ผู้าุโไม่ต้องให้เขาถอดเสื้อผ้า และก็ไม่ต้องตรวจชีพจร เขาแค่ก้มหน้าดมกลิ่นคาวเืที่แผ่นหลังของกงจื้อิแล้วก็พูดว่า “ไม่เป็ไร บนลูกธนูไม่มีพิษ แค่เืออกมานิดหน่อยก็เท่านั้น ทายาจินเฉียงไปก็หายแล้ว”
หลังจากพูดจบเขาก็จะหมุนตัวเดินจากไปทว่าติงเหว่ยกลับร้อนใจขึ้นมา นางยื่นมือออกไปดึงแขนเสื้อของเขา ทั้งข่มขู่แกมขอร้องว่า “ท่านอาจารย์ นายน้อยยังต้องไปรบราฆ่าฟันกับศัตรู มีาแอยู่จะไม่เป็ไรได้ยังไง? เมื่อก่อนท่านทำยาต่อกระดูกและสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ตั้งเยอะไม่ใช่หรือ เอาให้ข้าสักขวดหนึ่งเถอะ มิเช่นนั้นข้าจะไม่ให้พวกเฟิงอีขึ้นเขาไปหากระดูกเสือให้ท่านอีกแล้ว? และในใจของข้าก็จะเป็ห่วงนายน้อยจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำของอร่อยๆ ด้วยเหมือนกัน!”
สตรีอย่างไรก็ต้องแต่งงานจริงๆ ผู้าุโโกรธจนเป่าหนวดและถลึงตา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทำอะไรลูกศิษย์สุดที่รักได้ เขาหยิบตลับอันเล็กๆ ที่ทำจากหยกออกมาหนึ่งอันและส่งให้ด้วยสีหน้าเ็ป
ไม่ต้องรอให้เขากำชับอะไร ติงเหว่ยก็คว้าไปและโยนให้เฟิงจิ่วพร้อมกำชับว่า “เอาไปทาให้ท่านแม่ทัพ ข้าจะไปทำของกินสักหน่อย”
หลังจากพูดจบ นางถึงได้หันไปทางผู้าุโเหว่ยและพูดอย่างเอาใจว่า “ท่านอาจารย์คงจะหิวแล้วเป็แน่ ข้าจะไปลวกเส้นบะหมี่ ผัดเนื้อกับน้ำจิ้มที่ท่านอาจารย์ชอบกิน และกินคู่กับรากบัวรสเผ็ดและไข่เค็ม ท่านอาจารย์จะได้กินเยอะๆ สักหน่อย”
ถ้อยคำเหล่านี้ราวกับเป็เข็มบางๆ ที่สามารถเจาะลูกโป่งที่ชื่อผู้าุโเหว่ย เขาโบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรงและตอบว่า “ไปเถอะ ไปเถอะ”
ติงเหว่ยแลบลิ้นออกมา และก็แอบหันไปขยิบตาให้กงจื้อิ จากนั้นนางก็รีบเดินไปทางกระโจมกองธุรการ
เมื่อไม่มีลูกศิษย์คอยคลี่คลายสถานการณ์แล้ว ผู้าุโเหว่ยก็ทำหน้าเ็าขึ้นมาทันที “ยังไม่กลับไปที่กระโจมอีก หากไม่เป็เพราะข้ากลัวเ้าใช้ยาชั้นดีอย่างสิ้นเปลืองล่ะก็ ข้าก็เกียจคร้านจะลงมือหรอก”
กงจื้อิได้ฟังก็ตกตะลึง ตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าผู้าุโจะทายาให้เขาด้วยตนเอง เขาก็ยิ้มฝืนๆ ออกมา ผู้าุโท่านนี้เป็คนจิตใจดีแท้ๆ แต่ไม่ยอมพูดจาดีๆ
ติงเหว่ยไปตามหารถม้าที่อยู่ด้านหลังค่าย อันเกอเอ๋อร์เองก็กำลังนอนหลับได้ที่ อาจเป็เพราะว่าวันนี้เขาเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย เสียงกรนของเ้าเด็กอ้วนจึงดังไปถึงนอกรถม้า
