แสงสายัณห์ราวกับผืนผ้าห่มที่ปกคลุมทั้งเมืองหลวงไว้
เฉินโย่ว และเหล่าพี่ชาย หลังจากลงจากเขา แล้วก็พากันขึ้นเขาอีกลูก
แสงตะวันรำไร ขั้นบันไดสูงต่ำลดหลั่นกันไป ต้นไม้สองข้างทางราวกับฉาบด้วยสีทอง กระทั่งยอดไม้ก็ราวกับว่ามีใบไม้ทองแทรกอยู่
หลังจากที่เฉินโย่วเดินผ่านป้ายหินที่สลักชื่อูเาหลงยวนเอาไว้ เสียงแกรกกรากจากทั้งสองฟากของบันไดหินก็พลันเงียบลง
เหลือไว้เพียงความสงบเงียบเท่านั้น
วันนี้เฉินโย่วพาเ้างูเขียวที่นางแอบพาไปสำนักเชินกลับมาด้วย
เ้างูเขียวเมื่อถูกปล่อยลงพื้นก็เลื้อยไปมา
เ้างูเขียวกลับไม่ยินดีที่จะลงไปบนพื้นดินเท่าใด ตัวยาวๆ ของมันพยายามจะรั้งอยู่ในกระเป๋าของเฉินโย่วต่อ แต่ก็คงเป็เพราะมันไม่อยากจะเลื้อยกระมัง
ที่เ้างูเขียวตัวนี้ไม่ถูกจับตุ๋นก็เพราะมันสนิทสนมกับแม่นางงูขาวั์ ทั้งยังอิงตำนานเื่แม่นางงูขาวของท่านอาจารย์ที่เล่าว่านางมีสหายเป็แม่นางงูเขียว
ส่วนเฉินโย่วเพียงสุ่มจับงูตัวหนึ่งขึ้นมาเล่น และป้อนอาหารเท่านั้น
ทว่าเ้างูไม่นานก็ค่อยๆ คุ้นเคยกับการถูกป้อนอาหารเช่นนี้ ไม่ว่าจะทิ้งไว้ที่ใดก็จะเลื้อยกลับมาหานางเสมอ
ตลอดทางที่เดินขึ้นูเา เฉินโย่วคอยวิ่งนำอยู่หน้าสุด ทิ้งห่างเหล่าพี่ชายไปไกลนัก
ส่วนเ้าเด็กอ้วนก็รั้งท้ายสุด
ยังดีที่อาสวินเอาแต่ทำตัวเป็หนอนหนังสือจึงได้เดินไม่เร็วเท่าใดเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเสี่ยวซีคงได้แต่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง
เพราะเฉินโย่วคุ้นชินกับเส้นทางแล้วจึงได้เดินไว เดินไปกว่าค่อนทางแล้วก็ยังไม่หยุดพัก ไม่เหมือนฮ่องเต้เมื่อวันก่อนที่เอาแต่ยืดยาดจนต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันจึงจะถึงยอดเขา
เมื่อถึงยอดเขา นางก็เห็นว่าน้าหลัวได้มายืนรออยู่ที่ปากทางแล้ว ฝีเท้าของนางยิ่งถี่รัวจนราวกับจะโผบินเข้าไปสู่อ้อมกอดนุ่มนิ่มของน้าหลัว
ยามนี้นางยิ่งรู้สึกว่าที่นี่เหมือนกับหมู่บ้านไป๋กู่
ทุกคราที่นางออกไปเล่นซน ยามกลับมาก็จะเห็นน้าหลัวยืนรออยู่ตรงหน้ากองกระดูกเช่นนี้
สายลมกระโชกพัดกระโปรงของน้าหลัวให้ปลิวไสว เส้นผมยาวสลวยของนางก็ลู่ตามลมเช่นกัน ในใจของเฉินโย่วรู้สึกว่าน้าหลัวของนางช่างงดงามเสียยิ่งกว่างดงาม
