บทที่ 24 หวนคืนสู่สำนักชิงเซียว
แสงอาทิตย์สาดส่องผืนพสุธา เคลื่อนผ่านเมืองเจ็ดบรรพตที่ตั้งอยู่ตีนเขา
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สตรีชุดดำจ้องมองชายชราชุดเทาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความรำคาญใจ
"ท่านนี่มือไวเท้าไวดีเหลือเกิน ข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน เช้าวันที่สองท่านก็หาข้าจนเจอเสียแล้ว"
สตรีชุดดำกล่าวเสียงเรียบ คำพูดของนางทำให้ชายชราชุดเทาทำหน้าไม่ถูก
ชายชราผู้นี้ดูแล้วอายุล่วงเลยเจ็ดสิบปี บนใบหน้าปรากฏฝ้ากระตามวัย เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า "คุณหนู อย่าได้ใช้อารมณ์วู่วามอีกเลย ด้วยวรยุทธของท่านในยามนี้หากขึ้นไปยังพันธมิตรเจ็ดบรรพตย่อมต้องเสียเปรียบแน่นอน อีกทั้งข้ายังสืบทราบมาว่าทางนั้นเพิ่งเกิดเื่ใหญ่ขึ้น ตอนนี้ใครที่กล้าไปแหย่พวกมัน ย่อมต้องเจอการโต้กลับที่บ้าคลั่งแน่นอน"
"เื่อะไร?"
สตรีชุดดำเอ่ยถาม ในสมองพลันนึกถึงใบหน้าของหลี่ชิงชิว นางสงสัยเหลือเกินว่าคนผู้นั้นขึ้นไปยังพันธมิตรเจ็ดบรรพตเพื่อทำสิ่งใดกันแน่
ชายชราชุดเทาสีหน้าเคร่งขรึม ตอบว่า "เมื่อคืนนี้ หลวี่ไท่โต่ว ประมุขใหญ่แห่งพันธมิตรเจ็ดบรรพตถูกสังหารดับอนาถภายในห้องพักของตนเอง ว่ากันว่ายังมีประมุขอีกท่านหนึ่งพยายามเข้าสกัดกั้นคนร้ายจนถูกตีตายคาที่เช่นกัน"
สิ้นคำกล่าวนี้ สตรีชุดดำถึงกับสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ทว่าในใจกลับกระจ่างแจ้งทันที
มิน่าเล่า เมื่อคืนพันธมิตรเจ็ดบรรพตถึงได้วุ่นวายโกลาหลขนาดนั้น
ทว่า...
สังหารหลวี่ไท่โต่วรึ? เขาทำได้อย่างไรกัน?
นางนึกถึงตอนที่หลี่ชิงชิวใช้เพียงนิ้วดีดกระบี่ล้ำค่าของนางจนกระเด็น ก็รู้สึกว่าเขาน่าจะมีพลังฝีมือถึงขั้นนั้นจริงๆ
ทว่าเขาเยาว์วัยถึงเพียงนั้น ไฉนถึงได้เก่งกาจปานนี้? หรือว่าเขาจะเชี่ยวชาญวิชาคงความอ่อนเยาว์หรือวิชาแปลงโฉม?
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งหวั่นใจ นั่นคือหลวี่ไท่โต่วเชียวนะ ยอดฝีมือระดับที่เพียงแค่กระทืบเท้าะเืไปทั้งแคว้นกูโจว
แถมหลวี่ไท่โต่วยังตายในถิ่นของตัวเองอีก เื่นี้มันลี้ลับเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
นางเงยหน้าถามชายชราชุดเทาอย่างรวดเร็ว "ใครเป็คนลงมือ?"
ชายชราส่ายหน้า "มิอาจทราบได้ ว่ากันว่าคนผู้นั้นมีสามเศียรหกกร ราวกับเทพมารไท่ซุ่ยจุติลงมาจุติ ไร้ผู้ต้านทาน เขายังพาเด็กไปอีกสองคน คาดว่าคงจะบุกไปเพื่อช่วยเด็กสองคนนั้น"
สตรีชุดดำอดมิได้ที่จะกลอกตาใส่ "สามเศียรหกกรอะไรกัน ท่านก็เชื่อไปได้นะ"
"คนของพันธมิตรเจ็ดบรรพตเล่ามาเช่นนั้น ข้าก็แค่พูดตามที่ได้ยินมา" ชายชรายักไหล่
เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างหวังดี "คุณหนู หลังจากนี้พันธมิตรเจ็ดบรรพตจะตกอยู่ในพายุแห่งความขัดแย้ง ภายในจะแย่งชิงอำนาจ ภายนอกศัตรูเก่าจะรุมเร้า เื่ที่ท่านกังวลอยู่บางทีอาจจะคลี่คลายไปเองโดยที่ท่านมิต้องเปลืองแรง ท่านจะเข้าไปเสี่ยงภัยด้วยตนเองทำไมกัน?"
