บทที่ 146 ศิษย์พี่เดินทางมาถึง
วันนี้ ผู้คนหลายร้อยคนของเขาหนิงชุยเฟิงต่างมารวมตัวกันที่ชานชาลาที่ใหญ่ที่สุดบนยอดเขา ตรงหน้าผาเจียเทียน
ลูกศิษย์หลายร้อยคนแต่ละคนต่างดูเคร่งขรึม สงบเสงี่ยม และแต่ง ตัวเรียบร้อย วันนี้พวกเขาได้รับแจ้งกันั้แ่เช้า ต่างก็รู้ว่าวันนี้จะต้องมาต้อนรับบุคคลสำคัญใหญ่ผู้หนึ่ง ตัวตนของผู้ที่มาเยือนคือพี่ศิษย์าาโอสถ เสิ่นตานเจวี๋ย ไม่ว่าจะเป็พลังยุทธ์หรือความสำเร็จในวิชาปรุงโอสถก็เหนือกว่าเสิ่นตานเจวี๋ยไปไกลนัก
บุคคลนี้เป็ไพ่เด็ดที่เสิ่นตานเจวี๋ยเชิญตัวมาตอบโต้ตระกูลลู่ เขามีสมญานามในลัทธิเต๋าว่าวั่นตานและมีชื่อจริงว่าหวันต่านเยวี่ย เป็ยอดฝีมือ่ปลายขั้นตงซวน ก่อนหน้านี้ปรุงโอสถซ้ำไปมาอยู่ในโลกบำเพ็ญเพียรหมานโตวที่ห่างไกลไม่น้อย ไม่เพียงแต่ก่อตั้งสำนักเท่านั้น แต่ยังครองกิจการยาอายุวัฒนะทั้งหมดของที่นั่น อีกทั้งยังนำผลประโยชน์และชื่อเสียงมาสู่สำนักอย่างมากมายเหลือคณานับด้วย
แม้ว่าคนปรุงโอสถในหมานโตวจะขาดแคลนเมื่อเทียบกับเทียนตู แต่เนื่องจากที่นั่นมีประชากรเบาบาง จึงมียาวิเศษและวัตถุดิบวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งสำหรับว่าหวันต่านเยวี่ย ที่ถือกำเนิดในสำนักปรุงโอสถแล้ว มันราวกับปลาในน้ำ ไม่เหมือนเสิ่นตานเจวี๋ยที่หลังเดินทางมาถึงที่เทียนตูกว่าจะสร้างอาณาจักรได้ไม่นับว่าง่าย แต่ไม่ทันระวังกลับถูกตระกูลลู่ที่เพิ่มจะมีความแข็งแกร่งผงาดขึ้นกดขี่เอาจนไม่สามารถโงหัวขึ้น อีกอย่างอยู่ที่หมานโตวไปก็ไม่มีอะไรคนปรุงโอสถที่จะให้สืบทอดต่อ และคนที่นั่นก็มีไม่กี่คนที่มีคุณสมบัติในการเล่นแร่แปรธาตุ ดังนั้นหวันต่านเยวี่ยจึงได้เปรียบอย่างมาก ถึงได้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หวันต่านเยวี่ยก็ทำสำเร็จแล้ว เขาทำได้จนมาถึงระดับของการเล่นแร่แปรธาตุ เสิ่นตานเจวี๋ยเองก็รู้สึกด้อยกว่าเขา ดังนั้นต่อให้จะรู้สึกอิจฉาอยู่เล็กน้อย แต่ก็สามารถต้อนรับอย่างเป็กันเองได้ เพราะจะว่าไปแล้วทั้งสองคนก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีนัก อีกฝ่ายประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ เขาเองก็รู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งเช่นกัน
เวลานี้เซินหยวนชิงและอีกสี่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเห็นว่าทุกคนมาถึงกันแล้ว จึงหันมามองหน้ากันและพยักหน้าตอบรับ จากนั้นเซินหยวนชิง หัวหน้าลูกศิษย์ก็กล่าวขึ้นว่า พี่น้องทุกคนโปรดตั้งใจฟัง เชื่อว่าทุกคนคงได้รับแจ้งเมื่อวานนี้แล้วว่าวันนี้สำนักของเราจะมีการต้อนรับการมาเยือนของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ตอนนี้ข้าจะมาเล่าถึงประวัติความเป็มาของบุคคลสำคัญผู้นี้ให้พวกเ้าฟัง เพื่อให้พวกเ้ารับรู้ถึงความเก่งกาจ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียมารยาท”
หลังจากพูดจบ เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ทุกคนฟังกันอย่างตั้งใจ จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดว่า “บุคคลสำคัญผู้นี้ก็คือศิษย์พี่ชายของผู้ก่อตั้งสำนักของเรา มีสมญานามในลัทธิเต๋าว่าวั่นตาน มีชื่อจริงว่าหวันต่านเยวี่ย และเขาคือ ลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่แท้จริงของสำนักจิ่วติ่งในูเาตันซยา นอกเขตแดน อย่าคิดว่าสำนักจิ่วติ่งนี้เหมือนกับเขาหนิงชุยเฟิงของเรา มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการเข้าเป็ส่วนหนึ่งในสำนักคือคนปรุงโอสถขั้นเจ็ด และต้องมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี ดังนั้นผู้ที่สามารถเข้าเป็ส่วนหนึ่งของสำนักจิ่วติ่งได้ ล้วนแล้วแต่เป็อัจฉริยะในหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุ!”
