บทที่ 139 มอบยาอายุวัฒนะให้
แต่รอมาตั้งนานกลับไม่เห็นฉินเหยียนเจินตอบกลับ นึกว่านางไม่ยินยอมเสียอีก ในขณะที่กำลังจะพูดอะไรอยู่นั้น ก็พบว่าฉินเหยียนเจินตาโตจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ
ฉินเหยียนเจินไม่คิดมาก่อนเลยว่า นางเพียงพูดความในใจของตัวเองออกมาเท่านั้น และไม่คิดมาก่อนเลยว่า ลู่อวี่จะตอบตกลงมอบยาชิง์น้อยให้นางเม็ดหนึ่งเพราะสาเหตุนี้ จึงรู้สึกใกับข่าวน่าตื่นเต้นครั้งใหญ่นี้!
ลู่อวี่หัวเราะชอบใจ ก่อนกล่าวขึ้นว่า “อย่าคิดว่ายาอายุวัฒนะเม็ดนี้ข้าจะมอบให้โดยไม่คิดเงิน นับจากวันนี้ถือว่าสำนักเป่ยเฉินของพวกเ้าขายให้ข้าแล้ว บังเอิญ่นี้ตระกูลลู่ของเรากำลังขาดแคลนคนอยู่ด้วย มีหลายสถานที่ที่้าคนอยู่พอดี แม้ว่าสำนักเป่ยเฉินจะไม่ใหญ่โต แต่ก็น่าจะมีอัจฉริยะอยู่บ้าง ถึงเวลาข้าจะจัดสรรร้านค้าชั้นนำบางส่วนให้กับพวกเ้า ไม่ให้พวกเ้าทำงานโดยไม่ได้รับสิ่งใดแน่นอน! ว่าอย่างไร รู้สึกซาบซึ้งกันหรือไม่?”
เดิมทีฉินเหยียนเจินก็ซาบซึ้งกับคำพูดของลู่อวี่อยู่แล้ว เมื่อลู่อวี่พูดมาเช่นนี้ กลับอดไม่ได้ที่จะะเิเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาที่สวยคู่งามเต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก สีหน้าของนางราวกับว่าพูดได้ว่าเป็่เวลาสดใสสั้นๆ ที่เหมือนกับดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่บานสะพรั่ง
ลู่อวี่นิ่งเงียบไปสักพัก และถอนหายใจออกมาเบาๆ “คนงดงามกว่าดอกไม้จริงๆ!”
ฉินเหยียนเจินถูกลู่อวี่ชมเขินจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งทำให้นางงดงามกว่าดอกไม้ยิ่งขึ้นไปอีก
นางเองก็ดูออกว่า ลู่อวี่ไม่ได้มีเจตนาที่มุ่งร้ายอะไรกับตัวเอง เหตุผลที่ครั้งนี้สามารถ ‘จับตัว’ นายน้อยตระกูลมาได้อย่างราบรื่น ทั้งหมดนี้ก็เพราะการกลั่นแกล้งของชายหนุ่มจอมเสเพลเกเรอันดับหนึ่งในเทียนตูตรงหน้าผู้นี้ ถึงทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้
แต่ฉินเหยียนเจินยังคงรู้สึกแปลกใจ เพราะทรัพย์สินที่สำนักเป่ยเฉินนั้นมี อย่าว่าแต่ยาชิง์น้อยเม็ดหนึ่งเลย แม้แต่ยาอายุวัฒนะจำนวนมากที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านค้าตระกูลลู่ ก็ยังซื้อแทบไม่ได้ ต่อให้พยายามรวบรวมทุกอย่างที่มีอยู่ในสำนักเป่ยเฉินมีก็ตาม ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะให้ยาชิง์น้อยนางมาเม็ดหนึ่งโดยไม่คิดเงิน เพื่อต่ออายุให้อาจารย์ แต่ยังมอบร้านค้าหลายแห่งให้พวกเขาประกอบการอีกด้วย
นางรู้ดีว่านี่เป็การติดหนี้บุญคุณที่ใหญ่หลวงนัก แม้ลู่อวี่จะพูดอย่างง่ายดาย ก็ใช่ว่าจะไม่มีเงื่อนไขใดเลยจริงๆ ทว่าเงื่อนไขพวกนี้ยังห่างไกลจากผลประโยชน์ที่ได้รับไม่น้อย
บางทีเขาอาจจะชอบนางจริงๆ ก็ได้? ฉินเหยียนเจินคิดเช่นนี้อย่างไม่มั่นใจ แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนจะไม่ใช่ ทำเอานางสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่า หากไม่มีลู่อวี่แล้วอาจารย์ตายไปจริงๆ เช่นนั้นตัวเองจะเป็อย่างไรต่อไปในอนาคต? บางทีการเป็สตรีของเขาก็อาจจะเป็ตัวเลือกที่ดีก็ได้
ทันใดนั้น ฉินเหยียนเจินก็ตัดสินใจได้ทันใดว่า เพียงคนตรงหน้าผู้นี้ไม่รังเกียจตัวเอง นางก็จะเป็สตรีอันเป็ที่รักแก่เขา!
ลู่อวี่ไม่รู้ว่า ฉินเหยียนเจินมีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวเวลานี้ ซึ่งมันสามารถทำให้เขาใจนแทบสิ้นสติได้ เขาที่ไม่รู้เื่อะไรเพียงโบกมือแล้วพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ ในเมื่ออาจารย์ของเ้ากำลังจะตาย หากเช่นนั้นเื่นี้คงจะล่าช้าไม่ได้แล้ว ข้าจะกลับไปเพื่อนำยาชิง์มาให้เ้าก่อนเม็ดหนึ่ง พรุ่งนี้จะเอามาส่งให้ อ้อ ใช่สิ ยาอายุวัฒนะสองเม็ดนี้เ้าเอาไปให้อาจารย์ของเ้ากินก่อน เช่นนี้หากกินยาชิง์น้อยเข้าไปถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อาจยืดอายุได้มากขึ้นไปอีกหลายสิบปี!”
ขณะที่ลู่อวี่พูดก็หยิบยาอายุวัฒนะสองเม็ดออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองฉินเหยียนเจินที่ตกตะลึงอ้าปากค้างเป็ครั้งสุดท้าย เขายิ้มและหันหลังก้าวออกไปจากตรงนั้นทันที จากนั้นก็แปลงร่างเป็เปลวแสงพร่างพราว หายวับไปทันใด ราวกับว่าเขาไม่เคยมาที่นี่มาก่อน แต่มีเพียงยาอายุวัฒนะที่มีกลิ่นหอมเพียงสองเม็ดเท่านั้นที่เปล่งแสงิญญาริบหรี่อยู่บนโต๊ะ บ่งบอกว่าบุรุษผู้นี้เคยอยู่ที่นี่มาก่อนจริงๆ
ฉินเหยียนเจินบรรจุยาอายุวัฒนะทั้งสองลงในขวดหยกเล็กอย่างระมัดระวัง และทันใดนั้นรู้สึกว่างเปล่าก็ถาโถมมา มันราวกับว่านางไม่มีที่พึ่ง และไม่สนใจสิ่งใดเลย
หลังจากผ่านไปสักพัก นางถึงได้ตั้งสติ และรีบนำยาอายุวัฒนะสองเม็ดนี้ไปยังที่พักของอาจารย์อย่างรวดเร็ว
ลู่อวี่พกยาชิง์น้อยติดตัวอยู่ แต่เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ได้บอกไปว่าไม่มีติดตัว เขาจึงไม่ได้เอาออกมา แม้เขาจะเชื่อว่าฉินเหยียนเจินไม่มีความคิดชั่วร้ายเมื่อเห็นของมีค่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่เปิดเผยเื่นี้ และไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะไม่มีความคิดชั่วร้ายเมื่อเห็นของมีค่า แน่นอนว่านี่เป็เพียงความระแวดระวังภัยปกติของเขาเท่านั้น มีตู้เสวียนเฉิงอยู่ด้วย ไม่มีทางเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว เหตุผลที่เขาตัดสินใจกลับไปก็เพราะเขา้าให้ความล้ำค่าของยาอายุวัฒนะตัวนี้ปรากฏต่อสายตาฉินเหยียนเจิน
ตอนขามาฉินเหยียนเจินเหาะมาด้วยอาวุธเวทบินของสำนักเป่ยเฉิน ใช้เวลาหนึ่งวันกลับมาถึงสำนักเป่ยเฉิน แต่ในสายตาของลู่อวี่แล้วมันช้าเกินไปนัก เพราะความเร็วของเรือแสงตัดเมฆา์ที่เขาโดยสาร ใช้เวลาเพียงสองหรือสามชั่วยามก็ไปถึงระยะทางน้อยกว่าหนึ่งพันลี้แล้ว
“เหตุใดสหายน้อยไม่อยู่ที่นั่นต่ออีกสักสองสามวัน ข้าดูออกว่าคุณหนูฉินผู้นั้นเหมือนจะมีใจให้สหายน้อยมาก หากทุ่มเทกว่านี้ คิดว่าคงจะจีบติดนะ!” เสียงล้อเลียนอย่างอารมณ์ดีของตู้เสวียนเฉิงดังขึ้นข้างหูลู่อวี่
ลู่อวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจนใจต่อยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยปกป้องอยู่ข้างกายเขาลับๆ ผู้นี้ เ้าเป็ถึงยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้หนึ่งเลยนะ ก่อนที่เ้าจะถูกพิษ ก็ยังเป็ถึงปรมาจารย์ขั้นหวนสู่สัจธรรมด้วย แต่นึกไม่ถึงว่าจะแอบฟังอยู่ในมุมมืดเช่นนี้ ตรงกันข้ามกับสถานะของยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าจริงๆ
“เ้าไม่มีเื่อะไรให้สนใจแล้วหรือ?” ลู่อวี่ไม่อยากพูดคุยเื่นี้กับตู้เสวียนเฉิง แม้ว่าเขาจะรู้สึกประทับใจฉินเหยียนเจินจริง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับนางเข้ามาในตระกูล เขาเป็ถึงคุณชายของตระกูลใหญ่ก็จริง แต่มาจากตระกูลในโลกบำเพ็ญเพียร สิ่งที่แสวงหาคือเส้นทางความเป็ะ ตอนนี้เขาอายุเพียงยี่สิบปี ยังห่างไกลจากการแสวงหาพบคู่ชะตาบำเพ็ญเพียรนัก
“ไม่มี!” ตู้เสวียนเฉิงตอบคำถามตรงไปตรงมาอย่างน่าประหลาดใจ ทำเอาลู่อวี่ถึงกับพูดไม่ออก
ทั้งสองใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงตระกูลลู่ หลังจากลู่อวี่พักผ่อนไป่สั้นๆ ก็เรียกหาลู่หนานและจีชิงรั่วให้เข้ามาหา เพื่อทำการทดสอบ และอธิบายคำถามหลายข้อเกี่ยวกับการฝึกฝนและปรุงโอสถที่ทั้งสองคนตั้งคำถาม จากนั้นถึงปล่อยแม่สาวน้อยทั้งสองคนไปฝึกฝน
เวลานี้ใกล้พลบค่ำแล้ว ลู่อวี่ก็คงไม่มีเดินทางส่งมอบยาอายุวัฒนะให้ฉินเหยียนเจินกลางคืนแน่ๆ หากทำเช่นนี้ขึ้นมาจริง ทุกคนในสำนักเป่ยเฉินคงจะได้รู้จักตัวตนของลู่อวี่กันหมด และเกรงว่าทั้งสำนักเป่ยเฉินคงอยู่กันไม่สงบสุขแน่ หากนายน้อยของตระกูลลู่มาส่งมอบยาให้ตอนกลางคืน บุญคุณใหญ่หลวงยิ่งนัก มันไม่ใช่สิ่งที่สำนักเป่ยเฉินของพวกเขาจะสามารถตอบแทนได้!