แม่นางหลัวไม่ได้พบเฉินโย่วเสียหลายวัน วันนี้จึงคิดถึงนางอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้นางจะคุ้นเคยกับการที่มีเด็กคนนี้อยู่ดีข้างกายเสียแล้ว ทั้งยังไม่เคยจะต้องจากกันนานถึงเพียงนี้
เมื่อเฉินโย่วเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้ว นางก็จับเด็กหญิงหมุนซ้ายหมุนขวา กระทั่งหนังศีรษะก็ยังต้องตรวจดูสักครา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดี นางจึงค่อยวางใจ
“ไฉนจึงอ้วนขึ้นอีกแล้วเล่า อาหารในสำนักเชินอร่อยถึงเพียงนั้นเลยหรือ” แม่นางหลัวบีบเนื้อแน่นๆ ของเด็กหญิง จึงได้รู้ว่านางอ้วนขึ้น ทั้งยังดูเหมือนจะตัวหนักกว่าเมื่อก่อน
เฉินโย่วคิดย้อนอยู่ครู่หนึ่ง อาหารในสำนักเชินสำหรับนางก็นับว่าใช้ได้ แต่ก็ยังไม่นับว่าดีถึงเพียงนั้น เพียงแต่ั้แ่ที่นางได้กินเมล็ดอ่อนประหลาดนั่นก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก รู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง ถึงกระนั้นนางก็รู้ว่าไม่ควรจะเล่าให้น้าหลัวฟัง เพราะน้าหลัวก็เอาแต่บอกว่านางเป็โรคที่ชอบหยิบอะไรแปลกๆ เข้าปากมาั้แ่เล็ก กระทั่งก้อนดินก็ยังเอาเข้าปากได้ หากครานี้ปล่อยให้น้าหลัวรู้ว่านางเอาอะไรแปลกๆ เขาปากอีก จะต้องโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ ดังนั้นนางจึงได้แต่ยิ้มแหยๆ เท่านั้น
“ท่านอาจารย์เล่า” เฉินโย่วหันมองซ้ายมองขวาแล้วก็ไม่เห็นท่านอาจารย์กัว
เฉินโย่วในตอนนี้รู้แล้วว่าท่านอาจารย์ที่นางเก็บกลับมาที่แท้คือราชครู ทว่านางกลับคุ้นชินกับการปฏิบัติตัวเช่นนี้กับท่านอาจารย์เสียแล้ว เพราะนางก็เป็เช่นนี้มาตลอด
ทั้งนี้นอกจากพี่ชายและน้าหลัวแล้วก็คงเป็ท่านอาจารย์ที่ดีต่อนางที่สุด เช่นนี้เมื่อไม่เห็นเขาออกมาต้อนรับนาง ก็รู้สึกว่าผิดปกติ
“องค์หญิงยังคงไม่ฟื้นคืนสติ ท่านอาจารย์กัวจึงได้ถูกเชิญกลับวังหลวงชั่วคราว”
เฉินโย่วก็ได้ยินเื่ที่องค์หญิงยังมิฟื้นแล้ว คนข้างนอกพากันวิจารณ์ไปต่างๆ นานา ถึงข้นมีคนกล่าวว่าท่านน้าของนางเป็ตัวต้นเหตุ ทำเอานางโกรธเสียจนควันออกหู
นางเกลียดพวกคนปากไม่มีหูรูดเ่าั้นัก
กระทั่งกับองค์หญิงเอง นางก็ชักจะไม่ชอบขึ้นมา
เมื่อก่อนนางได้ยินเื่ขององค์หญิงแล้วก็ยังนึกแปลกใจ ทั้งยังเคยหวังว่าในอนาคตจะได้พบกับองค์หญิง
หลัวอู๋เลี่ยงยื่นมือออกมาขยี้ศีรษะเด็กหญิงตรงหน้า ผมที่ทั้งนุ่มทั้งลื่นของนางยามนี้เริ่มจะเงางามขึ้นมาแล้ว