เซินหยวนชิงยังไม่ทันพูดจบ กลุ่มเหล่าลูกศิษย์แต่ละคนของเขาหนิงชุยเฟิงก็ใและร้องอุทานกันออกมาไม่หยุด มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการเข้าร่วมในสำนักคือคนปรุงโอสถขั้นเจ็ด นี่มันต้องเป็สำนักที่สุดยอดเพียงใดถึงได้กล้ารับสมัครลูกศิษย์? อีกทั้งยังต้องมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปีด้วย เกรงว่าคงมีเพียงคนเดียวทั่วทั้งเทียนตูที่มีคุณสมบัติเข้าสำนักจิ่วติ่ง นั้นก็คือนายน้อยตระกูลลู่ที่เหมือนกับปีศาจคนนั้นแล้วล่ะ!
“หุบปากกันให้หมดเดียวนี้!” เมื่อเซินหยวนชิงเห็นความไม่เป็ระเบียบของพี่น้องในสำนักที่อยู่ด้านล่างรู้ก็สึกไม่พอใจมาก แม้ว่าเขาจะเข้าใจความรู้สึกของคนเหล่านี้ เพราะเขาใมากกว่าเหล่าลูกศิษย์ตอนที่ได้ยินอาจารย์พูดถึงเื่นี้ แต่ตอนนี้แขกกำลังจะเดินทางมาถึง และเื่ที่ต้องจัดการก็ยังไม่เสร็จ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น คิดว่าอาจารย์คงจะไล่เข้าออกจากสำนักทันที คงไม่ไว้หน้ากันแม้แต่นิดเดียวแน่ เพราะเขารู้ ครั้งนี้อาจารย์ให้ความสนใจเื่นี้มากกว่าเื่ที่ผ่านๆ มาเป็อย่างมาก
เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ด้านล่างเงียบเสียงกันทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้ เซินหยวนชิงแสดงท่าทางไม่พอใจ กวาดสายตาที่คมกริบราวกับมีดมองไปที่ทุกคน จากนั้นก็พูดอย่างเ็าว่า “อาจารย์ลุงผู้เฒ่าจะมาถึงในอีกสักครู่ ทุกคนแสดงความเคารพตามความาุโ อย่าสับสน มิเช่นนั้นพวกเ้าจะรู้ผลที่ตามมา!”
เซินหยวนชิงเหลือบมองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่เข้มงวดอีกครั้ง จากนั้นถึงละสายตาด้วยความพึงพอใจ และหันกลับมามองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เทียนตูเป็เพียงสถานที่ที่ไม่มีความโดดเด่นอย่างยิ่งในทวีปที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในโลกยังมีสถานที่กว้างใหญ่ไพศาล และอาจารย์ลุงหวันที่กำลังจะมาก็คือศิษย์ของสำนักปรุงโอสถที่มีชื่อเสียงในโลกอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ดังนั้นเขาเชื่อว่า ด้วยวิสัยทัศน์และความรอบรู้ของอีกฝ่าย คงไม่มีปัญหาที่จะมาจัดการกับตระกูลลู่ และอาจทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ เช่นนั้นคงต้องใช้กำลังตัดสินกันแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงความเสียหายที่ตระกูลลู่นำมาสู่เขาหนิงชุยเฟิงและความอัปยศที่มันนำมาสู่เขา จึงยิ่งตั้งตารอคอยการมาถึงของอาจารย์ลุงหวันคนนี้มากยิ่งขึ้น เขาอยากเห็นจริงๆ ว่าตระกูลลู่ยังจะมีวิธีการอะไรต่อต้านเขาหนิงชุยเฟิงอีกหลังจากถูกเขาหนิงชุยเฟิงกดขี่? เพียงว่ามีคนปรุงโอสถอัจฉริยะปรากฏตัวออกมาอีกคนเพียงนั้นไม่ใช่หรือ? หรือบางทีอาจมีการสืบทอดต่อที่ไม่ธรรมดาอยู่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการสืบทอดกันมาหลายหมื่นปี เช่นสำนักจิ่วติ่ง มันไม่สามารถวัดระดับแบบธรรมดากันได้จริงๆ
หลังจากลูกศิษย์ของเขาหนิงชุยเฟิงที่อยู่ด้านล่างได้ยินคำพูดของเซินหยวนชิง แต่ละคนก็รู้สึกตื่นเต้นกันไม่น้อย เพราะใน่เวลานี้ เขาหนิงชุยเฟิงถูกกดขี่ข่มเหง พวกเขาก็ต้องรู้สึกไม่สบายใจเป็ธรรมดา โดยเฉพาะผู้ที่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพ ตอนนี้พอเห็นพวกเขากลับทำเป็เ็ากันไปหมด ทำให้พวกเขาได้รับััถึงความเ็าของผู้คน
นี่เป็เื่รอง เขาหนิงชุยเฟิงถูกตระกูลลู่ กดขี่จนโงหัวไม่ขึ้น ยาอายุวัฒนะที่หลอมออกมาก็ขายไม่ออก แม้ว่าทรัพย์สินที่เขาหนิงชุยเฟิงสะสมมาเป็เวลาหลายร้อยปีจึงมีอยู่มากมายจริง แต่ทรัพยากรที่ถูกจัดสรรให้ พวกเขามันต่างจากเมื่อก่อนไม่ใช่น้อย ทำให้พวกเขามีความรู้สึกเกลียดต่อตระกูลลู่มากยิ่งขึ้น เพราะยาอายุวัฒนะที่พวกเขาทุ่มเทหลอมออกมาให้อย่างยากลำบาก แม้ว่าจะลดราคาแล้วลดราคาอีก แต่ก็ยังแพงกว่าอยู่ดีเมื่อเทียบกับยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่ เมื่อส่วนใหญ่ได้ยินว่าเป็ยาอายุวัฒนะของเขาหนิงชุยเฟิงก็หันหน้าหนีแล้วเดินจากไป
ในอดีตเขาหนิงชุยเฟิงเทียนตูแต่เพียงผู้เดียว เกือบจะผูกขาดตลาดขายยาอายุวัฒนะทั้งหมดของเทียนตูและในเวลาเดียวกัน ก็ได้สร้างนิสัยที่หยิ่งผยองให้ลูกศิษย์เขาหนิงชุยเฟิงไปด้วย เป็เื่ธรรมดาที่จะทำให้หลายคนขุ่นเคืองใจ ตอนนี้อำนาจของเขาหนิงชุยเฟิงตกต่ำลง คนพวกนี้ไม่มีความสามารถที่จะมาซ้ำเติม แต่ก็ไม่จำเป็ต้องมามองหน้าเขาหนิงชุยเฟิงและไม่ต้องมาซื้อยาอายุวัฒนะในราคาสูงอีก มันก็เป็เื่ปกติอยู่แล้วที่คนของเขาหนิงชุยเฟิงจะไม่ชอบใจกันนัก