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ลู่อวี่ฝึกฝนเสร็จ เขาก็เดินทางมาที่สำนักเป่ยเฉินอีกครั้ง
สำนักเป่ยเฉินตั้งอยู่บนูเาเป่ยเฉิน ก่อนหน้านั้นเป็เพียงเพียงูเาที่ไม่มีใครรู้จักที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ มันเป็เพียงยอดเขาเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาเท่านั้น ยอดเขานี้มีความสูงไม่เกินสองร้อยฉื่อ และมีพื้นที่ครอบคลุมเพียงระยะทางสิบลี้เท่านั้น พลังปราณก็ธรรมดานัก หากไม่ใช่เพราะมีตัวอักษรใหญ่สามตัวเขียนไว้ว่า ‘สำนักเป่ยเฉิน’ อย่างชัดเจนบนก้อนหินขนาดใหญ่สูงหลายฉื่อที่ตีนเขา คงไม่มีใครคิดว่าที่นี่คือ ที่ตั้งของสำนักฝึกบำเพ็ญเพียรหนึ่งอยู่
ครั้งก่อนตอนที่เดินทางมาที่เป่ยเฉิน ลู่อวี่มาในฐานะ ‘ตัวประกัน’ แม้ว่าเขาจะจงใจให้ถูกจับกุมตัวมา แต่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นทิวทัศน์ของูเาเป่ยเฉิน
ทว่าครั้งนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็การมาเยือนอย่างเป็ทางการครั้งแรกของเขา จึงไม่มีอะไรให้ต้องหนักใจ รู้สึกสบายใจยิ่งนัก
ูเาเป่ยเฉินแห่งนี้ไม่เหมือนกับเทือกเขาอื่นๆ เทือกเขาลูกหนึ่งจะประกอบด้วยยอดเขาหลายสิบถึงหลายร้อยยอด แต่ที่แห่งนี้กลับตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงยอดเขาเดียว สภาพโดยรอบทั้งสี่ด้านไม่ได้เชื่อมติดกับเทือกเขาอื่นเลย สิ่งนี้ทำใหู้เาเป่ยเฉินดูแตกต่างไปจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าูเาลูกนี้จะเพียงเพียงูเาลูกเดียว จึงไม่มีทิวทัศน์ที่โดดเด่น แต่กลับมีป่าทึบ ดอกไม้และพืชพรรณแปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนบนนี้ อีกทั้งมีนกและสัตว์มากมายอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา คิดว่าที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักเป่ยเฉินแต่เดิมเลือกสถานที่แห่งนี้เป็จุดศูนย์กลางของสำนักเป่ยเฉิน ก็คงเพราะเหตุผลนี้
แต่ลู่อวี่ไม่ใช่คนพื้นเพเดิมของเทียนตู จึงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับูเาเป่ยเฉิน และสำนักเป่ยเฉินก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงมีความคิดเช่นนั้น มิฉะนั้นหากใครก็ตามที่มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนต่างก็รู้ว่า แม้สำนักเป่ยเฉินไม่ถูกนับว่าเป็กองกำลังชั้นนำในเทียนตู แต่ก็ถือว่าเป็หนึ่งในกองกำลังหลักในเทียนตูเมื่อหลายร้อยปีตอนที่ก่อตั้งแรกๆ จนกระทั่งภายหลัง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น จากนั้นมาทำให้สำนักเป่ยเฉินตกต่ำไม่น้อย ถึงได้ถูกผู้คนค่อยๆ ลืมเลือนกันไป
สำนักเป่ยเฉินถูกสร้างขึ้นตรงกลางเขาลูกหนึ่ง พื้นที่เล็กๆ และไม่ได้มีค่ายกลกระบี่ป้องกันูเาที่ทรงพลัง มีเพียงข่ายอาคมของค่ายกลกระบี่ไม่กี่อย่างที่ใช้ป้องกันได้เท่านั้น
