สายฝนพร่างพรายลงมาไม่ขาดสายราวกับม่านบาง ๆ ที่ทอดคลุมหุบเขา บดบังทัศวิสัยในการมองเห็น บวกกับเสียงฟ้าร้องครืนครานเป็ระยะ สร้างบรรยากาศน่าหวาดหวั่นให้กับคนที่พบเจอ
เหล่าสรรพสัตว์พากันวิ่งวุ่นกลับรังเพื่อหลบฝน กระรอกสีน้ำตาลคาบเมล็ดพืชวิ่งเข้าโพรงไม้ แม่นกกกลูกน้อยภายใต้ปีกคู่ด้วยความรัก
ทว่ากลุ่มนักโบราณคดีผู้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นกลับไม่หยุดที่จะค้นคว้า มุ่งหน้าสำรวจภายในถ้ำ โดยภายในถ้ำแห่งนี้มีวังโบราณที่มีอายุหลายร้อยปีซ่อนอยู่
การค้นพบในครั้งนี้ทำเอากลุ่มนักโบราณคดีรู้สึกตื่นเต้นกันเป็อย่างมาก
อากาศข้างในค่อยข้างหนาวและอับชื้น อีกทั้งยังมืดสนิททำให้พวกเขาต้องใช้ไฟฉากและคบเพลิงในการนำทาง
“ พื้นข้างหน้าต่างระดับ ทุกคนเดินระวังด้วยนะ ”
“ ค่ะ/ครับ ”
“ คุณหลี่ เราเจออะไรบางอย่างในนี้ ” เสียงเพื่อนร่วมทีมที่เดินอยู่ข้างหน้าะโขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำให้เ้าของชื่อรีบวิ่งเข้าไปดู
“ ไหนคะ? ”
ดวงตากลมโตที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสีใสเบิกกว้างอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่บนแท่นหินกลางห้องโถงคล้ายกับว่ามีใครจงใจนำมาวางเอาไว้
“ ว้าว มันยังดูใหม่อยู่เลย ไม่เหมือนของที่มีอายุหลายร้อยปี ทุกคนว่าไหม ”
ปิ่นปักผม? งดงามมาก
นักโบราณคดีสาวเผลอตัวเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ยามทอดมองเครื่องประดับตรงหน้า
ไม่รู้ว่าเธอคิดไม่เองหรือเปล่า แต่แวบแรกที่เห็นเธอรู้สึกว่าลวดลายบนปิ่นปักผมสีทองรูปดอกเหมยเลื้อยเกี่ยวกับเถาวัลย์สีเงินราวกับมีชีวิต
“ แค่ของโบราณชิ้นหนึ่ง ทำไมมันดู…มีพลังแบบนี้นะ? ” อันนาพึมพำเสียงเบา
ทันใดนั้นเองเพื่อนร่วมงานที่เดินตามหลังจากเผลอชนเข้ากับเธอ กายบางเคลื่อนตัวไปข้างหน้าบวกกับพื้นบริเวณที่เธอยืนอยู่มีตะไคร่น้ำ ทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ก่อนจะลื่นล้มศีรษะไปชนกับแท่นหิน
มือของอันนาเผลอไปแตะที่วัตถุโบราณที่เพิ่งเจอโดยบังเอิญ เพียงััปิ่นปักผมนั้นเล็กน้อย เธอรู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดเข้าสู้กระแสลมลูกใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัวพร้อมกับแสงสีทองสว่างจ้า ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณจนเธอต้องหลับตาปี๋
“ คุณหลี่… ”
วาบ
“ สนมซู! สนมซูเหมยหลิง! ตื่นเถอะเพคะ! ” เสียงแหลมเล็กปลุกอันนาให้รู้สึกตัว
นักโบราณคดีปรือตาขึ้นมองอย่างช้า ๆ ทว่าภาพแรกที่เห็นนั้นกลับไม่ใช่ถ้ำโบราณที่เธอกับเพื่อนร่วมทีมกำลังสำรวจอยู่ ทำเอาหญิงสาวรู้สึกสับสนครู่หนึ่ง เพราะที่เธอเห็นมันคล้ายกับห้องของคนจีนสมัยโบราณ
ผ้าม่านโปร่งสีแดงปลิวไหวไปตามลมเบา ๆ เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องทำด้วยไม้ลายแกะสลักด้วยความปราณีตจากช่างที่มีฝีมือ
“ สนมซู อย่าเพิ่งเป็อะไรไปนะเพคะ ” แรงเขย่าที่แขนทำให้อันวาหลุดออกจากภวังค์
“ เดี๋ยวก่อน…นี่มันเื่บ้าอะไรเนี่ย ” อันวาอุทานเสียงหลงพลางยันกายขึ้นนั่ง ดวงตากลมโตดั่งลูกกวางมองรอบตัวด้วยความมึนงง