สตรีชุดดำเผยรอยยิ้มเย็น "หลวี่ไท่โต่วตายแล้ว ความกังวลของข้าก็มลายหายไปเองนั่นแหละ ท่านวางใจเถอะ วันนี้ข้าจะกลับไปกับท่าน"
ชายชราลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูบเคราพลางพยักหน้าเห็นชอบ
สตรีชุดดำลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า "ท่านช่วยส่งคนไปสืบหน่อยได้ไหมว่าใครเป็คนฆ่าหลวี่ไท่โต่ว ข้าอยากรู้เพียงแค่ชื่อของเขาเท่านั้น"
"จะลองดูแล้วกัน ทว่าเมื่อคืนมืดค่ำนัก การจะสืบหาชื่อของเขาคงมิใช่เื่ง่าย" ชายชรามิได้คิดอะไรมาก รับปากไปอย่างส่งๆ
ทว่าในสมองของสตรีชุดดำกลับปรากฏภาพใบหน้าและน้ำเสียงของหลี่ชิงชิวขึ้นมาอีกครั้ง ในใจนางเต็มไปด้วยความใคร่รู้
คนผูนี้คือใครกันแน่ ถึงได้กล้าเดินเข้าเมืองเจ็ดบรรพตอย่างผ่าเผย แล้วค่อยขึ้นเขาไปเข่นฆ่าสังหารคน... เขามีความแค้นอันใดกับพันธมิตรเจ็ดบรรพตกันแน่?
หลังจากจากลาพันธมิตรเจ็ดบรรพต หลี่ชิงชิวเร่งเดินทางนับร้อยลี้ ก่อนจะหาที่พักผ่อนในป่าลึกเพื่อฟื้นฟูปราณิญญา
จากนั้น เขาใช้เข็มิญญาผีบอกคืนชีพเพื่อปรับสมดุลร่างกายให้แก่หยวนหลี่น้อย ส่วนหยวนฉี่รับหน้าที่ออกไปหาผลไม้และน้ำดื่มบนเขา
หลังจากพักฟื้นหนึ่งวัน พวกเขาก็ออกเดินทางต่อโดยเลี่ยงเส้นทางหลวงเพื่อมิให้พบปะผู้คน
ด้วยวิชาวายุกัมปนาท ฝีเท้าของหลี่ชิงชิวว่องไวนัก แม้จะเทียบไม่ได้กับรถม้าทว่าก็ช้ากว่าไม่มาก
เมื่อกลับมาถึงตีนเขาสำนักชิงเซียว หลี่ชิงชิวถึงได้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มองไปยังเทือกเขาอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้า หยวนฉี่รู้สึกสับสนในใจ ไฉนยิ่งเดินยิ่งไกลห่างผู้คนเช่นนี้?
ในความคิดของเขา สำนักยุทธควรจะตั้งอยู่ใกล้เมือง เพื่อความสะดวกในการรับศิษย์และกดขี่ราษฎร
"เมื่อขึ้นเขาไปแล้ว ห้ามเอ่ยถึงเื่พันธมิตรเจ็ดบรรพตให้ใครฟังเด็ดขาด และอย่าบอกว่าข้าเคยไปที่นั่น พวกเ้าเป็เพียงเด็กกำพร้าที่เร่ร่อนมากับกลุ่มผู้อพยพแล้วข้าไปเจอเข้าจึงพากลับมา เข้าใจไหม?"
