เื่ที่สวีชิ่งหรานออกเดินทางไปทัศนาจรยังโลกภายนอกนั้น ย่อมไม่อาจปิดบังจากเฉิงหว่านเมี่ยวได้
แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จะไม่ได้พูดอะไร แต่การที่่หลายวันมานี้ไม่มีคนจากจวนตระกูลสวีมาเยือน เฉิงหว่านเมี่ยวก็รู้ว่ามีเื่ผิดปกติแน่แล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่ากลัวว่าในใจนางจะยังมีความอาลัยอาวรณ์สวีชิ่งหราน จึงบอกว่า “จวนตระกูลสวีไม่จริงใจเอาเสียเลย สวีชิ่งหรานหลีกเลี่ยงหลังจากเกิดเื่เช่นนี้ คนแบบนี้ต่อให้จะมีชื่ออยู่บนกระดานทองคำ [1] ก็ไปไม่ได้ไกลนักหรอก”
เฉิงหว่านเมี่ยวก้มหน้าลงแล้วตอบ “อืม” เสียงเบาๆ
ยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดพลาด ในใจนางรู้สึกขยะแขยงกับการพลิกหน้ามือเป็หลังมือของสวีชิ่งหราน แต่ก็ไม่เหมาะที่จะแสดงออกมาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าถามนางว่า “่นี้เ้ากับญาติผู้พี่เป็อย่างไรบ้าง มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่?”
เฉิงหว่านเมี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบกลับน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า “ญาติผู้พี่ออกจากบ้านแต่เช้า กลับดึกทุกวัน ข้าไม่เจอเขาเลยเ้าค่ะ...ต่อให้ไปหาเขาที่ห้องหนังสือในเรือนพักชั้นนอก ก็จะถูกกันไม่ให้เข้า”
นางพูดพลางมองฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกับน้ำตาคลอ “ท่านป้าเ้าคะ ญาติผู้พี่น่าจะ...ไม่ชอบข้า...ข้าได้ยินมาว่าเขาสนิทสนมกับซือปิงฟูเหรินมาก ญาติผู้พี่คงจะไม่ได้...”
“เขาจะไปรู้เื่ความชอบอะไรที่ไหน” มุมปากของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กระตุกเล็กน้อย “ที่เขาสนิทกับซือปิงฟูเหริน คงเป็เพราะซือปิงฟูเหรินสามารถช่วยเหลือเขาได้”
เฉิงหว่านเมี่ยวตกตะลึง “ท่านป้า ญาติผู้พี่เหมือนจะไม่ใช่คนแบบนั้น...”
ฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นเ้าคิดว่า ด้วยอำนาจและสถานะของเขาในตอนนี้ จะมีสตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใดที่คู่ควรได้อีก? —ซือปิงฟูเหรินผู้นั้น นอกจากจะรู้เื่มีดเื่ดาบแล้ว นางยังรู้อะไรอีก”
สถานการณ์ในราชสำนักแบ่งออกเป็สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีหนิงอ๋องเป็ผู้นำ ส่วนอีกฝ่ายคือฟู่ถิงเย่กับอัครมหาเสนาบดีจั่ว และฟู่ถิงเย่ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่เหนือหนิงอ๋อง เพราะมีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ หากไม่ใช่เช่นนั้นก็ไม่น่ามีคนแอบพูดลับหลังว่าเขาเป็ครึ่งหนึ่งของฮ่องเต้แคว้นต้าฉี
อาวุธใหม่ของซือปิงฟูเหรินนั้นช่วยค้ำจุนอำนาจทางทหารของฟู่ถิงเย่ได้จริง
ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เช่นนี้เองก็เป็เหมือนความคิดของคนส่วนใหญ่ ท้ายที่สุดแล้ว ซือปิงฟูเหรินที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันคนนี้ ก็ไม่มีวงศ์ตระกูลที่โดดเด่น ไม่ได้มีสายเืสูงศักดิ์ และไม่ได้มีฐานะร่ำรวย สิ่งเดียวที่พอจะเป็ข้อดีของนาง ก็คืออาวุธเ่าั้
ที่จริงแล้ว...แม้แต่ตัวหวาชิงเสวี่ยเองก็รู้สึกว่าฟู่ถิงเย่ชอบอาวุธของนางมากกว่าตัวนางเสียอีก...