ค่ายกลกระบี่พวกนี้ไม่สามารถหยุดลู่อวี่ได้อยู่แล้ว ตลอดทางไม่มีสิ่งกีดขวางใด และสามารถผ่านค่ายกระบี่ไปได้อย่างง่ายดาย จนเข้ามาในสำนักเป่ยเฉิน แม้แต่ลูกศิษย์ที่เฝ้าทางเข้าก็ไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาในสำนัก
สำนักเป่ยเฉินมีขนาดเล็กนัก ไม่จำเป็ต้องให้ลู่อวี่ค้นหาด้วยซ้ำ เพียงใช้พลังจิตเล็กน้อย ไม่นานก็ััได้ถึงพลังที่คุ้นเคยบางอย่าง หนึ่งในนั้นก็รวมถึงฉินเหยียนเจินด้วย
ในห้องรับรองของสำนักเป่ยเฉิน
“ศิษย์น้องเหยียนเจิน นี่เป็อาวุธเวทขั้นสูงที่ข้าประมูลได้มาจากร้านประมูลในราคาที่สูงนัก เ้าดูสิชอบหรือไม่?” เสียงที่ร่าเริงหนึ่งดังมาจากในห้องโถง ทำให้ลู่อวี่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในนี้ใเล็กน้อย
นี่ตัวเองไม่ได้เจอเพียงวันเดียว ก็มีคนมาแย่งตำแหน่งเสียแล้วงั้นหรือ? แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้สนใจฉินเหยียนเจินมากนัก แต่ลู่อวี่ก็ไม่ได้มีความคิดที่ล้าสมัยเกินจนไม่รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไรเช่นนั้น แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีแผนการอะไรในตอนนี้ แต่ต่อให้อยู่ตรงนั้นเฉยๆ ก็ไม่มีทางยอมให้ผู้อื่นมาเอาชนะได้
“ศิษย์พี่ซ่ง ข้าไม่ได้ขาดแคลนอาวุธเวทใช้ ของขวัญที่ล้ำค่าเช่นนี้ ข้าคงรับไว้ไม่ได้ ศิษย์พี่ซ่งเก็บไว้ใช้เองเถิด!” เสียงของฉินเหยียนเจินดังตามมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น คำพูดปฏิเสธเ็าแบบไม่เหลือช่องว่างให้ต่อรองได้
“มันไม่มีอะไรเลย พวกเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล คิดว่าท่านหัวหน้าสำนักก็น่าจะบอกเ้าแล้ว สองตระกูลของเราเดิมก็เชื่อมสัมพันธ์กันมาแต่รุ่นก่อนๆ เ้ากับข้าก็ได้หมั้นหมายกันไว้แล้ว ตอนนี้หัวหน้าสำนักกำลังจะหมดอายุขัย และได้มอบหมายพวกเ้าพี่น้องให้กับตระกูลซ่งของเราไว้แล้ว ข้าไม่มีทางทำให้เ้าต้องลำบากใดๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว!”
ไม่รู้ว่าเหตุใด ทันทีที่เสียงฉะฉานนั้นดังเข้าหูลู่อวี่กลับรู้สึกรังเกียจนัก ก่อนที่จะหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ และเร่งสาวเท้าเดินตรงเข้าไปในห้องโถง
ในห้องโถงมีจำนวนคนอยู่ไม่น้อยเลย นอกจากฉินเหยียนเจินและจ้าวจือเจี๋ยผู้นั้นและลูกศิษย์หลายคนแล้ว ยังมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุแปด เก้าขวบอีกคน กำลังนั่งอยู่ด้านข้างฉินเหยียนเจินที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งหลัก เขากำลังทำตาโตมองซ้ายทีขวาทีด้วยใบหน้าที่มึนงง
นอกจากสามคนนี้แล้ว ด้านล่างทางซ้ายก็มีเ้านายและเด็กรับใช้อีกห้าคน ชายหนุ่มรูปหล่อผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้า และอีกสี่คนยืนอยู่ข้างหลังชายหนุ่มผู้นั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็องครักษ์ อีกทั้งยังมีพลังยุทธ์่เริ่มต้นขั้นฟันฝ่าทั้งหมดด้วย
เวลานี้ลู่อวี่ก็ไม่คิดที่จะปกปิดตัวเองเช่นกัน ดังนั้นทันทีที่เดินเข้ามาจึงดึงดูดสายตาของทุกคนทันที