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ยิ่งเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าแต่งตัวเหมือนสาวใช้ที่หลุดออกมาจากหนังพีเรียด เธอก็รู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
พอก้มสำรวจตัวเองกลับพบว่าเธอสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนปักลายดอกไม้ มือเรียวบางลูบคลำใบหน้าผิวเนียนละเอียดด้วยอาการตื่นตระหนก
เป็จังหวะเดียวกับที่เธอหันไปเห็นภาพสะท้อนในกระจก ทำให้รู้ว่าคนในกระจกไม่ใช่เธอ
“ ใคร…ใครกัน? ” ดวงหน้างดงามในกระจกดูไม่คล้ายกับหลี่อันนาเลยสักนิด
ใบหน้าเดิมของเธอคือสาวเนิร์ดใฝ่เรียนที่ชอบใส่แว่นหนาเตอะ หน้าตาไม่สวยมาก แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ ซึ่งต่างจากคนในกระจนโดยสิ้นเชิง
หากจะบรรยายให้เห็นภาพ เธอคนนี้มีใบหน้าเรียวไข่สวยสะดุดตา คิ้วโก่งงามดั่งคันศร ดวงตากลมหวานซึ้งชวนหลงใหล จมูกเล็กเชิดได้รูป ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อ ผิวขาวเนียนไร้ที่ติ
พูดได้คำเดียวเลยว่าส๊วย!
สวยเหมือนนางฟ้านาง์เลย ถ้าเธอสวยได้ครึ่งหนึ่งของคนตรงหน้า คงจะมีหนุ่ม ๆ เข้ามาขายขนมจีบไม่ขาดสาย ไม่ครองตัวโสดจนถึงป่านนี้หรอก
“ เฮ้อ! ” อันนาพ่นลมหายใจออกมาเฮือกยาว ในหัวก็เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวบางอย่างได้
ก่อนที่จะหมดสติ เธอจำได้ว่าตนเองลื่นล้มแล้วเผลอเอามือไปแตะปิ่นปักผมโบราณ จากนั้นก็มีแสงสีทองที่สว่างจ้าจนรู้สึกแสบตา
และ…พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างของคนอื่น ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวก็รู้ว่าโลกที่เธออยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไปแล้ว
เอ๊ะ! หรือว่าเธอจะตายไปแล้ว ไม่ใช่สิ แค่ล้มหัวกระแทก เธอไม่น่าจะตายง่าย ๆ อย่างนี้ บางทีที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับปิ่นปักผมที่เจอในถ้ำก็ได้
“ สนมซู ท่านเป็อะไรไปหรือเพคะ? ” เสียงเรียกจากสาวใช้คนเดิมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ามีอาการเหม่อลอย
“ ฉัน เอ้ย! ข้าไม่ได้เป็อะไร ” อันนาเปลี่ยนรูปแบบการพูดใหม่ให้เข้ากับยุคโบราณ
“ เช่นนั้น…สนมซูรีบไปยังตำหนักกลางเพื่อถวายการคำนับท่านอ๋องเถอะเพคะ ถ้าช้ากว่านี้บ่าวเกรงว่าสนมซูจะโดนลงโทษ ” สาวใช้ย้ำเตือนผู้เป็เ้านายด้วยความห่วงใย
ท่านอ๋อง?
ใครหว่า?
“ นี่มันอะไรกันอีกล่ะ ” อันนาอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ แต่พอเห็นสายตาที่หวาดหวั่นของสาวใช้ เธอก็รู้ว่าไม่ควรปฏิเสธ
เอาเถอะ…อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป
ยังไงตอนนี้เธอก็กลับบ้านไม่ได้แล้ว ถ้าอยากมีชีวิตรอดปลอดภัย เธอก็ต้องตามน้ำไปก่อน
“ เอ่อ…ข้าขอถามอะไรหน่อยสิ ” อันนาหรือคนที่เรียกว่า ซูเหม่ยหลิง ถามขึ้นขณะที่เดินตามสาวใช้ไปยังตำหนักกลาง
“ สนมซูจะถามอะไรบ่าวหรือเพคะ ”
“ ท่านอ๋องที่เ้าพูดถึง เป็ผู้ใดหรือ ”
“ คุณหนูลืมไปแล้วหรือ ท่านอ๋องเป็ผู้ปกครองเมืองหวู่แห่งนี้แล้วก็เป็สามีของสนมซูยังไงละเพคะ ”
“ หา? ”
นี่เธอไปมีสามีั้แ่ตอนไหนเนี่ย
ั้แ่เ้าความได้ เธอก็ยังไม่เคยมีแฟนหรือคบหากับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะ
