนค่อยๆ ปีนขึ้นไปตามทางเดิน ความชื้นบนเขาสูงมาก ดินก็แฉะเล็กน้อย ทางเดินจึงค่อนข้างลื่น เขาต้องเดินอย่างระมัดระวัง
เห็ดที่กินได้ในฤดูใบไม้ผลิมีไม่กี่ชนิด ที่เห็นบ่อยๆ ก็มีเห็ดมอเรล เห็ดทุ่งหญ้า และเห็ดโคน เป็ต้น
เพียงแต่การจะหาพวกมันให้เจอนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ซ่งหยวนตั้งใจจะลองเสี่ยงดวงดูก่อน หากหาไม่เจอจริงๆ ค่อยเอาเห็ดในครัวออกมาอ้างว่าเก็บได้จากบนเขา
ซ่งหยวนหยิบกิ่งไม้แห้งมาอันหนึ่ง ลองเขี่ยพงหญ้าข้างทางดู ไม่นานก็พบเห็ดสีขาวอวบอัดอยู่สองสามดอก
เห็ดชนิดนี้เรียกว่าเห็ดหญ้าคา มักขึ้นตามพงหญ้าบนเนินเขาหรือกองหญ้าเน่าเปื่อย เป็เห็ดที่กินได้และรสชาติลื่นนุ่มลิ้นมาก
ซ่งหยวนเดินไปเขี่ยใบไม้แห้งไป แล้วก็พบเห็ดมอเรลอีกสองสามดอก
โอ้โห ดวงดีชะมัด
ซ่งหยวนก้มหน้าก้มตาเก็บเห็ดจนลืมเวลา พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นมาถึงกลางเขาแล้ว
แสงสีทองยามเช้าลอดผ่านแมกไม้หนาทึบส่องเข้ามาในป่า ขับไล่หมอกบางๆ ให้จางหายไป ทุกสรรพสิ่งดูแจ่มใส นกน้อยเจื้อยแจ้วบนกิ่งไม้ ลมเย็นพัดผ่านทิวไม้ น้ำพุใสไหลรินผ่านโขดหิน
สูดลมหายใจรับไออุ่นของฤดูใบไม้ผลิเข้าไปเต็มปอด ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
เห็ดที่เก็บได้มีเยอะพอสมควร จนสองมือหอบไม่ไหว
ซ่งหยวนหาที่นั่งลง เด็ดใบไม้มาสองสามใบสานเป็ตะกร้าเล็กๆ ขนาดประมาณสองฝ่ามือ พอดีสำหรับใส่เห็ดที่เก็บมาได้
จากนั้น เขาก็เลือกเห็ดมอเรลจากในครัวออกมาสองสามดอก ผสมรวมเข้ากับเห็ดที่เพิ่งเก็บมา ทำให้ตะกร้าใบเล็กดูแน่นขนัดเต็มปรี่
ซ่งหยวนถือตะกร้าเดินลงเขาตามทางเดิมที่มา
เมื่อกลับถึงบ้าน ฝาแฝดตื่นกันหมดแล้ว และมีไฟลุกโชนอยู่ในครัว
ซ่งหยวนวางตะกร้าลง "เอ้อหยา พวกเ้าอย่าเพิ่งวุ่นวายไป เดี๋ยวพี่จะทำแกงจืดสามสหายให้กิน เอ้อหลินเ้ามานี่ เอาเห็ดไปล้างก่อน"
เอ้อหลินเดินออกมาจากห้อง สายตาก็สะดุดเข้ากับตะกร้าสานหน้าตาประหลาดๆ ก่อนจะเลื่อนไปมองเห็ดที่อยู่ในนั้น
เขาหิ้วตะกร้าขึ้นมาอย่างใจคอไม่ดีนัก ตักน้ำจากตุ่มมาล้างเห็ด
ปากล้างไป ตาพรางคอยคัดแยกเห็ดในมือไปพลาง
เมื่อก่อนท่านแม่ซ่งมักจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดบ่อยๆ ด้วยความที่เห็นมาั้แ่เด็ก เอ้อหลินจึงพอจะแยกแยะได้ว่าเห็ดชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนมีพิษ
สิ่งที่ทำให้เอ้อหลินแปลกใจก็คือ ในตะกร้าไม่มีเห็ดพิษเลยแม้แต่ดอกเดียว