หลี่ชิงชิวอุ้มหยวนหลี่เดินนำหน้าพลางกล่าว เขาสะพายห่อสัมภาระขนาดใหญ่ที่ซื้อมาจากเมืองที่ผ่านทางมาเมื่อวาน
หยวนฉี่ที่เดินตามหลังพยักหน้าตอบรับ "ข้าทราบแล้วครับพี่ชาย ท่านวางใจเถอะ ข้าจะไม่หาเื่เดือดร้อนมาให้ท่านแน่นอน"
หลี่ชิงชิวเริ่มแนะนำสถานการณ์ภายในสำนักชิงเซียว หยวนฉี่ไม่เคยได้ยินชื่อสำนักชิงเซียวมาก่อน เมื่อได้ยินว่าศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่ยังเยาว์วัย เขาก็เริ่มมีความคาดหวังขึ้นมา
ในพันธมิตรเจ็ดบรรพต เขาเจอแต่พวกผู้ใหญ่ที่ชอบรังแกเด็ก ยามนี้เขาจึงหวาดกลัวการต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้ใหญ่ยิ่งนัก
เมื่อฟังเื่ราวของสำนักชิงเซียว หยวนฉี่ก็เริ่มใจกล้าขึ้น คอยตั้งคำถามไม่หยุดหย่อน ซึ่งหลี่ชิงชิวก็มีความอดทน คอยตอบคำถามเขาทีละข้อ
การเดินทางจากตีนเขาจนถึงหน้าซุ้มประตูสำนักชิงเซียวนั้นยาวไกลนัก พวกเขาใช้เวลาเดินถึงครึ่งวัน
บัดนี้ เป็เวลาสิบวันแล้วนับั้แ่หลี่ชิงชิวสังหารหลวี่ไท่โต่ว
ยามนี้เป็เวลาจวนเจียนจะโพล้เพล้
หลี่ชิงชิวมองดูซุ้มประตูสำนักชิงเซียว แม้จะไม่อลังการเท่าพันธมิตรเจ็ดบรรพต ทว่ากลับให้ความรู้สึกอบอุ่นใจ เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดทางพลันผ่อนคลายลงสิ้น
เขาเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งเล่นก้อนหินอยู่หน้าซุ้มประตูแต่ไกล ซึ่งก็คือหลี่ซื่อเฟิงนั่นเอง
"ซื่อเฟิง ไฉนถึงมาแอบอู้ี้เีอีกแล้ว?"
เสียงของหลี่ชิงชิวแว่วไปถึง ทำเอาหลี่ซื่อเฟิงสะดุ้งรีบลุกขึ้นยืนแล้วหันขวับมามอง
เมื่อเห็นใบหน้าของเขา หลี่ชิงชิวก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
ผ่านไปครึ่งเดือน ใบหน้าของหลี่ซื่อเฟิงยังคงมีรอยเขียวคล้ำปะปนอยู่บ้าง โชคดีที่อาการบวมหายไปแล้ว ทว่ายามที่หลี่ซื่อเฟิงฉีกยิ้มกว้าง ฟันที่หลอไปหลายซี่ทำให้เขาดูตลกสิ้นดี
หลี่ชิงชิวเพิ่งจะเริ่มหัวเราะก็รีบกลั้นไว้ทันที
ขำไม่ได้... มันบาปกรรมนัก อย่างไรซื่อเฟิงก็าเ็เพื่อสำนักชิงเซียว
"ศิษย์พี่ใหญ่!"
หลี่ซื่อเฟิงะโเรียกด้วยความยินดี ก่อนจะวิ่งลงมาหาประดุจสายลม เสียงอันดังลั่นของเขาทำให้ศิษย์ที่อยู่ภายในสำนักพากันตื่นตัว
ทันทีที่เขามาถึงตรงหน้าหลี่ชิงชิว หยางเจวี๋ยติ่ง, เจียงจ้าวเซี่ย และสวี่หนิง ก็พากันถีบตัวทะยานผ่านกำแพงหินลงมาปรากฏกายที่หน้าซุ้มประตูสำนักอย่างรวดเร็ว วิชาตัวเบาของพวกเขาทำเอาหยวนฉี่ถึงกับอึ้งทึ่ง
"่ที่ข้าไม่อยู่ ไม่ได้ซนใช่ไหม?" หลี่ชิงชิวลูบหัวหลี่ซื่อเฟิงพลางถามยิ้มๆ
หลี่ซื่อเฟิงสวมกอดเอวหลี่ชิงชิวไว้แน่นพลางสะอื้น "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็ห่วงท่านแทบแย่ ทำไมท่านไปนานนัก ข้านึกว่าท่านจะไม่้าพวกเราแล้ว..."