อวิ๋นอิ่งหูไวเลยะโลงมารอที่ข้างล่างอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นติงเหว่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า นางก็พูดออกมาอย่างสงสารว่า “แม่นาง ท่านไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว รีบขึ้นรถไปพักกับอันเกอเอ๋อร์สักหน่อยเถอะ ข้าทำบะหมี่ต้มเอาไว้ก่อนหน้านี้ เดี๋ยวจะยกเอามาให้ท่านกินรองท้องสักหน่อย”
ติงเหว่ยกลับโบกมือและตอบว่า “นายน้อยได้รับาเ็นิดหน่อย ผู้าุโเองก็ไม่ได้กินอะไรมาตลอดทั้งวัน ข้าต้องทำอะไรสักหน่อยเอาไปให้พวกเขา”
หลังจากพูดจบนางก็หยิบเอาถ้วยใส่แป้งในรถม้าอีกคันออกมา ตอนนี้ไม่มีเวลามาทำของกินที่พิถีพิถันนัก นางใช้ไม้นวดแป้งนวดเป็แผ่นบางๆ จากนั้นก็ตัดให้เป็เส้นยาวๆ
อวิ๋นอิ่งนำหม้อทองแดงที่เอามาจากไร่ใส่น้ำและตั้งไว้บนกองไฟ รอจนได้ยินเสียงน้ำเดือดก็เอาเส้นบะหมี่มาค่อยๆ ยืดเป็เส้นบางๆ ใส่ลงไป ไม่นานก็สุกเป็สีใสและลอยขึ้นมา จากนั้นก็เอาไปผ่านน้ำเย็นในถ้วยกระเบื้องที่เตรียมไว้
โต้วปั้นเจี้ยง [1] หนึ่งถ้วยผสมกับเนื้อเค็มครึ่งชิ้นที่ถูกสับจนละเอียด เอาไปทอดจนมีกลิ่นหอม จากนั้นก็หยิบรากบัวรสเผ็ดออกมาใส่ในชามใบใหญ่ นำไข่เค็มที่ต้มอยู่ในหม้อออกมาหั่นครึ่งไว้หนึ่งจาน และอาหารมื้อดึกก็เสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ติงเหว่ยเป็ห่วงลูกชาย ก็เลยให้อวิ๋นอิ่งดูแลต่อไป จากนั้นนางก็ยกของกินไปส่งที่กระโจมใหญ่
ผู้าุโเหว่ยกับกงจื้อิกำลังถลึงตาใส่กัน ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างไม่ชอบขี้หน้า ในที่สุดเมื่อพวกเขาเห็นว่าติงเหว่ยกลับมาต่างก็ดีใจขึ้นมา
ทั้งสามคนรวมเฟิงจิ่วแต่ละคนได้บะหมี่ชามใหญ่ กินกับเนื้อผัดเค็มคนละครึ่งช้อน และกัดรากบัวรสเผ็ดเป็ระยะๆ เฟิงจิ่วกินจนแทบจะเอาหัวมุดลงไปในชาม
ความเร็วในการกินของกงจื้อิก็ไม่ช้า เขาเงยหน้ามองติงเหว่ยที่กินแค่บะหมี่เปล่าๆ ไม่ตักเนื้อผัดเค็มเลยแม้แต่น้อย แววตาของเขาก็ปรากฏความสงสารขึ้นมา
เขายังจำครั้งแรกที่ไปสนามรบได้ แม้ว่าเขาจะฆ่าฟันศัตรูอย่างห้าวหาญ แต่หลังจากนั้นเดือนครึ่งเขาก็ไม่กินอาหารอะไรที่ราดน้ำจิ้มเลย แล้วติงเหว่ยที่เป็หญิงสาวบอบบางคนหนึ่ง ปกติก็ยังเป็คนรักสะอาด เกรงว่าการทดสอบนี้น่าจะยากยิ่งกว่า
ติงเหว่ยกินข้าวไปและก้มหน้าคิดเื่ในใจไปด้วย รอจนทุกคนวางถ้วยลงถึงพูดออกมาว่า “ท่านแม่ทัพ เมื่อตอนกลางวันข้ากับท่านอาจารย์รักษาเหล่าทหารที่าเ็ มีเื่หนึ่งที่ข้าอยากจะหารือ ท่านแม่ทัพลองฟังดูว่ามีประโยชน์หรือไม่?”