ด้วยเหตุนี้ คนของเขาหนิงชุยเฟิงจึงอัดอั้นตันใจ อยู่ด้วยความอดทนอดกลั้น ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าอาจารย์ของพวกเขาได้เชิญศิษย์พี่ของเขามาเอง อีกทั้งยังมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งนัก ลูกศิษย์พวกนี้จึงดีใจและตื่นเต้นกันอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะมีแขกผู้ทรงเกียรติเดินทางมาและ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้ทรงเกียรติท่านนี้ คนพวกนี้คงร้องะโด้วยความตื่นเต้นกันออกมาแล้ว
ในเวลานี้เองที่มีแสงสีขาวนวลส่องประกายผ่านท้องฟ้าสีครามในระยะไกล ทำให้เกิดวงโคจรลึกลับหนึ่ง จู่ๆ เมฆสีขาวก็ปรากฏขึ้นมาในระยะไกล โดยบนนั้นมีชายชราสองคนยืนเอามือไพล่หลัง พูดคุยและยิ้มแย้มกันอยู่
หนึ่งในนั้นคือเสิ่นตานเจวี๋ยที่สวมเสื้อคลุมสีขาวและมีน้ำเต้าหยกห้อยอยู่ที่เอว อีกคนมีรูปร่างสูงผอม ใบหน้าเป็สีชมพูอมชมพู ดวงตาทั้งคู่เรียวเล็ก แต่สดใสและดูลึกล้ำ หากไม่ใช่เพราะเคราขาวและผมขาวที่พิสูจน์ได้ว่าบุรุษผู้นี้อายุไม่น้อยแล้ว คงไม่มีใครเชื่อว่าเป็ศิษย์พี่ของเสิ่นตานเจวี๋ยที่หน้าตาบ่งบอกวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง อีกคนสวมเสื้อคลุมสีเขียว มีลวดลายขาตั้งสีทองของกระถางปักอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้าง และมีจี้หยกขนาดเล็กที่งดงามตรงเอว บุคคลนี้ไม่ใช่ใครอื่นก็คือศิษย์พี่หวันต่านเยวี่ยที่ เสิ่นตานเจวี๋ยเชิญมาในครั้งนี้ มีสมญานามในลัทธิเต๋าว่าวั่นตาน และเป็ยอดฝีมือ่ปลายขั้นตงซวน
ใบหน้าของเสิ่นตานเจวี๋ยมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา เมื่อเห็นลูกศิษย์หลายร้อยคนยืนอยู่อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยบนหน้าผา เจียเทียนในระยะไกล จึงรีบหันไปพูดกับชายชราที่อยู่ข้างๆ ว่า “ศิษย์พี่วั่น นี่คือเขาหนิงชุยเฟิง นอกจากลูกศิษย์ทั้งสี่คนนั้นที่ไม่ได้เื่ของข้าแล้ว ที่นี่ก็ได้รับลูกศิษย์ไว้อยู่บ้าง พอจะมีกฎเกณฑ์อยู่เล็กน้อย แน่นอนว่าไม่สามารถเทียบได้กับความสำเร็จของพี่ใหญ่ในหมานโตวได้ ทำให้ศิษย์พี่วั่นเห็นเื่ตลกแล้ว!”
หวันต่านเยวี่ยหัวเราะเบาๆ เพราะรู้ว่าเสิ่นตานเจวี๋ยได้พยายามทุ่มเทกับการเดินทางมาของเขามาก แม้ว่าจะไม่ได้ปูพรมโรยดอกไม้ และมีหญิงงามมาร้องรำทำเพลงให้ แต่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้สามารถทำให้ได้ขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับเขาอย่างชัดเจน
เมื่อรู้สึกพอใจ ใบหน้าย่อมต้องมีรอยยิ้มปรากฏอยู่แล้ว หวันต่านเยวี่ยโบกมือและพูดอย่างใจกว้างว่า “เ้ามาแตกกิ่งก้านสาขาอยู่ที่นี่ได้ก็ไม่ใช่เื่ง่ายแล้ว ในสำนักของเราคนที่พยายามออกไปสร้างดินแดนของตัวเองเหมือนเ้ายังมีน้อยนัก แม้แต่อาจารย์เฒ่าที่รับรู้ความสำเร็จของเ้าก็ภาคภูมิใจมาก มิเช่นนั้นคงไม่ส่งตัวข้ามาที่นี่เพื่อสนับสนุนเ้าหรอก!”
อาวุธเวทเมฆที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูเหมือนไม่เร็วนัก แต่อันที่จริงแล้ว มันเร็วกว่าอาวุธเวทที่บินได้จำนวนมาก นับว่าเร็วกว่ามาก ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ทั้งสองก็บินมาอยู่บนท้องฟ้าเหนือยอดเขาหนิงชุยเฟิงแล้ว
โดยไม่รอคำสั่งของเสิ่นตานเจวี๋ย เซินหยวนชิงก็บินขึ้นไปพร้อมกับศิษย์น้องสามคนของเขาทันที เขารีบมาที่ตรงหน้าเสิ่นตานเจวี๋ยทั้งสองคน พร้อมกับโค้งคำนับและพูดเสียงดังว่า “ศิษย์คารวะอาจารย์ คารวะอาจารย์ลุง ยินดีต้อนรับอาจารย์ลุง!”