เหล่าศิษย์เริ่มวิ่งกรูออกมาจากข้างใน เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ หลี่ชิงชิวยังเห็นหน้าใหม่หกคน ซึ่งน่าจะเป็บุตรหลานตระกูลฉิน
เมื่อสองวันก่อนหลี่ชิงชิวเห็นข้อมูลศิษย์ใหม่หกคนในแผงหน้าจอมรดกเต๋าแล้ว น่าเสียดายที่พร์ค่อนข้างธรรมดาและไม่มีลิขิตชะตาพิเศษ เขาจึงมิได้ใส่ใจนัก แม้แต่ใบหน้าก็ยังจำไม่ได้
เจียงจ้าวเซี่ยร่อนลงมาข้างกายหลี่ชิงชิว พินิจมองอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้รับาเ็จึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลี่สื่อจิ่นก็เข้ามากอดหลี่ชิงชิวด้วยความดีใจ ส่วนหลีตงเยว่ยืนอยู่อีกด้าน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปิติ
หยางเจวี๋ยติ่งเองก็โล่งใจเช่นกัน เขาปกปิดเื่ที่หลี่ชิงชิวไปพันธมิตรเจ็ดบรรพตไว้ จนเกือบจะแบกรับแรงกดดันไม่ไหวอยู่แล้ว โชคดีที่หลี่ชิงชิวกลับมาเสียที
"ศิษย์พี่ ท่านไปที่ใดมา? ทำไมถึงไปนานนัก?" เจียงจ้าวเซี่ยถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความน้อยใจ
หลี่ชิงชิวหัวเราะ "ข้าบอกยวี่ชุนไว้แล้วนี่นาว่าข้าออกไปตรวจตราูเา เพียงแต่ระหว่างทางมีเื่ติดพันเล็กน้อย จริงสิ แนะนำให้รู้จักกันหน่อย เ้าหนูด้านหลังข้าชื่อหยวนฉี่ ส่วนที่อุ้มอยู่นี่คือน้องชายเขาชื่อหยวนหลี่ ต่อไปพวกเขาจะเป็ศิษย์สำนักชิงเซียวของเราด้วย"
สิ้นคำกล่าว ความสนใจของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
หยางเจวี๋ยติ่งเดินเข้าไปใกล้หยวนฉี่ พินิจมองอย่างละเอียดจนเด็กน้อยเริ่มทำตัวไม่ถูก
ความสำเร็จของสวี่หนิงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสายตาของหลี่ชิงชิวนั้นเฉียบคมเพียงใด อย่าว่าแต่หยางเจวี๋ยติ่งเลย แม้แต่ศิษย์คนอื่นๆ ก็อยากรู้เหลือเกินว่าหยวนฉี่มีพร์อันใดถึงได้เข้าตาหลี่ชิงชิวได้
จางยวี่ชุนมองหลี่ชิงชิวพลางขมวดคิ้วแน่น ส่วนอู๋หมานเอ๋อร์ได้แต่ยืนหัวเราะร่าอย่างคนเซ่อ มิได้เอ่ยคำใดออกมา
"เอาละ เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ ช่วยเตรียมอาหารให้พวกเราด้วย"
หลี่ชิงชิวตัดบทความวุ่นวายพลางกำชับ กลุ่มคนเดินขึ้นเขาไปพลางพูดคุยหัวเราะกันไปพลาง เนื่องจากเหล่าศิษย์ยังเยาว์วัยและมีพลังล้นเหลือ เมื่อเริ่มเปิดปากคุยแล้วก็แทบจะหยุดไม่อยู่
"ศิษย์พี่ ให้ข้าอุ้มเด็กให้เถอะขอรับ"
หลีตงเยว่เดินเข้ามาข้างกายหลี่ชิงชิวพลางบอกเบาๆ
หลี่ชิงชิวมิได้ปฏิเสธ ยื่นหยวนหลี่ให้นางอุ้มแทน
เมื่อกลับถึงลานเรือน จางยวี่ชุนพาหยวนฉี่ไปอาบน้ำ ส่วนหลีตงเยว่และหลี่สื่อจิ่นพาหยวนหลี่ไปอาบน้ำ
หลี่ชิงชิวนั่งที่โต๊ะ สายตามองไปที่บุตรหลานตระกูลฉินหกคนที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ เป็ชายสี่หญิงสอง ทั้งหมดอายุสิบเอ็ดปี การที่ตระกูลฉินหาเด็กอายุไล่เลี่ยกันมาได้ถึงหกคน บ่งบอกว่าตระกูลนี้มีบุตรหลานหนาแน่นจริงๆ