“พรุ่งนี้ในวังหลวงจะมีพิธีถวายพระพร ท่านอาจารย์กัวเพิ่งจะส่งคนมาแจ้งข่าวว่าให้เ้าเข้าไปร่วมงานในวันพรุ่งนี้ด้วย” เมื่อพูดถึงเื่องค์หญิงแล้ว หลัวอู๋เลี่ยงจึงได้กล่าวเื่นี้เพิ่มขึ้นมา
ความจริงนางไม่ค่อยจะชอบวังหลวงเท่าใด คราที่แล้วที่นางรับราชโองการเข้าวังหลวงช่างทำให้นางรู้สึกย่ำแย่อย่างยิ่ง
นางเชื่อว่าท่านราชครูเองก็คงจะไม่ชอบวังหลวงเช่นกัน ทว่าท่านราชครูตั้งใจส่งคนมาแจ้งข่าวให้เฉินโย่วเข้าวังเช่นนี้ นางก็รู้ว่าเื่นี้คงจะไม่ธรรมดา
นางจึงไม่ได้ปฏิเสธไป
เพราะนางเชื่อว่าท่านราชครูย่อมไม่มีทางทำเื่ที่ผิดต่อเฉินโย่ว
จนบางครานางยังรู้สึกว่าท่านราชครูดีต่อเฉินโย่วยิ่งกว่านางเสียด้วยซ้ำ
“ข้าต้องเข้าวังหลวงหรือ แล้วเหล่าพี่ชายจะไปด้วยกันหรือไม่” เหล่าพี่ชายและเ้าเด็กอ้วนมาถึงพอดี จึงได้ยินสิ่งที่เฉินโย่วเพิ่งจะเอ่ยถาม
แม่นางหลัวกลับส่ายหน้า
พิธีถวายพระพรในวังหลวง ครั้งนี้เพราะองค์หญิง เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวมากมายจึงได้ถูกตามตัวเข้าวัง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็วังหลวง ใช่ว่าใครจะเข้าไปได้ง่ายๆ
เฉินโย่วเพราะเป็ศิษย์คนสุดท้ายของท่านราชครู จึงได้มีโอกาสเข้าวังหลวงเช่นนี้
คนอื่นๆ ไม่ได้ร้อนใจกับเื่ที่เฉินโย่วจะต้องเข้าวัง เพราะตัวนางเองก็เคยแอบปีนเข้าวังอยู่หลายครา อีกทั้งครานี้ยังมีท่านอาจารย์กัวอยู่ ย่อมต้องไม่เป็ไรอย่างแน่นอน
ในวันต่อมาเพียงเพิ่งจะเริ่มเช้า ฟ้ายังไม่ทันสาง ทุกสารทิศยังคงมืดครึ้ม
เฉินโย่วก็ถูกน้าหลัวจับรวบขึ้นหลังเ้ามืด ให้มันพานางลงจากเขาไป
ด้านล่างมีคนมารอรับเฉินโย่วอยู่แล้ว
เป็คนจากตำหนักราชครู
เดิมทีจ้งเยียนคิดอยากจะมาด้วยตนเอง ทว่าพิธีถวายพระพรครานี้ราชครูต้องเป็ผู้ควบคุม เขาจึงจำต้องอยู่ในวังหลวงเพื่อศึกษา เช่นนี้จึงได้แต่ส่งคนจากตำหนักราชครูมาแทน
แต่จ้งเยียนแม้จะต้องอยู่ในตำหนักเพียงลำพัง แต่เขากลับมีแผนการยิ่งกว่าราชครู อย่างน้อยก็ยังฝึกฝนขันทีและนางกำนัลในตำหนัก นางกำนัลที่ส่งออกมารับเฉินโย่วก็เป็นางกำนัลาุโเตี้ยวกูที่เขาไว้ใจเป็อย่างยิ่ง
รูปร่างของเตี้ยวกูค่อนข้างท่วม หน้าตาไม่นับว่าเลอโฉม แต่ร่างกายค่อนข้างจะแข็งแรง
นิสัยก็ค่อนข้างจะสุขุม เื่ในตำหนักน้อยใหญ่ก็ล้วนแต่ได้นางเป็คนจัดการ
วันนี้จึงได้รับหน้าที่ให้ออกมารับคน
