“ท่านอ๋องทรงกล่าวเช่นนี้ช่างแปลกจริงๆ แม้ว่าพระชายาจะสุขภาพไม่ดี แต่ก็ไม่จำเป็ต้องนอนพักอยู่แต่บนเตียง การออกมาเดินชมธรรมชาติมีแต่จะส่งผลดีต่อร่างกาย” กู้เจิงบีบมือกู้อิ๋งเอาไว้ วันนี้กู้อิ๋งหุนหันพลันแล่นไปบ้าง ต่อให้้าจะฉีกหน้าตวนอ๋ฮง แต่ก็ไม่ควรทำต่อหน้าองค์รัชทายาท พระชายารัชทายาท และองค์ชายรอง
ขณะนี้ สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่พวกนางทั้งสองคน
“เปิ่นหวังไม่ได้ห้ามให้พระชายาออกมาเที่ยว? แต่พระชายาจงใจหาเื่เฟินเอ๋อร์” ตวนอ๋องแปลกใจกับท่าทีของกู้อิ๋งยิ่งนัก ในความทรงจำของเขา นางไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับเื่ที่กู้เจิงวางแผนจะจับเขาก่อนแต่งงาน แต่เหตุใดยามนี้ถึงมาคิดเล็กคิดน้อยกับแค่นางกำนัลต่ำต้อยคนหนึ่ง
“จงใจหาเื่งั้นหรือ? ขอบังอาจถามท่านอ๋อง หม่อมฉันจงใจหาเื่นังแพศยาคนนี้ยังไงหรือเพคะ?” กู้อิ๋งสะบัดมือกู้เจิงออก นางพุ่งเข้าไปหาตวนอ๋องพลางเอ่ยถามด้วยเสียงโกรธแค้น “ข้าตีนาง ด่าทอนางงั้นหรือเพคะ? ถ้าหม่อมฉันจะตีนางด่านางแล้วจะยังไง? หม่อมฉันเป็ภรรยาเอก นางก็เป็เพียงแค่อนุเท่านั้น”
องค์รัชทายาทไม่อยากจะสนใจเื่ของของน้องห้าแล้ว เขามองไปรอบๆ จนเห็นเงาร่างคุ้นตาที่อยู่ห่างออกไป มุมปากของเขาโค้งขึ้น เขาก้มศีรษะลงพูดข้างหูของพระชายารัชทายาทว่า “ข้าจะไปเดินเล่นทางนั้นสักหน่อย เื่ของน้องห้า ต้องลำบากเ้าแล้วเกลี้ยกล่อมให้นางสงบลงหน่อย”
“เพคะ” พระชายารัชทายาทหันกายไปจะบอกให้องครักษ์ติดตามเขาไปด้วย
“ไม่ต้องตามมาหรอก ไปแค่ใกล้ๆ เท่านั้น” องค์รัชทายาทกล่าวพลางจากไป
สีหน้าของตวนอ๋องเ็ากว่าเมื่อครู่หลายส่วน เฟิ่นเอ๋อร์จึงรีบจับมือเขาเอาไว้ นางเอ่ยด้วยความน้อยอกน้อยใจว่า “ท่านอ๋อง อย่าทรงกริ้วโกรธพระชายาเพราะหม่อมฉันเลยเพคะ เดิมทีหม่อมฉันก็เป็แค่นางกำนัลเล็กๆ มิบังอาจทำให้ท่านอ๋องกับพระชายาผิดใจกัน หม่อมฉันขอเพียงพื้นที่เล็กๆ ที่จะได้พบท่านอ๋องก็ดีใจแล้วเพคะ”
“หุบปาก เ้าคู่ควรงั้นหรือ?” กู้อิ๋งโกรธจนมือสั่นระริก
คำพูดของเฟินเอ๋อร์นั้น ทำเอากู้เจิงมุมปากกระตุก คำพูดที่ดูเหมือนถ่อมตัวแต่ที่จริงกลับยุยงสร้างความบาดหมางให้กับคนอื่น ในชีวิตก่อนของนาง บทละครในโทรทัศน์นางร้ายก็ล้วนเป็เช่นนี้ ฉากต่อไป เฟินเอ๋อร์คนนี้จะต้องคุกเข่าต่อหน้ากู้อิ๋งเพื่อบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจ
“พระชายา” จู่ๆ เฟิ่นเอ๋อร์ก็คุกเข่าลงตรงหน้ากู้อิ๋ง นางสะอึกสะอื้นพลางเอ่ยว่า “หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันทราบเพียงว่าท่านอ๋องทรงโปรดปรานหม่อมฉันจนทำให้พระชายาไม่มีความสุข ต่อไปหม่อมฉันจะโน้มน้าวให้ท่านอ๋องไปที่เรือนของพระชายาให้มากขึ้นอย่างแน่นอนเพคะ”