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเ้าสำนัก เด็กทั้งหกต่างพากันประหม่า ก่อนมาที่นี่ฉินเจวี๋ยกำชับไว้หนาหูว่า เมื่อมาถึงสำนักชิงเซียวต้องเชื่อฟังคำสั่งให้มั่น หากใครถูกส่งกลับก่อนเวลาจะถูกลงโทษสถานหนัก
"มานั่งลงสิ แนะนำตัวให้ข้ารู้จักหน่อย"
หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้มอบอุ่นพลางกวักมือเรียกเด็กทั้งหก
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเขา เด็กทั้งหกก็เริ่มผ่อนคลาย พากันเดินเข้ามาแนะนำตัวทีละคน
หลี่ชิงชิวคุยกับพวกเขาอย่างเป็กันเองเพื่อกระชับความสัมพันธ์
คนทำอาหารคือศิษย์เจ็ดบุตรชิงเซียวสามคน พวกเขาทำงานว่องไว แป๊บเดียวอาหารร้อนๆ ก็ถูกยกมาวางตรงหน้าหลี่ชิงชิว
หลี่ชิงชิวมิได้รอหยวนฉี่ เขาเริ่มลงมือกินอาหารทันที
หยางเจวี๋ยติ่งนั่งอยู่ข้างๆ อยากจะถามหลี่ชิงชิวใจจะขาด ทว่าคนอยู่เยอะจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้
ผ่านไปครู่หนึ่ง จางยวี่ชุน, หยวนฉี่ รวมถึงหลีตงเยว่และเด็กๆ ก็มารวมตัวกันที่ลานเรือน สมาชิกสำนักชิงเซียวทั้งหมดรวมตัวกันรวมทั้งสิ้นยี่สิบสี่คน
แม้จำนวนจะยังห่างไกลจากความรุ่งเรืองของพันธมิตรเจ็ดบรรพต ทว่ากลับทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
เขาเชื่อมั่นว่า อีกสิบปีข้างหน้า ศิษย์ที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองได้อย่างภาคภูมิ
หลีตงเยว่นั่งลงอีกข้างของหลี่ชิงชิว ใช้มือเท้าคางพลางทอดถอนใจ "ศิษย์พี่ ตอนท่านเดินกลับมาเมื่อครู่ทำให้ข้านึกถึงท่านอาจารย์เลย ตอนที่ท่านอาจารย์พาซื่อเฟิงและสื่อจิ่นกลับมา ก็เป็แบบท่านนี่แหละ อุ้มสื่อจิ่นไว้ในอ้อมอก โดยมีซื่อเฟิงเดินตามหลังมา"
คำพูดนี้ทำเอาจางยวี่ชุน, เจียงจ้าวเซี่ย และอู๋หมานเอ๋อร์พยักหน้าเห็นพ้อง พวกเขาเริ่มหวนรำลึกถึงหลินสวิ่นเฟิง
สิ่งนี้ทำให้เหล่าศิษย์ใหม่ยิ่งสงสัยในตัวหลินสวิ่นเฟิงมากขึ้นว่า ท่านปรมาจารย์ผู้นั้นจะเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่?
หยางเจวี๋ยติ่งเอ่ยขึ้นว่า "หลินสวิ่นเฟิงนั้นมีน้ำใจเปี่ยมล้นจริงๆ ทว่าความช่วยเหลือที่เขามีต่อสำนักชิงเซียวกลับมิได้มากนัก นับแต่สถาปนาสำนักมาเขาก็ไม่เคยวางแผนรับสมัครศิษย์ให้เป็เื่เป็ราว ดังนั้นข้าจึงรู้สึกว่าสำนักชิงเซียวในยามนี้ กับในอดีตนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปแล้ว"
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ลอบพึงพอใจในใจ ไม่เจอกันไม่กี่วัน หยางเจวี๋ยติ่งนี่รู้ความขึ้นเยอะเลยนะ
จางยวี่ชุนกล่าวเสริม "ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ทอดทิ้งพวกเราไป นับจากนี้สำนักชิงเซียวจะมีเ้าสำนักเพียงคนเดียว พวกเราคือสำนักชิงเซียวโฉมใหม่ เพียงแต่ศิษย์พี่ใหญ่เป็คนรักของเก่า จึงยังคงใช้ชื่อเดิมต่อไปเท่านั้นเอง"