เขาถึงกับเตรียมใจไว้แล้วว่าถ้าต้องกินเห็ดพิษเข้าไป ทั้งบ้านคงได้ลงไปนอนในโลงพร้อมกันแน่ๆ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจของเอ้อหลินก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา เขาเข้าใจพี่ใหญ่ผิดไปจริงๆ
ซ่งหยวนไม่รู้เลยว่าเอ้อหลินกำลังคิดอะไรอยู่ ต่อให้รู้ เขาก็คงได้แต่ยืนอึ้งพูดไม่ออกไปพักใหญ่ เขาล้วงไข่ไก่ออกมาสองฟองจากแขนเสื้อ "เอ้อหยา เ้าไปหาท่านป้าหนิวขอยืมผักกาดขาวมาสองหัวนะ เอาที่ยอดนุ่มที่สุดด้วยล่ะ"
เอ้อหลินอดไม่ได้ที่จะใ "พี่ใหญ่ ท่านไปเอาไข่ไก่มาจากไหนขอรับ"
ซ่งหยวนปั้นหน้าโกหกหน้าตาย "เก็บได้บนเขาน่ะ คาดว่าเป็ไข่ไก่ป่า"
ความจริงมันคือไข่ไก่ที่เขาหยิบออกมาจากตู้เย็นนั่นแหละ
เอ้อหลินเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ในใจแอบสงสัยว่า พี่ใหญ่ไปขโมยมาจากบ้านใครหรือเปล่า
ถ้าเ้าของเขาตามมาเรียกค่าเสียหายจะทำอย่างไรดี? เอ้อหลินอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าอมทุกข์ออกมา
ส่วนเอ้อหยานั้นนางไม่สนหรอกว่าไข่ไก่จะมาจากไหน ขอแค่มีของกินก็พอ นางรีบวิ่งแจ๋วไปยังบ้านตระกูลหนิวฝั่งตรงข้าม เพียงครู่เดียวก็หิ้วผักกาดขาวกลับมาสองหัว
"นี่เ้าค่ะ" เอ้อหยาส่งผักกาดให้เขา
ซ่งหยวนตรวจสอบดู "ยอดนุ่มที่สุดใช่ไหม"
คนๆ นี้ ช่างน่ารำคาญเสียจริง
เอ้อหยาอยากจะถลึงตาใส่แต่ไม่กล้า นางจึงทำได้เพียงเม้มปากแล้วบอกว่า "นุ่มที่สุดแล้วเ้าค่ะ"
ไม่ใช่เสียหน่อย
ซ่งหยวนจ้องมองใบหน้าที่บูดบึ้งของนางอย่างละเอียด เห็นว่าบนหน้านางไม่มีรอยบวมแดงแล้วถึงได้เบาใจ เขาจึงหิ้วผักกาดเข้าครัวและเริ่มลงมือทำแกงจืดสามสหาย
ยามนี้เตาไฟลุกโชนแล้ว มีหม้อดินวางอยู่พร้อมไอน้ำที่พุ่งพล่าน
ซ่งหยวนตอกไข่ใส่ชาม ใช้ตะเกียบตีอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ เทลงในน้ำที่กำลังเดือดจัด ไข่เหลวพอโดนความร้อนก็จับตัวแข็งตัวกลายเป็ดอกไม้สีเหลืองนวลกระจายอยู่ในน้ำ ดูสวยงามอย่างยิ่ง
ถ้าตอนนี้มีกระทะเหล็กสักใบก็คงดี เอาไข่ลงไปเจียวในกระทะสักนิด แล้วค่อยเทน้ำเดือดจัดลงไป ก็จะได้ซุปไข่สีขาวนวลเหมือนน้ำนมแล้ว
ซ่งหยวนคิดในใจว่า วันข้างหน้าถ้ามีเงินเมื่อไหร่ เขาจะต้องไปซื้อกระทะเหล็กกลับมาให้ได้
ในฐานะบล็อกเกอร์อาหาร ซ่งหยวนเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า อาหารที่ไม่ได้ผ่านการผัดด้วยกระทะเหล็กนั้น... มันช่างไร้ิญญาเสียจริง