“เ้า?” กู้อิ๋งนิ่งอึ้ง หลังได้ยินสิ่งที่นางพูด
กู้เจิงมองเฟิ่นเอ๋อร์อย่างทึ่งๆ ที่แท้บทสนทนาแบบนี้ก็มีอยู่จริงสินะ
องค์ชายรองที่สงบเงียบมาตลอดพลันมองกู้เจิงแล้วกล่าวว่า “สีหน้าของฮูหยินท่านนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ”
เมื่อองค์ชายรองพูดเช่นนี้ สายตาของทุกคนจึงจับจ้องไปที่กู้เจิง กู้เจิงกำลังอ้าปากน้อยๆ มองเฟินเอ๋อร์ด้วยสีหน้าขบขัน
“พี่ใหญ่?” กู้อิ๋งประหลาดใจกับท่าทางของกู้เจิง “ท่าทางของข้าน่าขันมากหรือ?”
“ข้าจะขำเ้าได้ยังไง? ข้าปวดใจแทนเ้าต่างหาก แต่คนที่ข้าขำคือเฟินเอ๋อร์ต่างหาก” กู้เจิงชี้ไปยังเฟินเอ๋อร์ผู้นั้น
เฟินเอ๋อร์เลิกคิ้ว นางไม่เข้าใจว่าตัวเองน่าขบขันตรงไหน
“เมื่อก่อนข้าเคยอ่านหนังสือภาพวาดและดูอุปรากรมาบ้าง อนุผู้จิตใจชั่วร้ายล้วนพูดกับภรรยาเอกเช่นนี้ พวกนางมักบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ ใจกว้าง ซาบซึ้งใจมากมาย พอเทียบกันแล้ว อีกคนจึงกลายเป็ดูแย่สุดจะทน” กู้เจิงกล่าวยิ้มๆ
เฟินเอ๋อร์เมื่อได้ยินกู้เจิงพูดแทงใจ นางก็ลอบมองท่านอ๋องอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ท่านอ๋อง ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะ คำพูดของหม่อมฉันล้วนพูดมาจากใจ”
“ยังมีตัวพระเอกในละครในอุปรากร ปกติก็มักจะลำเอียงไปทางสตรีเหล่านี้ บางทีบุรุษอาจจะชอบอะไรแบบนี้กระมัง” กู้เจิงยิ้มพลางเอ่ยต่อ “ที่ข้าพูดเป็เพียงเื่ราวในหนังสือและในอุปรากรเท่านั้น ข้าว่าแม่นางเฟิ่นเอ๋อร์อาจจะเรียนแบบจากบทละครนั้นมาก็ได้” กล่าวจบกู้เจิงก็ขยิบตาให้กู้อิ๋ง
อารมณ์โมโหเดือดดาลและไม่ได้รับความเป็ธรรมของกู้อิ๋งพลันคลายลงอย่างน่าประหลาด
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะเื่แบบนี้ในหนังสือหรืออุปรากรด้วย ถ้ามีเวลาว่างเปิ่นหวังก็อยากไปลองดูเหมือนกัน” องค์ชายรองกล่าว
“ท่านอ๋อง ในหอสมุดของหม่อมฉันมีบัณฑิตที่เชี่ยวชาญในการเขียนตำราอยู่ ตอนนี้เขากำลังเขียนหนังสือเื่ ‘บันทึกสวนบุปผา’ ที่มีโครงเื่ประมาณนี้อยู่ วันหน้าเมื่อหนังสือพิมพ์เสร็จ หม่อมฉันจะเอามาให้หลู่อ๋องดูก่อนแน่เพคะ” มีคนสนใจคำพูดของนาง กู้เจิงก็ย่อมต้องขายของอยู่แล้ว
“ดีเลย”
