บทที่ 67 เจตจำนงกระบี่พลุ่งพล่าน
“บังอาจ! ไฉนเ้าถึงพูดจากับผู้าุโในสำนักเช่นนี้” ซูซานเหอถลึงตาใส่ฉินชู
“กระบี่ไร้หวั่นเกรง! ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ต้องมีจิตใจไร้หวั่นเกรง เ้าไม่คู่ควรที่จะฝึกกระบี่” ฉินชูมองซูซานเหอพลางส่ายหน้า
ซูซานเหอแสยะยิ้ม “ข้าเป็รองเ้าสำนักชิงหยุน ดังนั้นย่อมพิจารณาถึงความปลอดภัยของสำนักชิงหยุนเป็สิ่งแรก ในเมื่อเ้าเป็คนก่อเื่นี้ขึ้นมา เ้าก็ต้องรับผิดชอบ”
ฉินชูมองกระบี่เทพบูรพาในมือก่อนถอนหายใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกสำนักชิงหยุนทอดทิ้ง รู้สึกเหมือนกลายเป็เครื่องสังเวย
โดดเดี่ยว...เงาร่างของฉินชูดูโดดเดี่ยวยิ่งนัก แต่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวกลับแฝงไปด้วยความทะนงตน เป็ความทะนงในศักดิ์ศรีที่ไม่สั่นคลอน
ทันใดนั้น รังสีที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างกายของฉินชูก็เปลี่ยนไป บรรยากาศเย็นลงฉับพลัน “ช่างเถิด! ในเมื่อสำนักชิงหยุนไม่้า ข้ายอมออกไปเองก็ได้ แต่ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ หากใครคิดจะฆ่าข้าก็เข้ามา หวังว่าความตกต่ำของฉินชูผู้นี้จะสามารถปลุกเรียกศักดิ์ศรีของผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ขึ้นได้”
“ฉินชู เขาทอดทิ้งเ้า ยอดเขาหลักทอดทิ้งเ้า แต่พวกเรายอดเขาชิงจู๋ไม่มีวันทำเช่นนั้น หลัวเจินผู้นี้ก็ไม่ทำเช่นกัน พวกเรายอดเขาชิงจู๋มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของผู้ฝึกกระบี่ แม้ใบกระบี่จะหัก แต่วีถีกระบี่ไม่คดงอ” หลัวเจินก้าวเข้ามายืนข้างๆ ฉินชู
“กระบี่ไร้หวั่นเกรงคือจิตใจอันไร้ความหวั่นเกรง หลังจากไร้ความหวั่นเกรงก็คือความกล้าหาญอันปราศจากความหวาดกลัว การช่างเจรจาหาใช่คุณสมบัติของผู้ฝึกกระบี่ ผู้ฝึกกระบี่มีแต่มุ่งไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญเท่านั้น” ลู่หยวนเดินออกมายืนข้างๆ หลัวเจิน
ตอนนี้พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฉินชูโหมกระพือขึ้นเรื่อยๆ กระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวของลูกศิษย์ในสำนักชิงหยุนล้วนสั่นพ้อง “ความกล้าหาญอันปราศจากความหวาดกลัว ฉินชูผู้นี้มี”
ทันทีที่พูดจบ พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ของฉินชูก็รุนแรงขึ้นอีกระดับ ตอนนี้พลังแห่งเจตจำนงกระบี่สูงขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
“ดี!” ดวงตาลู่หยวนเรืองรอง
“ท่านาุโลู่ ขอบพระคุณเป็อย่างยิ่งที่ท่านรับศิษย์ผู้น้อยเข้ามาในสำนักชิงหยุนในวันนั้น แต่สถานการณ์ต่อจากนี้ ศิษย์อาจทำให้ท่านผิดหวัง ศิษย์ไม่คิดจะกลับคำพูด แต่เป็เพราะสถานการณ์บีบคั้น จึงไม่อาจปล่อยให้ศักดิ์ศรีของผู้ฝึกกระบี่ถูกเหยียดหยามได้” ฉินชูพูดพลางมองลู่หยวน
ลู่หยวนเดินเข้ามาใกล้ฉินชู “ข้าไม่เคยผิดหวังในตัวเ้าสักครั้ง อยากสู้ก็สู้เถิด ข้าไม่มีวันทอดทิ้งเ้าแน่นอน ผู้ใต้บังคับบัญชาแห่งหออาณัติทั้งหลาย จงเตรียมตัวพร้อมสู้”
ครั้นลู่หยวนลั่นวาจา คนในชุดดำจำนวนมากก็ปรากฏตัวขึ้นรอบๆ ลานกว้าง พวกเขาไม่ใช่คนของยอดเขาทั้งเจ็ด แต่เป็คนจากหออาณัติ และลู่หยวนก็เป็ผู้าุโที่เป็หัวหน้าหออาณัติ