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตลอดหลายปีมานี้ เขายังไม่เคยมีสตรีข้างกายเลย มีเพียงครั้งเดียว...นั่นก็เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเขาเขียนจดหมายกลับมาที่เมืองหลวง บอกว่าอยากขอแต่งงาน อีกฝ่ายเป็องค์หญิงแห่งหนานจ้าว ขอให้ข้าเตรียมพิธีแต่งงานให้ ตอนนั้นข้าใมาก”
เฉิงหว่านเมี่ยวได้ยินเช่นนั้นก็อ้าปากค้าง “องค์หญิง...หนานจ้าว?”
“สุดท้ายแน่นอนว่าไม่สำเร็จ” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างดูถูกเหยียดหยาม “เหตุผลที่แท้จริงนั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่ข้าคิดว่าก็คงเป็เพราะเงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน ดังนั้น หว่านเมี่ยว เ้าต้องจำเอาไว้ว่าอย่าได้เชื่อใจผู้ชายเป็อันขาด คนบนโลกใบนี้ต่างก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมาก่อน ไม่ว่าจะชายหรือหญิง”
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกแปลกใจมาก เขาลือกันว่า ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กับท่านโหวผู้เฒ่านั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก นางไม่คิดว่าคำพูดเหล่านี้จะออกมาจากปากของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ตบหลังมือของเฉิงหว่านเมี่ยวเบาๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ตอนที่ข้าอายุเท่าเ้า ข้าก็โหยหาความรักอะไรพวกนั้น มีใจคิดแต่อยากที่จะพานพบคู่แท้ ต่อไปเ้าจะรู้เองว่าที่ป้าทำไปก็เพื่อเ้า เ้าไม่จำเป็ต้องชอบเขา และเขาไม่จำเป็ต้องชอบเ้า ขอแค่เ้าได้แต่งเข้าไปในจวนโหวแล้วมีบุตรชาย ข้าจะให้บุตรชายของเ้าสืบทอดบรรดาศักดิ์ บุตรชายของเ้าจะเป็ถึงเว่ยหย่วนโหวในอนาคต ไม่ว่าฟู่ถิงเย่จะอยู่ที่ทางเหนือ เป็หรือตาย เ้าก็จะมีความมั่งคั่งและชีวิตที่สงบสุขตลอดไป...”
เื่นี้ช่างห่างไกลเกินไป เฉิงหว่านเมี่ยวฟังอย่างเหม่อลอย รู้สึกว่าภาพฝันในวัยเยาว์หลายอย่างของตนถูกทำลายลง...
แต่นางกลับหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้ กลับรู้สึกว่าคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะถูกแล้วก็ได้
หากไม่ใช่เช่นนั้น สวีชิ่งหรานจะไร้น้ำใจเช่นนี้ได้อย่างไร? ตอนที่เขามองมาที่นาง สายตาที่แฝงไปด้วยความรักนั้นเป็ของปลอม การที่เขายืมทิวทัศน์มาแต่งบทกวีเพื่อบอกรักนางก็เป็ของปลอม!
เฉิงหว่านเมี่ยวกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ในหัวพลันนึกถึงคำพูดหนึ่งที่เคยอ่านเจอในหนังสือ ั้แ่อดีตกาลบุรุษโดยมากล้วนไร้ใจ
ฟู่ถิงเย่ ก็อาจจะไม่ดีอย่างที่นางคิด
“ไปตามหมอมา” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เฉิงหว่านเมี่ยวได้สติกลับมาแล้วรีบถาม “ท่านป้า ท่านไม่สบายตรงไหนหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ค่อยๆ ส่ายหน้า “เขาไม่ค่อยอยู่ที่จวน พวกเ้าก็เลยไม่มีเวลาสร้างความผูกพัน จะปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้”
“ท่านป้าคิดจะ...” เฉิงหว่านเมี่ยวมีจินตนาการในเื่ความรักที่ไม่อยู่กับความจริงเหมือนกับเด็กสาววัยแรกรุ่นที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝัน ถึงขนาดกล่าวได้ว่าลุ่มหลงไป แต่เมื่อมองข้ามสิ่งเ่าั้ นางก็เป็คนฉลาดคนหนึ่ง นางเข้าใจความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ในทันที—แกล้งป่วยเพื่อที่จะรั้งตัวฟู่ถิงเย่ไว้
“เขาจะไม่พักอยู่ที่เมืองหลวงไปตลอดอย่างนี้ อย่างช้าที่สุดคือสิ้นปี ต้องให้เขายอมรับเ้าให้ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กุมขมับ รู้สึกกังวลใจเล็กน้อย
หากฟู่ถิงเย่ถูกใจเฉิงหว่านเมี่ยวก็ดีไป หากเขายังคงนิ่งเฉย ก็คงต้องคิดหาวิธีอื่น
เฉิงหว่านเมี่ยวลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ท่านป้า หากญาติผู้พี่รู้เข้า...เขาจะโกรธนะเ้าคะ”
“ข้าเป็แม่เขา” ฮูหยินผู้เฒ่าแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่แฝงไว้ด้วยท่าทีมั่นใจในเื่บางอย่าง “ั้แ่โบราณมาการแต่งงานเป็เื่ที่พ่อแม่เป็ผู้กำหนด แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็แม่ทัพใหญ่ เป็อ๋องเจิ้นเป่ย ก็ไม่อาจขัดขืนข้าได้”
เื่ความกตัญญูนั้นใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใด
เฉิงหว่านเมี่ยวเม้มริมฝีปาก แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก...
...
ฤดูใบไม้ร่วงอันแสนอบอุ่น วันนี้ก็เป็อีกวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
หวาชิงเสวี่ยชวนสาวใช้สองคนมาช่วยกันพรวนดินในแปลงดอกไม้ในสวน หลังจากนั้นทุกคนก็ปลูกพริกตามคำแนะนำของหลัวมู่อวี่
เวลาปลูกพริกที่เหมาะสมนั้น อยู่ใน่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้ก็เป็่ที่เหมาะสมพอดี
หวาชิงเสวี่ยไม่เคยปลูกต้นไม้มาก่อน ประสบการณ์ในการปลูกเพียงอย่างเดียวในอดีตก็คือการซื้อต้นไม้กระป๋องจากซูเปอร์มาร์เก็ต ในคู่มือผลิตภัณฑ์บอกว่าแค่รดน้ำให้ตรงเวลา ก็จะสุ่มได้ต้นไม้ต่างๆ อาจเป็ดอกทานตะวันขนาดเล็ก หรืออาจจะเป็ต้นถั่ววิเศษอะไรก็เป็ได้
แต่ต้นไม้กระป๋องที่หวาชิงเสวี่ยซื้อกลับไม่เคยมีอะไรงอกเงยขึ้นมาเลย พวกผู้หญิงในหอพักของนางจึงพากันหัวเราะเยาะว่านางไม่ได้ปลูกดอกไม้ แต่ปลูกดิน
ด้วยเหตุนี้ การปลูกพริกสำหรับหวาชิงเสวี่ย จึงเป็เื่พิเศษอย่างมาก กล่าวได้ว่า...นางระมัดระวังมากเป็พิเศษ
นางถามซ้ำๆ ว่าขุดหลุมตื้นไปหรือไม่ กลบดินลึกไปหรือไม่ รดน้ำมากไปหรือไม่ ระยะห่างของแต่ละต้นเบียดกันไปหรือไม่
หลังจากที่ได้รับคำตอบยืนยันจากหลัวมู่อวี่แล้ว หวาชิงเสวี่ยก็ยังคงไม่วางใจ เดินวนไปมาอยู่รอบๆ แปลงพริกที่ปลูกเสร็จแล้ว เหมือนกับอยากจะทำอะไรอีกสักหน่อย
“เมล็ดพริกจะงอกจริงๆ เหรอ?” หวาชิงเสวี่ยถามหลัวมู่อวี่ด้วยความไม่แน่ใจ
หลัวมู่อวี่พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม “งอกแน่นอนเ้าค่ะ พอน้ำค้างแข็งตกลงมา ก็ถึงเวลาสร้างที่พักเล็กๆ ให้ต้นอ่อน แค่นี้ก็อยู่รอดพ้นหน้าหนาวไปได้แล้ว”
หวาชิงเสวี่ยตระหนักได้ทันที นางคิดในใจว่าคนโบราณรู้เทคโนโลยีการสร้างโรงเรือนปลูกผักด้วยหรือเนี่ย?