สีหน้าของตวนอ๋องดูไม่สบอารมณ์นัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มของกู้เจิง ทำให้เขานึกถึงเื่ในอดีต ในที่ที่เขาเห็นได้ นางเอาอกเอาใจเขา ในที่ที่ที่มองไม่เห็นนาง นางรังเกียจเขา มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขากล้าพูดอย่างมั่นใจว่านางชอบเขา นางก็มองเขาด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ที่แท้ยามนางแสดงสีหน้าเช่นนี้ ความจริงในใจอาจกำลังหัวเราะเยาะอยู่
“น้องห้า เหตุใดสีหน้าของเ้าถึงได้แย่นัก?” พระชายารัชทายาทเห็นฮูหยินน้อยเสิ่นพูดเพียงประโยคเดียวก็จบเื่ราวได้ จึงไม่ต้องให้นางกังวลอะไร
“ท่านอ๋อง ท่านทรงกริ้วเพราะพระชายาหรือเพคะ อย่าทำให้เฟินเอ๋อร์กลัวเลย” เฟินเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจ
ประโยคนี้ ไม่เพียงแต่กู้เจิงอยากจะนวดขมับ แม้แต่พระชายารัชทายาทกับองค์ชายรองยังกระตุกมุมปาก อนุผู้นี้ช่างโง่เง่าเสียจริง
ตวนอ๋องกวาดสายตาอันเฉียบขาดไปมอง อนุผู้นั้นใจนถอนมือที่กำลังจะไปแตะต้องเขา “ทะ ท่านอ๋อง”
ตวนอ๋องปวดใจนัก วันนั้นเขาเข้าวังไปคารวะเสด็จแม่ และในตอนนั้นอนุผู้นี้ก็กำลังถูกเสด็จแม่ลงโทษอยู่ นางมองเสด็จแม่ด้วยสายตาประจบประแจงเช่นตอนนี้ วินาทีนั้นในสมองของเขากลับมีภาพใบหน้าของกู้เจิงมาซ้อนทับ เขาทอดสายตามองสตรีนางนี้ด้วยความเลื่อนลอยอยู่นาน จนเสด็จแม่ต้องประทานนางกำนัลคนนี้มาให้เขา
อันที่จริงพวกนางไม่เหมือนกันเลยสักนิด ภายนอกกู้เจิงดูบอบบางอ่อนแอ แต่ว่าความจริงแล้วนางจิตใจเข้มแข็งยิ่งนัก
กู้เจิงใจเต้นระรัว ตวนอ๋องมองมาทางนางด้วยแววตาซับซ้อน เขาคงไม่ได้คิดถึงเื่ในอดีตอีกกระมัง
“น้องห้า?”
ตวนอ๋องหันกายเดินออกจากกลุ่มไป พระชายารัชทายาทจะเรียกกี่ครั้งเขาก็ไม่หันหลังกลับมา
“พี่สะใภ้รัชทายาท ข้าจะไปดูน้องห้าเอง” องค์ชายรองบอกก่อนจะไล่ตามตวนอ๋องไป
ชายารองของหลู่อ๋องย่อกายคารวะพระชายารัชทายาทและกู้อิ๋งก่อนจะเดินตามไปเช่นกัน
ั์ตาหงส์อันเย็นเยียบของพระชายารัชทายาทมองไปที่เฟินเอ๋อร์ นางเอ่ยสั่งกับองครักษ์ “พานางออกไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
และแล้วก็เหลือแต่เพียงกู้เจิง กู้อิ๋ง พระชายารัชทายาทและเหล่าสาวใช้
“เ้านี่นะ”พระชายารัชทายาทมองกู้อิ๋งแล้วส่ายหน้า “วันนี้ช่างไม่ระวังการกระทำเอาเสียเลย”
กู้อิ๋งรู้ทันทีว่าการกระทำเมื่อครู่ของนางนั้นไม่เหมาะสม นางหุนหันพลันแล่นเกินไป “พี่สะใภ้ หม่อมฉันรู้ผิดแล้ว”
“คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก จำเอาไว้ เ้าเป็ถึงพระชายาตวน มิใช่หญิงสามัญ”
“เพคะ”
พระชายารัชทายาทมองมาทางกู้เจิง สายตาที่ทอดมองมามีแววชื่นชม “ในหนังสือและอุปรากรนั้น มีลูกเล่นเช่นนี้อยู่จริง หรือเป็แค่เื่เ้าคิดออกมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์?”
“หนังสือบันทึกสวนบุปผาที่หม่อมฉันบอกไปมีลูกเล่นแบบนี้อยู่จริงๆ เพคะ หม่อมฉันก็เพิ่งได้อ่านตอนตรวจสอบต้นฉบับเหมือนกัน” แน่นอน ลูกเล่นแบบนี้นางเป็คนให้เขียนเอง
พระชายารัชทายาทมีสีหน้าประทับใจ “รอจนตีพิมพ์ออกมาแล้ว เ้าก็ส่งมาให้ที่ตำหนักบูรพาสักชุด”
“เพคะ” กู้เจิงรับคำอย่างดีใจ
“ข้าก็เหนื่อยล้าแล้วเหมือนกัน จะไปพักสักหน่อย"
ทุกคนต่างคารวะส่งพระชายารัชทายาท
พอพระชายารัชทายาทเดินลับออกไป กู้เจิงกับกู้อิ๋งก็ไม่ต้องพูดเป็พิธีต่อกันอีก
กู้เจิงรู้ว่าความโกรธของกู้อิ๋งไม่อาจหายไปได้ในระยะเวลาอันน้อยนิด “นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าเห็นเ้าโกรธมากขนาดนี้”
“เมื่อครู่ต้องขอบคุณพี่ใหญ่แล้ว” กู้อิ๋งรู้สึกซาบซึ้งใจ วันนี้ต้องขอบคุณพี่ใหญ่ที่คอยดึงนางไว้
“เ้านี่นะ วันนี้สะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่เลย” กู้เจิงคล้องแขนกู้อิ๋งแล้วพาเดินไปรอบๆ “แต่เื่นี้ก็น่าโมโหจริงๆ ข้าไม่แปลกใจเลย”
“ข้าก็แค่รู้สึกอึดอัดใจน่ะเ้าค่ะ” กู้อิ๋งสลดใจ
กู้อิ๋งเพียงแค่รู้สึกอึดอัดใจ หากเปลี่ยนเป็นาง กู้เจิงคิดว่าตัวเองจะต้องหาทางหนีแน่ ครั้งเดียวไม่สำเร็จก็ต้องมีครั้งที่สอง อย่างไรเสียการอยู่ข้างกายบุรุษแบบนี้นางคงทนไม่ได้แน่ แต่นางบอกกู้อิ๋งแบบนี้ไม่ได้ จึงพูดขึ้นว่า “ต่อไปถ้าเ้าไม่สบายใจ ก็มาระบายกับข้าได้”
กู้อิ๋งพยักหน้า พลันเอ่ยขึ้นว่า “แทนที่จะให้หญิงอื่นมาทำให้ข้าโมโหเช่นนี้ ตอนนั้นมิสู้ให้พี่ใหญ่แต่งเข้าจวนตวนอ๋องมาพร้อมกับข้าเสียยังจะดีกว่า”
“อย่าถือสาคำพูดเด็ก* ปล่อยให้กระจายไปตามลม” กู้เจิงรีบกล่าวขัด
(*หมายถึง การกล่าวคำไม่เป็มงคลหรือคำพูดพล่อยๆ คล้ายกับเด็กที่รู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น จึงอย่าถือเป็จริงเป็จัง)
กู้อิ๋ง “...”