“ลู่หยวน นี่เ้าคิดจะละเมิดกฎอย่างนั้นหรือ” ซูซานเหอหน้าถอดสี
“ไม่ถึงกับละเมิดกฎกระมัง... ข้าแค่กระทำตามกฎบัญญัติโบราณ คำสั่งของเ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้า” ลู่หยวนหยิบแผ่นตราประทับคำสั่งออกมา มันคือตราประทับแห่งกฎบัญญัติโบราณ
ในสำนักชิงหยุน ผู้าุโที่เป็หัวหน้าหออาณัติมีอำนาจเทียบเท่ากับรองเ้าสำนัก รองเ้าสำนักรับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยโดยรวมของสำนัก แต่ไม่มีสิทธิ์สั่งการหออาณัติ
“ข้าจะรบกวนให้ท่านเ้าสำนักปลดตำแหน่งของเ้าในโทษฐานละเลยต่อภัยคุกคามของสำนัก” ซูซานเหอตวาดเสียงลั่น หลัวเจินแหกหน้าเขา เขายังพอทนไหว แต่ตอนนี้ลู่หยวนกลับแหกหน้าเขาอีกคน ทำเอาเขาโกรธจัดอย่างไม่เป็มาก่อน
“เช่นนั้นเ้าจงให้ท่านเ้าสำนักปลดข้าออกจากตำแหน่งปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาอีกคนด้วยแล้วกัน” เหลยอินก้าวออกมา แม้จะต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ แต่เหลยอินกลับลุกขึ้นแสดงจุดยืนอย่างไม่เกรงกลัว
จากนั้นหลินอี้ก็ก้าวออกมา ตามด้วยปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาคนอื่นๆ
“พวกเ้ารอก่อนเถอะ” ซูซานเหอพาจางจี้กับคนอื่นๆ จากไป เขาควบคุมสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้
“ภายในเวลาหนึ่งถ้วยชา หากยังมีคนนอกอยู่ในสำนักชิงหยุน ฆ่าทิ้งสถานเดียว” ลู่หยวนมองซูเสวี่ยอีด้วยดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร
“ข้าให้เวลาพวกเ้าเจ็ดวัน หลังจากเจ็ดวัน หากไม่ส่งตัวฉินชูมา ก็จงยอมรับผลกรรมด้วยตัวเองแล้วกัน” ซูเสวี่ยอีหันหลังจากไป นางยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับสำนักชิงหยุนในตอนนี้
ผู้เฒ่าแห่งตำหนักพญาจิ้งจอกมองลู่หยวน “ข้าจำเป็ต้องรายงานเื่นี้ต่อท่านเ้าตำหนัก ดังนั้นจึง้าหัวของฉินชูมาเป็จดหมายสาร หากไม่ได้ตัวฉินชูมา ทางตำหนักพญาจิ้งจอกก็พร้อมที่จะแลกทุกอย่างเพื่อถล่มสำนักชิงหยุนให้สิ้นซาก”
เมื่อขู่เสร็จ คนจากตำหนักพญาจิ้งจอกก็จากไป
ฉินชูหันมาประสานมือให้พวกลู่หยวน ขอตัวไปจากลานกว้างหน้าตำหนักหลักแห่งยอดเขาชิงจู๋ จากนั้นก็มาที่หอคัมภีร์
ใช้เวลาไตร่ตรองอยู่สักพักหนึ่ง ในที่สุดฉินชูก็เลือกตำรากายยุทธ์มาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า ‘ก้าวไร้เงา’
ฉินชูใช้แต้มคุณูปการหกหมื่นแต้มเพื่อแลกกับตำรากายยุทธ์ก้าวไร้เงา เขารู้ดีว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจำเป็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
เสร็จธุระที่หอคัมภีร์ ฉินชูก็กลับมาที่หอศิษย์รับใช้
ภายในหอศิษย์รับใช้ ทุกคนกำลังรอฉินชูอยู่ ไป๋อวี้ หลินเจิง เจิ้งชิว หานอวี้ ชิวจ้านและหลิวเสวี่ย
“พวกเ้าอยู่กันครบเลย” ฉินชูคลี่ยิ้มทักทาย
“ลูกพี่ อย่ากลุ้มใจไปเลย ไป๋อวี้คนนี้จะยืนอยู่เคียงข้างลูกพี่ตลอดไป” ไป๋อวี้พูดกับฉินชูอย่างหนักแน่น
“ศิษย์น้องฉิน ปรมาจารย์หลัวบอกแล้วว่ายอดเขาชิงจู๋จะไม่ทอดทิ้งเ้า” เจิ้งชิวพูดขึ้น พวกเขากลัวว่าฉินชูจะแบกรับความกดดันไม่ไหว