กงจื้อิฟังแล้วดวงตาทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่ง เขาวางแก้วชาที่ถือไว้ลง และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เ้าว่ามาสิ”
ติงเหว่ยคีบไข่เค็มใบสุดท้ายลงในถ้วยของผู้าุโ นางคอยเอาใจจนผู้าุโยิ้มออกมาอย่างมีความสุข จากนั้นก็พูดว่า “หากว่าท่านแม่ทัพ้ายกทัพตีขึ้นไปถึงเมืองหลวง เกรงว่าน่าจะต้องทำาอีกหลายครั้ง ในเมื่อทำาก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีทหาราเ็ แต่หมอในค่ายทหารนั้นมีเพียงเจ็ดถึงแปดคนเท่านั้น ต่อให้รวมข้ากับท่านอาจารย์แล้วก็ซานอี รวมแล้วมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น หากว่าาปะทุรุนแรงขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่สามารถรักษาได้ทันการ ในบางครั้งล่าช้าไปครู่หนึ่งก็อาจหมายถึงสูญเสียไปอีกหนึ่งชีวิต ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าอาจเลือกคนที่รอบคอบและคล่องแคล่วจากเหล่าทหาร เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสักครึ่งค่อนวันก็ทำได้แล้ว พอถึงตอนนั้นการล้างาแ ใส่ยาและพันแผลพวกนี้ก็สามารถให้พวกเขารับ่ต่อได้ หรือแม้กระทั่งคนที่ฉลาดเฉลียวให้เรียนเย็บแผลก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร”
กงจื้อิได้ฟังแล้วก็พยักหน้า เมื่อครู่นี้เขาไปเดินวนดูที่ด้านหลังค่ายมารอบหนึ่ง เหล่าหมอทหารเหนื่อยจนนอนลงที่หน้าทางเข้ากระโจม ในกระโจมเต็มไปด้วยเหล่าทหาราเ็ ไม่ว่าจะเป็เปลี่ยนยาหรือว่าคอยดูแลอาหารการกินต่างก็ต้องใช้กำลังคน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหากว่าสามารถเลือกคนมาสอนก็จะช่วยรับ่ต่อได้ ต่อไปเวลายกทัพไปทางซีจิงก็ไม่จำเป็ต้องให้ติงเหว่ยคอยตามไปด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ตอบว่า “ตกลง เื่นี้ไม่จำเป็ต้องเลือกหาคนใหม่ ห้าร้อยคนที่ฟางหยวนดูแลอยู่นั้นส่วนใหญ่อายุยังน้อยและมีไหวพริบ ้าใช้กำลังคนเท่าไรเ้าเลือกได้ตาม้าเลย”
ติงเหว่ยเม้มปากเล็กน้อย นางอยากจะพูดแต่ก็ไม่รู้จะพูดออกมาอย่าไรดี กงจื้อิะโสั่งการองครักษ์นอกกระโจม “ไปพาตัวผู้บัญชาการฟางมา”
“ผู้บัญชาการ?” ติงเหว่ยยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก แม้ว่านางจะไม่ค่อยเข้าใจยศทหารของซีเฮ่ามากนัก แต่นางก็จำได้ว่าแต่ก่อนฟางหยวนเป็ถึงแม่ทัพผู้ช่วย เช่นนั้นก็คงไม่ได้คุมกำลังทหารถึงห้าร้อยนาย ทำไมไม่เจอกันแค่ครึ่งค่อนวันเขากลับถูกลดขั้นเสียแล้วล่ะ หรือว่าจะรบแพ้อย่างนั้นหรือ?
ไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากถาม ฟางหยวนที่ใบหน้าขาวซีดก็เดินกะโผลกกะเผลกจากนอกกระโจมเข้ามา ในขณะที่เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อคำนับ สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูบิดเบี้ยวมากกว่าเดิม
ผู้าุโเพิ่งจะวางถ้วยข้าวลงเมื่อครู่ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็เลยเอ่ยปากถามออกมาว่า “เ้าหนุ่ม เ้าถูกไม้พองทุบตีมาใช่ไหม? ต่อไปมาติดตามข้าดีกว่า ในสนามรบเอาชีวิตเป็เดิมพันแล้ว นอกสนามรบไหนเลยจะต้องถูกไม้พองทุบตีอีก?”
หลังจากพูดจบ เขายังหันไปจ้องกงจื้อิ เจตนาในการจะหาเื่ของเขาชัดเจนเป็อย่างมาก
ติงเหว่ยงยิ้มเจื่อนๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร นางอยากจะเอาไข่เค็มไปอุดปากท่านอาจารย์เอาไว้จริงๆ
โชคดีที่ฟางหยวนไม่ถูกหลอกล่อ เมื่อได้ยินผู้าุโพูดเช่นนี้ สีหน้าของเขากลับยิ่งอับอายเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
กงจื้อิทำตัวราวกับไม่ได้ยินคำพูดของผู้าุโเลยแม้แต่น้อย เขาสั่งการฟางหยวนด้วยเสียงหนักแน่นว่า “เ้าพากำลังคนเดิมครึ่งหนึ่งของเ้า ั้แ่บัดนี้ขอให้เ้าทำตามคำสั่งของแม่นางติง หากว่าเ้ายังกล้าออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก จะมีโทษตายสถานเดียว”
ฟางหยวนโค้งคำนับรับคำสั่ง จากนั้นก็คำนับให้ติงเหว่ยพร้อมขอโทษ
ติงเหว่ยรีบเข้าไปพยุงเขาให้ลุกขึ้นมา และพูดปลอบใจว่า “น้องฟางเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านเองก็ร้อนใจอยากจะฆ่าฟันศัตรู ข้าจะไปโทษท่านได้ยังไง อีกอย่างเหล่าพี่น้องที่ข้าให้อยู่ในกระโจมเพื่อช่วยรักษาทหารที่าเ็ก็ไม่ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น แต่เมื่อครู่นี้ท่านแม่ทัพก็อนุญาตให้ข้าสร้างหมอทหารขึ้นมา ต่อไปเวลาจะรักษาเหล่าพี่น้องที่าเ็ก็จะเร็วขึ้นอีกเยอะ และเื่นี้ก็ต้องให้น้องชายช่วยมากสักหน่อย”
ใบหน้าของฟางหยวนเต็มไปด้วยความอับอายและรู้สึกผิด เขารีบก้มหัวและตอบว่า “ทุกอย่างเอาตามที่แม่นางติงสั่งการได้เลย”
“ตกลง น้องชายรีบรักษาตัวให้หายไวๆ พรุ่งนี้มีเื่มากมายต้องทำ”
ติงเหว่ยคุยกับฟางหยวนอีกสองสามประโยคแล้วก็ส่งเขาออกไป จากนั้นก็หันหน้าไปถามกงจื้อิว่า “แม่ทัพเสี่ยวฟางดูแลทหารใต้บังคับบัญชาอย่างเป็ระเบียบ เหตุใดต้องโดนลดตำแหน่งและถูกโบยด้วย?”
กงจื้อิก้มหน้าลงดื่มชา และแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ เขาไม่มีทางพูดอย่างแน่นอนว่าก่อนหน้านี้ตอนที่กำลังสู้รบอยู่ จู่ๆ เมื่อเห็นฟางหยวนรีบมา เขาก็คิดไปเองว่าติงเหว่ยสองแม่ลูกเกิดเื่อะไรขึ้นหรือเปล่า ในขณะที่เขากำลังใจลอยอยู่นั้นก็ถูกลูกธนูปักเข้าที่เกราะหัวไหล่ การฝ่าฝืนคำสั่งทางทหารถือเป็เื่ร้ายแรงอย่างมาก การที่เขาลงโทษแค่โบยไม้ยี่สิบทีก็ถือว่าปราณีแล้ว
ติงเหว่ยเห็นว่าเขาไม่ตอบ จึงคิดว่าน่าจะมีเื่อย่างอื่นซ่อนอยู่ด้วย นางจึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ และก็พูดว่า “ท่านแม่ทัพ มีทหารบางคนที่แขนหรือขาขาด ต่อไปเกรงว่าจะทำงานหนักอีกไม่ได้แล้ว พวกเขาต้องมีปัญหาในการใช้ชีวิต ยังไงก็ต้องเตรียมการจัดการเอาไว้บ้าง”
“แน่นอน ทุกปีฝ่ายคลังจะใช้รายได้มากกว่าครึ่งเพื่อไปเยี่ยวยาเหล่าทหารที่าเ็”
“มีสุภาษิตหนึ่งพูดไว้ได้ดี หาปลามาให้กินหรือจะสู้สอนวิธีจับปลา [2] คนเฒ่าคนแก่มักจะบอกว่าการช่วยเหลือคนเวลาลำบากไม่ได้ช่วยแก้ที่ต้นตอของปัญหา ข้าคิดว่าแทนที่จะให้เงินช่วยเหล่าทหารพิการทุกเดือน มิสู้หางานดีๆ ให้เขาทำดีกว่า หาเงินด้วยตนเองได้ยังไงก็รู้สึกเป็อิสระกว่ารอรับเงินช่วยเหลือ อีกอย่างชาวเมืองซีเฮ่าทุกคนก็จะได้รับความสะดวกสบายไปด้วย”
กงจื้อิขมวดคิ้ว เขารักทหารของเขาราวกับเป็ลูกชาย ทหารทุกคนที่ติดตามเขาไปออกรบ ไม่ว่าจะเป็เงินและอาหารแห้งทุกเดือน หรือว่าเงินำาญของทหารที่เสียชีวิตในาก็เป็จำนวนที่มากที่สุดในบรรดากองทัพของซีเฮ่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารพิการเ่าั้ที่แต่ละเดือนได้รับเงินช่วยเหลือ พวกเขาทั้งมีกินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่
ตอนนี้จู่ๆ ได้ยินสิ่งที่ติงเหว่ยพูดขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนัก และรู้สึกไม่ยอมรับไปชั่วขณะหนึ่ง
“งั้นเ้าก็พูดออกมาว่ามีวิธีการอะไรดีๆ ที่จะจัดการกับเหล่าทหารพิการ และทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเื่การใช้ชีวิตและปากท้อง ทั้งยังทำให้ประชาชนซีเฮ่าได้รับความสะดวกสบายไปด้วย?”
ดวงตาที่เฉียบคมของติงเหว่ยจับได้ถึงความสงสัยในสีหน้าของเขา นางก็เลยมีใจอยากจะเอาชนะขึ้นมาเช่นกัน ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดออกมานั้น ผู้าุโเหว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
“เ้าหนุ่มกงจื้อ ในเมื่อเ้าไม่เชื่อมั่นในความสามารถของลูกศิษย์ข้า งั้นเรามาเดิมพันกันสักตั้งเป็ยังไง? หากว่าลูกศิษย์ของข้ามีวิธีการ เ้าก็ให้ผู้าุโอวิ๋นมาคอยเป็ผู้ติดตามข้าหนึ่งวัน แต่หากว่าลูกศิษย์ของข้าไม่มีวิธีใดๆ ข้าจะให้นางเป็สาวใช้ของเ้าหนึ่งวัน เ้าคิดว่าเป็ยังไง?”
ทันทีที่สิ้นเสียงของผู้าุโ คนที่เหลือในห้องทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาพร้อมๆ กัน หาเื่อยู่พักใหญ่ที่แท้ผู้าุโก็อยากจับหมาป่าขาวด้วยมือเปล่า [3] เขา้าจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้ ต่อให้แพ้ขึ้นมาก็ไม่ได้เสียหายอะไร
แต่ประการแรกกงจื้อิสงสัยว่าติงเหว่ยมีวิธีการอะไรดีๆ กันแน่ ประการที่สองเขาเองก็อยากให้ติงเหว่ยมาอยู่เป็เพื่อนเขาหนึ่งวัน ดังนั้นเขาก็เลยพยักหน้ารับคำท้า “ตกลง”
ผู้าุโเหว่ยหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาตัดสินใจนอนลงบนพรมข้างๆ เตาไฟ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอให้ลูกศิษย์ของเขาที่เก่งกาจรอบด้านช่วยให้เขาชนะการเดิมพันในครั้งนี้
ติงเหว่ยทั้งรู้สึกขบขันและไม่รู้จะทำอย่างไร นางก็เลยตัดสินใจพูดออกไปทั้งหมด
“ก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่าหากแต่ละหมู่บ้านในชนบทอยากจะส่งของหรือส่งจดหมายออกไปด้านนอกก็ต้องเข้าเมืองไปหากองคาราวานพ่อค้าให้ช่วยเหลือ เื่ค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึงทั้งยังไม่สะดวกอีก หากว่าวังหลวงซีเฮ่าจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในการส่งของขึ้นมา รับผิดชอบในการรวบรวมและส่งจดหมาย และทุกเดือนก็รับเงินเดือน สามารถยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากนี้ ถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองกับตัวอำเภอและถนนส่วนใหญ่ ก็มาจากชาวบ้านร่วมแรงกันสร้างมันขึ้นมา หากว่ามีตรงไหนผุพังก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบำรุงรักษาประจำวัน ถนนในเมืองหลายสายก็ไม่มีคนคอยดูแลทำความสะอาด มีแค่ร้านค้าที่กวาดหน้าร้านของตนเอง ทำให้ถนนมักจะสกปรกเป็อย่างมาก หากว่ามอบหมายให้เหล่าทหารพิการไปทำความสะอาด ถนนหนึ่งสายใช้สักสองคนหรือมากกว่านั้นเพื่อให้ทำความสะอาดทุกวัน เท่านี้ก็จะสะอาดแล้วก็เป็ระเบียบขึ้นอีกเยอะ”
-----------------------------------------
[1] โต้วปั้นเจี้ยง 豆瓣酱 หมายถึง เครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งของประเทศจีน มีลักษณะเหนียวคล้ายกะปิ ทำจากถั่วปากอ้าหมักรวมกับเกลือและเครื่องเทศชนิดอื่นๆ โต้วปั้นเจี้ยงมีสองแบบ ได้แก่ แบบเผ็ดและแบบไม่เผ็ด
[2] หาปลามาให้กินหรือจะสู้สอนวิธีจับปลา 授人以鱼不如授人以渔 หมายถึง หากคนอื่นพบกับความยากลำบาก วิธีที่ดีที่สุดคือเราไม่ควรไปทำงานแทนเค้า แต่เราควรจะสอนเค้าให้แก้ปัญหาเอาชนะความยากลำบาก
[3] จับหมาป่าขาวด้วยมือเปล่า 空手套白狼 หมายถึง แสวงหาผลประโยชน์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องลงทุน คล้ายกับสำนวน 'จับเสือมือเปล่า' ของไทย
