หนิงมู่ฉือมองผู้คุ้มกันรูปร่างผอมแห้งที่ล้มทับอยู่บนตัวนาง ที่มุมปากมีเืไหลออกมา แววตาเบิกโพลงมองมาที่นาง
เืไหลลงมาบนตัวนาง นางรีบดิ้นถอยให้ห่าง ใบหน้าใทำอะไรไม่ถูก นางเอามือกอดตัวเองขณะถอยไปอยู่ที่มุมก้อนหิน
จอมยุทธ์ซึ่งสะพายดาบเอาไว้ด้านหลังส่งยิ้มให้นาง ประกายตาอ่อนโยนขณะยื่นมือมา “แม่นาง ไม่ต้องกลัว”
ในใจนางรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก ขณะเอ่ยขอบคุณคนผู้นั้นไม่หยุด ทว่าสายตายังคงมองคนตรงหน้าอย่างขลาดกลัว ไม่กล้าเชื่อใจมากนัก
คนผู้นั้นจูงม้ามา พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้นาง ดวงตาคมกล้าเป็ประกายเจิดจ้า “ข้าเห็นลักษณะม้าตัวนี้ดูแล้วไม่เลว จึงช่วยจูงมาให้ ไม่คิดว่าเ้าม้าตัวนี้จะจำได้ว่าผู้ใดคือนายของมัน“
นางเอ่ยขอบคุณ เวลานี้เองที่นางรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้าดูคุ้นตาอย่างไรบอกไม่ถูก นางจึงเอ่ยถามออกไป “ข้าเคยเจอท่านมาก่อนใช่หรือไม่”
จอมยุทธ์ยิ้มพลางตอบ “ข้าชื่อเฉินเกอ เฉินที่มาจากคำว่าชิงเฉิน (เช้าตรู่) เกอที่มาจากคำว่าซือเกอ (โคลงกลอน) พวกเราเคยพบกันแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกคือที่วัดร้าง และอีกครั้งที่ภัตตาคาร”
นางพึมพำชื่อคนตรงหน้าออกมา เฉินเกอ ช่างเป็ชื่อที่ไพเราะเสียนี่กระไร นางส่งยิ้มให้เขา “ข้าชื่อหนิงมู่ฉือ ต่อไปท่านเรียกข้าว่าฉือเอ๋อร์ก็พอแล้ว นางมองคนตรงหน้าก่อนจะนึกได้ว่าเขาคือคนที่ช่วยพยุงนางตอนที่กำลังจะล่มที่วัดร้าง ครั้นนึกออกใบหน้านางก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย”
เฉินเกอช่วยพยุงหนิงมู่ฉือให้ลุกขึ้น มองสภาพน่าสงสารของนาง มองนางพยายามดึงเศษผ้าขึ้นมาปิดตามตัวพร้อมกับส่งยิ้มแก้เก้อมาให้
เฉินเกอถอดเสื้อคลุมซึ่งทำจากขนเตียว[1] ออกมาแล้วคลุมให้หนิงมู่ฉือ หนิงมู่ฉือรู้สึกร่างกายอบอุ่นขึ้นมาทันที ทว่านางรีบถอดเสื้อคลุมออกพร้อมกับเอ่ย “แบบนี้ไม่ดีเ้าค่ะ”
เฉินเกอมองแววตาใสกระจ่างดั่งสายน้ำของหนิงมู่ฉืออย่างเหม่อลอยชั่วครู่ หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันที เฉินเกอรีบก้มหน้าก่อนจะเอ่ย “แม่นางคงเหนื่อยแล้ว พักสักครู่เถิด เดี๋ยวข้าเฝ้าให้”
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ หนิงมู่ฉือไหนเลยจะกล้านอน นางส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ย “ฉือเอ๋อร์ขอบคุณจอมยุทธ์มากที่ช่วยชีวิตเอาไว้ เพียงแต่ข้าต้องรีบเดินทางไปเยี่ยนฉือ มิอาจรั้งอยู่ที่นี่ได้นาน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ส่วนบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิต…”
นางกัดริมฝีปากพร้อมทั้งคิดว่า หากนางจากไปตอนนี้ ดูไม่ค่อยมีมารยาทเท่าไหร่ สีหน้าจึงเปลี่ยนเป็ลำบากใจ
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉืออย่างสนอกสนใจ ยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “ดูท่าแม่นางกับข้าจะมีจุดหมายเดียวกัน ข้าก็จะไปที่เยี่ยนฉือเช่นกัน เช่นนั้นแม่นางก็เดินทางไปกับข้าเถิด”
หนิงมู่ฉือแววตาเป็ประกายเมื่อได้ยิน หากอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าคนตรงหน้าจะหลอกนาง นางมีท่าทีระแวดระวังตัวขณะจูงม้าเดินตามหลังเฉินเกอ ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่หยุดไปตลอดทาง
เฉินเกอเองก็ใจเต้นแรงไปตลอดทางเช่นกัน หูได้ยินเสียงเดินตามหลังของหนิงมู่ฉืออยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกทั้งเครียดทั้งตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ั้แ่เขาเห็นนางที่วัดร้าง เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างบนตัวนางดึงดูดเขาเอาไว้ เขาจึงแอบสะกดรอยตามนางอย่างอยากรู้ เผื่อว่าจะสืบเื่ของนางได้บ้าง
ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะได้เจอนางที่ภัตตาคาร เขาจึงแอบตามนางมา โชคดีที่มาทัน มิเช่นนั้นนางคงถูกล่วงเกินไปแล้ว เห็นนางมีท่าทีหวาดระแวง เขาทั้งรู้สึกเป็ทุกข์และอึดอัดใจ
ท้องฟ้าเริ่มมีแสงรำไรให้เห็น หนิงมู่ฉือถึงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย อาจจะเป็เพราะต้องรีบเดินทาง นางจึงรู้สึกเหนื่อย นางมองแผ่นหลังของเฉินเกออย่างลำบากใจ ฝีเท้าที่เดินเริ่มช้าลงเรื่อยๆ
ทันใดนั้นเองเฉินเกอก็หยุดเดิน นางจึงชนแผ่นหลังของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว นางเอามือกุมจมูกด้วยความเจ็บ
เฉินเกอหันหลังไปมอง เห็นจมูกของหนิงมู่ฉือแดงเถือกรู้สึกว่าน่าขบขันยิ่งนัก เขายื่นมือหมายลูบจมูกนาง ทว่าเวลานั้นเองที่เขารู้สึกว่าการกระทำของตัวเองดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก เขารีบลดมือลง ใบหน้าขึ้นสีแดงเข้ม
หนิงมู่ฉือเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็ยิ้มออกมา “เหนื่อยเหลือเกิน จอมยุทธ์เฉิน พวกเราพักสักหน่อยเถอะ ม้าของข้าก็เหนื่อยมากแล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมเดิน”
ทันทีที่นางพูดจบท้องของเฉินเกอส่งเสียงร้องออกมา อีกฝ่ายมองนางอย่างเก้อเขินพร้อมกับยิ้มแหย “ข้าเองก็เหนื่อยเช่นกัน เดินทางมานาน ท้องจึงหิว”
นางพยักหน้า หยิบซาลาเปาที่นางเก็บเอาไว้อย่างดีออกมาแบ่งให้เฉินเกอ “นี่คือซาลาเปาที่ข้าทำตอนอยู่ที่จวนนายอำเภอ ถึงมันจะเย็นไปสักหน่อย แต่น่าจะยังกินได้ ในเมื่อท่านหิว เช่นนั้นก็กินมันเถิด อยู่ในป่าเช่นนี้ ไม่มีอะไรที่สามารถจะกินได้”
เฉินเกอมองซาลาปาในมือหนิงมู่ฉือ แม้จะลูกเล็ก หากหน้าตาดูน่าทานเป็ที่สุด แป้งบางจนเห็นไส้ข้างใน แป้งด้านนอกขาวใส ไส้ด้านในนุ่มน่าทาน เขาได้กลิ่นหอมของมันก็อดลอบกลืนน้ำลายไม่ได้
หนิงมู่ฉือเห็นท่าทางเช่นนั้นของเฉินเกอก็แอบยิ้มออกมา มองเขากินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อหมดไปหนึ่งลูก มองมาทางนางด้วยแววตาน่าสงสาร นางเห็นเช่นนั้นจึงต้องหยิบซาลาเปาทั้งหมดออกมาให้เขา
นางมองเขากินซาลาเปาจนหมด ก่อนจะเอ่ยถามออกมา “ดีขึ้นหรือไม่”
เฉินเกอพยักหน้า อร่อยจนพูดไม่ออก ได้แต่ยกนิ้วโป้งชมเชย หนิงมู่ฉือยิ้มขณะฟังเขากล่าว “ข้าเคยกินซาลาเปาที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในใต้หล้ามานับไม่ถ้วน รวมถึงของแม่นางด้วย เมื่อก่อนข้านึกดีใจที่เคยได้ลองกินซาลาเปาที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุด ทว่ามาตอนนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่าซาลาเปาของแม่นางต่างหากถึงจะเป็ซาลาเปาที่อร่อยที่สุดในใต้หล้า”
“ชอบก็ดีแล้ว” หนิงมู่ฉือยิ้มจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง แววตาโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว แลดูน่ารักเหลือประมาณ
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือด้วยใจเต้นแรง แค่เห็นนางยิ้ม เขาก็อดยิ้มตามไม่ได้
พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นทางทิศตะวันออก สรรพสิ่งรอบตัวเริ่มมีแสงสว่าง หนิงมู่ฉือมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ก้อนหินที่เคยถ่วงอยู่ในใจพลันหายไป
ทันใดนั้นเองท้องของนางส่งเสียงร้องออกมา เฉินเกอยิ้มอย่างขอโทษ “แม่นาง เมื่อครู่ข้ากินซาลาเปาของเ้าหมดแล้ว เช่นนั้นเ้า…”
นางยิ้มพลางมองดาบที่ห้อยอยู่ด้านหลังเฉินเกอ ก่อนจะมองรังกระต่ายซึ่งอยู่ไม่ไกล จากนั้นเอ่ยออกมาว่า “จอมยุทธ์เฉินเคยจับกระต่ายหรือไม่”
[1] เตียว คือมาร์เทินหรือหมาไม้ เป็สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินเนื้อขนาดเล็กสกุลหนึ่ง ในวงศ์เพียงพอนและนาก