หลิวเสวี่ยเดินมาด้านหน้าฉินชู “ปรมาจารย์ของข้าก็เช่นกัน ยอดเขาเชียนหลัวจะสนับสนุนปรมาจารย์หลัว”
“ขอบใจทุกคนมาก แต่ทุกคนไม่ต้องกังวลเื่นี้แทนข้าหรอก ข้าจะจัดการเอง” ฉินชูประสานมือให้ทุกคน ก่อนจะกลับมาที่ผาหินตัด ชักกระบี่เทพบูรพาออกมาและเริ่มฝึกวิชากระบี่ต่อ
ตอนที่ได้ยินคำพูดของลู่หยวนหลังจากถูกซูซานเหอยั่วโมโห ฉินชูเกิดความรู้สึกประหนึ่งหัวใจถูกปลอบประโลม จากนั้นพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ของตัวเองก็เปลี่ยนไป
ตอนนี้ฉินชูสำแดงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ออกมา พร้อมกับวาดกระบวนท่าจากวิชากระบี่กายสิทธิ์เพื่อจับััที่แตกต่าง
เมื่อวิชากระบี่เริ่มออกลวดลาย ฉินชูก็ััได้ว่าพลังของวิชากระบี่เพิ่มขึ้นมาก พูดให้ถูกก็คือพลังแห่งเจตจำนงกระบี่เพิ่มขึ้นแล้ว ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับเมื่อก่อน
พลังแห่งเจตจำนงกระบี่เพิ่มขึ้นได้ด้วยหรือ...ฉินชูเก็บกระบี่ลง ในใจรู้สึกไม่เข้าใจ
แม้ไม่เข้าใจ แต่ฉินชูก็ไม่ดั้นด้นคิดต่อ เขาหยิบตำรากายยุทธ์ก้าวไร้เงาออกมาและเริ่มฝึก
ภายในตำหนักหลักบนยอดเขาชิงจู๋ หลัวเจิน ลู่หยวน เหลยอิน หลินอี้และปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาอีกคนนามว่าอันหนานกำลังหารือกันอยู่
“ซูซานเหอไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรองเ้าสำนัก ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี” เหลยอินพูดขึ้น เื่วันนี้ทำนางโมโหมาก
“ลำพังแค่ซูซานเหอคนเดียวคงไม่เท่าไร แต่ที่สำคัญก็คือเขาจะต้องรายงานเื่นี้กับเ้าสำนัก พวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าท่านเ้าสำนักจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าท่านเ้าสำนักคิดจะส่งตัวฉินชูให้ศัตรูขึ้นมาจะทำอย่างไร หากเราคัดค้านก็เท่ากับละเมิดกฎ” หลินอี้พูดขึ้น
ครั้งที่แล้ว นอกจากซูซานเหอจากยอดเขาหลัก ปรมาจารย์จากยอดเขาทั้งหกที่เหลือได้พูดคุยเื่นี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้มีปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาเข้าร่วมเพียงสี่คน แต่อีกสองท่านที่เหลือค่อนข้างกังวลกับคำพูดของซูซานเหอ
“ไม่ว่าอย่างไร ทางยอดเขาชิงจู๋และข้าไม่ยอมแน่นอน ต่อให้ข้าจะต้องถูกไล่ออกจากสำนักก็ตาม” หลัวเจินพูดขึ้น
“ข้าก็เช่นกัน หากส่งตัวฉินชูให้ศัตรู สำนักชิงหยุนก็ไม่คู่ควรที่จะเป็สำนักผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ นอกจากนี้ หลังจากฉินชูเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้ไม่นานก็สามารถบรรลุพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพียงเท่านี้ก็เป็เหตุผลมากพอที่พวกเราจะปกป้องเขา” ลู่หยวนแสดงท่าที
เหลยอิน หลินอี้กับอันหนานก็คิดแบบเดียวกัน พวกเขาไม่อยากกลายเป็คนไร้ศักดิ์ศรี
หลังจากหารือกันเสร็จ เหลยอินก็มาที่ผาหินตัดเพื่อบอกฉินชูเื่ที่พวกนางคุยกันเมื่อครู่ เพราะไม่อยากให้ฉินชูไม่สบายใจ
เมื่อเหลยอินกลับไป ฉินชูก็เริ่มสับสนขึ้นมา เป็เพราะเขา หลัวเจิน ลู่หยวนและคนอื่นๆ เลยต้องลำบากไปด้วย มีความเป็ไปได้อย่างสูงว่าจะถูกเ้าสำนักลงโทษ ขืนเป็แบบนั้น เขาจะทำเยี่ยงไรดี