เมื่อคิดดูอีกที สามีของหลัวมู่อวี่ก็เป็คนที่ทะลุมิติมา แถมยังมีความ้าที่จะปลูกสมุนไพรอีกด้วย การทำโรงเรือนขึ้นมาจึงไม่ใช่เื่แปลก
หลังจากทำงานในสวนมาครึ่งค่อนวัน กระโปรงก็เลอะดินโคลนไปหมด หวาชิงเสวี่ยจึงเชิญหลัวมู่อวี่ไปพักผ่อนในห้อง พวกนางทุกคนต้องไปทำความสะอาดตัวเองสักหน่อย
หลังจากที่เพิ่งจัดการตัวเองเสร็จ สี่เอ๋อร์ก็วิ่งเข้ามาจากข้างนอก บอกว่ามีองครักษ์มาขอเข้าพบ เพราะมีเื่ที่้าคำแนะนำจากหวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจมาก เพราะเหล่าองครักษ์ที่ฟู่ถิงเย่จัดไว้ให้เหล่านี้ ปกติจะอยู่เฝ้าแต่ด้านนอกเรือน เพื่อไม่ให้รบกวนชีวิตของหวาชิงเสวี่ย นอกจากฟู่ถิงเย่จะมาเอง พวกเขาแทบจะไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเลย
นางออกไปสอบถามถึงเหตุผล องครักษ์บอกว่ามีเด็กเล็กๆ จำนวนหนึ่งมาจับกลุ่มกันอยู่ที่นอกกำแพงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจวน ่สองสามวันมานี้ พวกเขาแวะเวียนมาที่นี่ตลอด ส่งเสียงดังหนวกหูมาก
องครักษ์ถามว่าหวาชิงเสวี่ย้าขับไล่พวกเด็กๆ เ่าั้หรือไม่
หากเป็เวลาปกติ องครักษ์จะขับไล่คนออกไปทันที แต่ฟู่ถิงเย่สั่งพวกเขาไว้ว่าให้ตรวจสอบความปลอดภัยบริเวณโดยรอบของจวนหวาชิงเสวี่ย
แต่เมื่อต้องเจอกับเด็กๆ หากทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้ชื่อเสียงของหวาชิงเสวี่ยต้องมัวหมองได้
หวาชิงเสวี่ยได้ฟังก็งงงัน “ไม่ใช่ว่าอยู่นอกเรือนหรอกหรือ คงไม่เป็ไรกระมัง?”
องครักษ์ตอบว่า “ถึงจะอยู่นอกจวน แต่พื้นที่ตรงนั้นก็อยู่ในขอบเขตของจวนด้วย เมื่อตอนสร้างจวน หมอดูบอกว่าตรงนั้นฮวงจุ้ยไม่ดี จึงปล่อยทิ้งไว้เป็พื้นที่ว่างเปล่า...หลังจากนั้นก็สร้างกำแพงล้อม แบ่งพื้นที่ตรงนั้นออกมา”
ดังนั้น เ้าของเดิมจึงรังเกียจที่ตรงนั้นว่าฮวงจุ้ยไม่ดี แต่ถึงจะแย่แค่ไหนก็เป็ที่ดินที่มีเ้าของ เมื่อจู่ๆ ก็มีเด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามา องครักษ์จึงต้องมาสอบถามเสียหน่อย
องครักษ์กลัวว่านางจะแสดงความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเป็พิเศษ จึงกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าจะเป็เพียงแค่เด็กกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยึดครองพื้นที่ส่วนตัวของใครได้ตามใจชอบ แถมสถานะของท่านหญิงก็สูงส่ง หากมีผู้ที่หวังร้ายใช้เื่นี้แฝงตัวเข้ามาในจวน ก็เกรงว่าจะเป็ภัยต่อท่านหญิงได้”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ฟังก็เริ่มกังวลใจราวกับคนที่เป็โรคหวาดระแวง ถามอย่างสงสัยว่า “จะเป็แผนการของพวกทหารเหลียวหรือไม่? หากไม่ใช่เช่นนั้น เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยเห็นเด็กพวกนี้ แต่ตอนนี้จู่ๆ กลับโผล่ขึ้นมา?”