ด้วยนางเป็คนสุขุม ทำอะไรรอบคอบ คำนึงถึงรอบด้าน อีกทั้งใบหน้านิ่งๆ ของนางยังดูทั้งอบอุ่นและมีมารยาท ร่างกายก็ฝึกฝนมาอย่างดี ยามอยู่ในวังหลวงจึงนับว่าเป็ผู้าุโที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
ทว่าเมื่อนางได้เห็นเด็กหนุ่มที่กำลังขี่ม้าฝ่าความมืดเข้ามา ก็ได้แต่นิ่งค้าง
ไม่แปลกใจว่าเหตุใดท่านราชครูน้อย และท่านปราชญ์แห่งแผ่นดินจึงได้ให้ความสำคัญจนต้องส่งนางมา
คนงามในวังหลวงนางล้วนแต่พบเจอจนชินตาเสียแล้ว ท่านราชครูน้อยเองก็นับว่าเป็เด็กหนุ่มที่รูปลักษณ์หาได้ยากยิ่ง
ทว่าเมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้ว ท่านราชครูน้อยกลับดูแล้วสามัญนัก
เด็กหนุ่มตรงหน้านางราวกับดวงดาวที่สุกสกาวในคืนเดือนดับ สุกสว่างเสียจนคนที่เห็นต้องหรี่ตา
เตี้ยวกูเมื่อได้เห็นเฉินโย่วแล้วก็เสียอาการขึ้นมา
นานสองนานกว่านางจะมีการตอบสนอง จนนางรู้สึกขายหน้ายิ่งนัก
นางเดินนำเด็กหนุ่มไปขึ้นรถม้า ทว่าก็ไม่กล้าจ้องมองเขานาน
เด็กหนุ่มเข้ากับคนง่าย ทั้งท่าทียังดูเกียจคร้านเล็กน้อย คงเพราะฟ้ายังไม่ทันสาง เขาจึงได้หาวออกมาเสียหลายหน หลังก็พิงกับเบาะนุ่มบนรถม้าอย่างผ่อนคลาย
เดิมทีนางเป็คนไม่ค่อยพูดค่อยจา ทว่าก็เพราะว่านางเชื่อว่ามันควรเป็เช่นนั้น
แต่นางก็ยังนับว่าได้ผ่อนคลายกว่านางกำนัลในตำหนักอื่นมากนัก แต่เพราะว่านางต้องรับผิดชอบคนมามาก จึงนับว่าหลังตรงหน้าเชิดกว่ากูกูคนอื่นมากนัก ทว่ายามที่ต้องอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มคนนี้ นางกลับรู้สึกว่าต้องค้อมกายให้อย่างไม่มีสาเหตุ
ยามสนทนาด้วยก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจ
“ท่านเป็ศิษย์ของท่านราชครู สามารถตรงเข้าวังได้เลยเ้าค่ะ ยามที่ถวายพระพรก็ไม่ต้องคุกเข่า เพียงทำตามท่านราชครูน้อยก็พอเ้าค่ะ”
เฉินโย่วพยักหน้า หลังจากที่นางลงมาถึงตีนเขาแล้วก็ปล่อยให้เ้ามืดเดินกลับขึ้นเขาไป ด้วยเพราะนางมีรถม้ามาคอยรับอยู่แล้ว ทว่าในกระเป๋าใบน้อยของนางยามนี้ยังมีงูตัวเล็กตัวหนึ่งซ่อนอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะน้าหลัวกล่าวว่ายามอยู่ในพิธีถวายพระพรจะน่าเบื่อเป็อย่างยิ่ง นางจึงคิดว่าจะเอาเ้างูน้อยออกมาเล่นฆ่าเวลา
เตี้ยวกูไม่ได้คาดคิดแม้แต่น้อยว่าในกระเป๋าใบเล็กของเด็กหนุ่มจะมีงูตัวหนึ่งซ่อนอยู่
ด้วยเพราะเกรงว่านางจะล่าช้า ดังนั้นฟ้ายังไม่ทันสาง เฉินโย่วก็ถูกแม่นางหลัวส่งลงจากเขามาแล้ว ทั้งยังกำชับแล้วกำชับอีก
ไม่เหมือนกับพี่ชายสามสี่คนของเฉินโย่ว ในใจของหลัวอู๋เลี่ยงเต็มไปด้วยความกังวล
แม่นางหลัวที่หลักแหลมกว่าใคร ในใจจึงพอจะเดาได้รางๆ แล้วว่าเฉินโย่วเป็ใคร
ทว่าสำหรับหลัวอู๋เลี่ยงแล้วไม่ว่าเฉินโย่วจะเป็ใคร สำหรับนางแล้วเฉินโย่วคือบุตรของนาง เด็กที่เติบโตจากหยาดน้ำนมจากอกของนาง
เฉินโย่วเติบโตบนูเากระดูก นิสัยจึงแจ่มใสร่าเริง กระทั่งน้าหลัวกำชับนางอยู่เสียหลายคราเช่นนี้ แต่นางก็ทำราวกับเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อดที่จะเล่นซนไม่ได้
บัดนี้ยามที่นางนั่งอยู่รถม้า นางก็ยังไม่มีท่าทีหวาดกลัวคนแปลกหน้าแม้แต่น้อย
รู้สึกเพียงว่ากูกูที่นั่งอยู่ตรงหน้านางนั้นมีท่าทีแปลกๆ นางกำนัลคนนี้ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพเหลือเกิน
เฉินโย่วเอนหลังพิงเบาะนุ่ม ยามรถม้าโคลงไปมานางก็สัปหงกขึ้นมา จนสุดท้ายก็หลับไปจริงๆ
ส่วนเตี้ยวกูนั่งอยู่บนเบาะนุ่มตรงมุมรถม้า เผื่ออีกฝ่ายจะมีเื่ให้ตนรับใช้
ไม่นานนักนอกรถม้าก็มีเสียงดังจอแจ
เฉินโย่วจึงลืมตาขึ้นแล้วจึงแหวกผ้าม่านออก บัดนี้พวกนางเดินทางมาถึงตัวเมืองแล้ว ด้านนอกมีคนเดินขวักไขว่ไม่น้อย
เตี้ยวกูเป็กูกูในวังหลวงมานานจึงเชี่ยวชาญด้านการจับสีหน้าและคำพูด นางเห็นว่าเด็กหนุ่มขยับไปมาราวกับมีบางสิ่งจะพูด
นางเองก็รู้งานจึงออกปากถาม “นายน้อยมีเื่อันใดขัดข้องหรือไม่เ้าคะ หากว่ามีก็ถามเตี้ยวกูได้นะเ้าคะ พวกเขาเรียกบ่าวกันว่าเตี้ยวกูกันทั้งนั้น”
เตี้ยวกูใบหน้าเคร่งขรึม ท่าทางจริงใจ แผ่นหลังตั้งตรง ยามนั่งก็ยืดหลังตรงอยู่ รอตอบคำถามของเด็กหนุ่ม
ในใจก็คิดตามว่าหากว่านายน้อยคนนี้ถามเื่ความลับในวังขึ้นมา นางควรตอบอย่างไรดี
เฉินโย่วก็พลอยได้รับอิทธิพลจากท่าทีขึงขังของอีกฝ่าย จนท่าทางการนั่งของนางก็ดูจริงจังขึ้นมาเช่นกัน
“เตี้ยวกูกู หากพวกเราเข้าวังไปแล้วจะกินอะไรกัน อาหารเช้าในวังหลวงรสชาติดีหรือไม่ ได้ยินมาว่าองค์หญิงทรงปรีชาสามารถทุกอย่าง กระทั่งเื่อาหารก็ยังเชี่ยวชาญ ทั้งของอร่อยในวังหลวงก็ยังเป็สิ่งที่ข้างนอกไม่มี เช่นนั้นพวกเรามาเช้าถึงเพียงนี้ก็น่าจะทันข้าวเช้าใช่หรือไม่”
เตี้ยวกู “…”
นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นคนเข้าวังแล้วถามถึงอาหาร