เสิ่นตานเจวี๋ยยิ้มจางๆ แต่ไม่พูดอะไร ในขณะที่หวันต่านเยวี่ยหัวเราะเสียงดัง พยักหน้าและพูดว่า “ไม่เลว ครั้งแรกที่เจอกัน ของเล่นพวกนี้ให้พวกเ้าเป็ของขวัญแล้วกัน!”
หวันต่านเยวี่ยเพียงโบกมือ ก็โยนลูกแสงหลายเม็ดออกมา กระจายตกลงมาอยู่ในมือของเซินหยวนชิงทั้งสี่คน
เมื่อเซินหยวนชิง และเหล่าศิษย์ทั้งสี่คนมองดู ใบหน้าก็แสดงถึงความตกตะลึงและตื่นเต้น เพราะสี่เม็ดนี้คือ “ยาควบคุมิญญา” แม้ว่าขั้นจะไม่สูงนัก และมีเพียงขั้นหกเท่านั้น แต่วัตถุดิบในการปรุงยานี้หายากไม่น้อย สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือยานี้เป็อย่างชื่อ เป็ยาอายุวัฒนะที่ควบคุมจิติญญาของเขาหนิงชุยเฟิง สำหรับผู้ฝึกฝนแล้ว ิญญาคือรากฐานของทุกสิ่ง ยิ่งจิติญญาแข็งแกร่งนั้นก็หมายถึงความเร็วของการฝึกฝนด้วย อีกทั้งยังมีผลต่อความรู้สึก ความตั้งใจ สติปัญญา และความเข้าใจ จึงเป็สิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง
เมื่อเสิ่นตานเจวี๋ย เห็นลูกศิษย์ของเขาทั้งสี่คนตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ ก็ตะคอกเสียงดังด้วยความไม่พอใจและพูดว่า “ยังไม่ขอบคุณอาจารย์ลุงหวันของพวกเ้าอีก ยืนโง่อยู่ทำไม?”
หลังจากที่ทั้งสี่คนได้ยินเช่นนี้ก็รีบกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
หวันต่านเยวี่ยพอใจกับปฏิกิริยาของทั้งสี่คนไม่น้อย หันไปพยักหน้าและลงจากก้อนเมฆพร้อมกับเสิ่นตานเจวี๋ย และเหาะลงบนหน้าผาเจียเทียน
“คารวะอาจารย์ คารวะอาจารย์ลุง ยินดีต้อนรับอาจารย์มาเยี่ยมเยือน!”
ในขณะที่หวันต่านเยวี๋ยและคนอื่นๆ เหาะลงมาถึงที่พื้น ลูกศิษย์หลายร้อยคน ต่างก็พากันโค้งคำนับทันที คนหลายร้อยคนประสานเสียงทักทายขึ้นมาพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่เสียงดังสะท้านฟ้า แต่ก็ยังทำให้คนรู้สึกซาบซึ้งใจได้ไม่น้อย
เสิ่นตานเจวี๋ยพอใจกับผลงานของลูกศิษย์เขาหนิงชุยเฟิงเป็อย่างยิ่ง และ หวันต่านเยวี่ยเองก็มีดีใจมากเช่นกัน แม้ว่าหวันต่านเยวี่ย จะได้รับความเคารพอย่างล้นหลามในหมานโตวก่อนหน้านี้มากกว่าที่นี่ และสาเหตุอาจเนื่องจากความโง่เขลาของคนเราถึงกับปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็เทพเ้า แต่คนเ่าั้ก็ล้วนแล้วแต่เป็มนุษย์ธรรมดา เมื่อเปรียบเทียบกับนักพรตหลายร้อยคนที่อยู่ตรงหน้ามันกลับรู้สึกแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
หวันต่านเยวี่ยเองก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงพยักหน้าและหลังจากกล่าวทักทายไม่กี่คำ เสิ่นตานเจวี๋ยก็โบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น