หลัวมู่อวี่ที่อยู่ข้างๆ กระแอมเบาๆ อย่างกระอักกระอ่วน แล้วเตือนนางด้วยความหวังดีว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนเป็่ที่ยุ่งกับการทำไร่นา บ้านที่มีเด็กก็ไปช่วยงานในไร่กันหมด ่นี้ก็คงจะเสร็จงานในไร่กันแล้ว ก็เลยว่างกัน...”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา พึมพำ “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง...” นางใแทบตาย นึกว่าเป็แผนร้ายอะไรเสียอีก
หลัวมู่อวี่กล่าวว่า “เด็กๆ พวกนั้นน่าจะใช้พื้นที่ว่างนอกจวนของท่านเป็ที่วิ่งเล่น ถ้าหากมีคนไม่มาก ไล่ไปก็จบแล้วเ้าค่ะ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า แล้วถามองครักษ์คนนั้น “ข้างนอกมีเด็กกี่คน?”
องครักษ์ตอบว่า “ประมาณสี่สิบกว่าคนขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างทันที! ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่หลัวมู่อวี่ก็ใจนพูดไม่ออก
“ทำไมถึงเยอะขนาดนี้...”
“ข้าน้อยได้ถามพวกเขาแล้ว พวกเขาบอกว่ามีอาจารย์แซ่เมิ่งผู้หนึ่งเป็คนเรียกพวกเขามา” องครักษ์ก็หนักใจเหมือนกัน “แต่ในเซิ่งจิงแห่งนี้ไม่มีสำนักศึกษาหรือโรงเรียนส่วนตัวที่มีอาจารย์แซ่เมิ่งเลย พอถามอะไรละเอียดไป พวกเขาก็อ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่ออก เด็กน้อยบางคนถึงกับร้องไห้ออกมา”
จะถามอะไรเด็กๆ พวกนี้ก็ทำไม่ได้ จะลงโทษก็ไม่ได้ มันน่าปวดหัวจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า “ข้าไปดูกับเ้าด้วยแล้วกัน”
พวกเขาทั้งหมดจึงเดินทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้
ต้องบอกว่าบ้านพักหลังนี้ใหญ่โตมากจริงๆ แค่เดินจากเรือนหลังไปยังเรือนด้านหน้า ก็ใช้เวลานานมากแล้ว แถมพื้นที่ตรงนั้นยังถูกแบ่งออกไปด้วยกำแพง องครักษ์ยังพาหวาชิงเสวี่ยเดินวนรอบกำแพงอีกรอบ จนหวาชิงเสวี่ยอยากจะนั่งเกี้ยวเสียแล้ว
เมื่อไปถึงที่ นางก็ไม่ได้ยินเสียงดังอย่างที่ว่า
เพราะข้างๆ เด็กๆ เ่าั้มีเหล่าองครักษ์ร่างใหญ่กำยำยืนอยู่หลายคน
เด็กๆ สามสี่สิบคนเบียดกันเป็กลุ่ม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาใไม่น้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างมองไปรอบข้างด้วยความหวาดกลัว มีเด็กหญิงบางคนมีน้ำตาคลอเบ้า มองดูน่าสงสารเป็อย่างมาก
เมื่อหวาชิงเสวี่ยเห็นเด็กๆ ที่น่าสงสารพวกนี้ หัวใจของนางก็รู้สึกเ็ป นางรู้สึกว่าโรคแม่พระของนางกำเริบอีกแล้ว
เฮ้อ นางเองก็ไม่อยากเป็แบบนี้ แต่ทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อนิสัยนี้มันอดไม่ได้...
————————————————————————————————————
[1]มีชื่ออยู่บนกระดานทองคำ (金榜题名)หมายถึงบัณฑิตที่สอบเข้ารับราชการได้สำเร็จ
