หลังจากวันอันแสนหนาวเหน็บที่เกาะกุมไปด้วยน้ำค้างแข็งในวันนั้น แคว้นเชินในทุกวันก็อบอุ่นไปด้วยแสงแดดเจิดจ้า
ราวกับว่าเหมันต์ฤดูได้ผ่านพ้นไป
อากาศแสนสดใสชวนให้ผู้คนได้สดชื่นทุกวัน
ทว่าเพราะอากาศสดใสเกินไป ดอกเหมยในสวนอวี้ฮวาจึงพากันเอียงอาย มิยอมผลิบาน
หรือจะเป็ดอกเบญจมาศฤดูหนาว ก็ไม่แม้แต่จะยอมเบ่งบานเพียงสักดอก
ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนอวี้ที่เคยเบ่งบานสี่ฤดู
ยามนี้ดูเหมือนว่าจะขาดหายไปหนึ่งฤดู
ท่านราชครูเมื่อก่อนไม่เคยตั้งใจมองวังหลวงสักครา เพราะสำหรับเขาแล้ววังหลวงเป็เพียงสถานที่ทำงานที่เขาต้องเดินทางมาทุกวัน จึงได้เบื่อหน่ายเหลือจะทน
ทว่ายามนี้หลังจากที่ได้ออกไปตกระกำลำบากมาครั้งหนึ่ง เมื่อต้องกลับมาอีกคราก็ชวนให้รู้สึกปลงอนิจจังนัก
วังหลวงช่างหรูหรา กระทั่งบันไดก็ยังทำจากหยก
ห้าขั้นมีหนึ่งเสา สิบขั้นมีหนึ่งศาลาพัก ทุกขั้นเต็มไปด้วยความสง่าที่แฝงไว้ด้วยความสงบนิ่ง
ท่านราชครูที่อาศัยอยู่ด้านนอกจนชินเสียแล้ว เมื่อกลับมาก็รู้สึกไม่ค่อยจะเป็ตัวเองสักเท่าใด
เขาถูกเรียกให้เข้าวังมาดูอาการขององค์หญิง ไม่ใช่มาเที่ยวชมวังหลวง ดังนั้นจึงหันมองรอบกายไม่กี่ครา ก็รีบออกก้าวเดินไปด้านหน้า
เดินไปๆ ก็ผ่านไปถึงตำหนักซีเหอ
รอบๆ ตำหนักซีเหอถูกเก็บกวาดเสียจนสะอาดสะอ้าน กระทั่งมุมกำแพงก็ยังเกลี้ยงเกลา ให้ความรู้สึกราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่ได้มีใครถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง
ประตูใหญ่ถูกปิดสนิท ด้านในก็ไร้สุ้มเสียงใด
ราชครูค่อยๆ เดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่นานก็มาถึงตำหนักจ้าวเหอ
ตำหนักจ้าวเหอก็ไม่ได้นับว่าอร่ามตาไปด้วยความหรูหรา ส่วนใหญ่กลับครึ้มไปด้วยสีเขียว
ราชครูเมื่อก่อนเพื่อหลบเลี่ยงความเคลือบแคลงใจ จึงไม่เคยเดินทางมายังตำหนักของพระสนมจ้าว
ยามนี้เมื่อได้ยืนอยู่ที่หน้าประตูของตำหนักจ้าวเหอจริงๆ กลับรู้สึกว่าตำหนักจ้าวเหอออกจะแปลกประหลาด
เมื่อเขาเดินเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างแบบบางของฮองเฮาจ้าว
ไม่พบเจอกันเสียหลายปี นางยังคงดูเหมือนดั่งวันวาน มีเพียงดวงตาที่แดงก่ำ ทว่ารวมๆ แล้วก็ยังคงดูนุ่มนวลและเปราะบาง
ส่วนฮ่องเต้เพิ่งจะพบกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ร่างนั้นไม่ได้ดูกำยำเช่นในอดีต
“ท่านราชครู ท่านรีบมาดูอีเหรินเถิดว่านางเป็อันใดไป” ไม่รอให้ราชครูทำความเคารพ ฮ่องเต้เวินก็รีบมาจับมือเขาเดินไปทันที
ราชครูเดินมาหยุดลงตรงหน้าเตียงนุ่มแสนหรูหราหลังหนึ่ง บนเตียงมีร่างน้อยเ้าของใบหน้าซีดขาวนอนอยู่
ไม่ทันไร องค์หญิงอีก็เติบโตถึงเพียงนี้แล้ว
เด็กๆ ช่างเติบโตกันไวเสียจริง
ฮ่องเต้เวินยังไม่ได้วางใจราชครูถึงเพียงนั้น
ส่วนฮองเฮาจ้าวเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้กำลังจับจูงราชครูอยู่ แพขนตายาวก็หลุบลง
ดวงตาคู่งามนองไปด้วยน้ำตาอีกครา
ราชครูเมื่อเห็นว่าฮองเฮาจ้าวกำลังน้ำตานองหน้าก็ตัวสั่นระริก
เขาคุ้นชินกับการมองนางปีศาจฮูหยินหลัวเสียแล้ว ยามมองฮองเฮาจ้าวจึงได้รู้สึกว่าดวงตาของนางเล็กไปหน่อย จมูกก็แบนไปนิด คางก็ออกจะสั้น หน้าผากก็แคบเหลือเกิน ทั้งใบหน้าล้วนแต่ไม่มีอะไรเข้ากัน
ราชครูคิดแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมาว่า ตนจะตัดสินคนอื่นที่หน้าตาได้อย่างไร ช่างไม่เป็มืออาชีพเสียเลย
ท่าทางของฮองเฮาจ้าวยามหลังน้ำตาดูแข็งทื่อไปสักหน่อย ดวงตาของราชครูจึงได้มีแววรังเกียจพาดผ่านขึ้นมา ทว่าก็ไม่ถึงขั้นจะต้องเป็ศัตรูคู่อาฆาต เพียงแต่รังเกียจก็เท่านั้น…
องค์หญิงแม้จะไม่ได้สติ แต่ก็ยังดูน่ารัก
ถึงอย่างไรก็เป็เด็กที่เห็นกันมาั้แ่เล็ก ราชครูจึงพอจะรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง
เขาหันซ้ายหันขวา แล้วจึงถามสถานการณ์กับเหล่าหมอหลวงว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร ก่อนจะนิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้น “ฝ่าา องค์หญิงสลบไปเช่นนี้เกรงว่าคงจะมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตา ตามความเห็นของกระหม่อมคือฝ่าาสามารถพิจารณาเลือกคนที่มีคุณธรรมและสติปัญญามาเติมเต็มราชสำนัก ถึงเวลานั้นองค์หญิงย่อมจะฟื้นได้เองพ่ะย่ะค่ะ”
ั้แ่องค์หญิงหมดสติไป ก็มีคนเสนอวิธีการมาแล้ว ทว่าก็ไม่รู้ว่าจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งที่ต้องทำแล้ว
ฮ่องเต้เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รีบบัญชาให้ลงมือทันที
ฮองเฮาจ้าวลอบปาดน้ำตา แล้วฝืนแสดงท่าทีเป็เข้มแข็ง
“อาจ้าว เ้ารีบไปอุ้มผิงอันมาให้ราชครูดูหน่อยเร็ว” ฮ่องเต้รู้สึกอยู่ตลอดว่าขอเพียงท่านราชครูมาถึงแล้วก็ย่อมไม่มีปัญหาแล้ว ราวกับว่าได้เสาหลักกลับมา ครานี้จึงได้รู้สึกว่าราชครูมีความสำคัญต่อเขาจริงๆ
ฮองเฮาจ้าวเข้าใจจิตใจของฮ่องเต้ดี นางรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาเป็คนลืมง่าย ทั้งยังใจจืดใจดำ ภายนอกแม้จะดูเป็คนลังเล ทว่าความจริงกลับไม่สนใจความเห็นของใคร กระทั่งกับนางก็ยังเป็เช่นนั้น แต่กับชายชราตรงหน้าคนนี้เขากลับเชื่อถือเป็อย่างยิ่ง
ในเมื่อฮ่องเต้ถึงขั้นรับสั่งเองเช่นนี้ แน่นอนว่าฮองเฮาย่อมไม่อาจไม่ให้นางกำนัลไปอุ้มองค์ชายน้อยมา
อีเหรินหมดสติไปเช่นนี้ สำหรับหลี่ผิงอันที่นางไม่ได้ไยดีอยู่แล้วั้แ่แรก เมื่อเกินเื่เช่นนี้เด็กนั่นย่อมไม่อยู่ในความคิดของนาง
นางแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
แม้กับอีเหรินแล้วนางก็ยังรู้สึกแสลงใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่าในวังหลวงแห่งนี้ คนที่อยู่กับนางได้จริงๆ ก็คงจะมีเพียงพระธิดาของนาง เืเนื้อเชื้อไขของนาง
ฮองเฮาจ้าวอุ้มทารกน้อยด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ด้วยเพราะเดิมทีนางไม่เคยอุ้มทารกด้วยตัวเองมาก่อน
เหล่าคนในวังล้วนมากความสามารถ ความคิดความอ่านของเ้านายไม่จำเป็ต้องให้เ้านายเอ่ย พวกเขาก็ล้วนเข้าใจได้
ดังนั้นยามที่หลี่ผิงอันถูกอุ้มออกมา จึงดูเหมือนกับลูกแมวเพิ่งคลอดก็ไม่ปาน กระทั่งผมเผ้าก็ยังบางตา
ฮองเฮาอุ้มทารกน้อยด้วยท่าทีแข็งทื่อ แม้ใบหน้าจะดูอ่อนโยนเหลือเกินก็ตาม
หลี่ผิงอันรู้สึกไม่สบายตัวนัก ทั้งยังไม่เข้าใจสายตาของอีกฝ่าย จึงได้ร้องไห้จ้า
ฮ่องเต้พลันขมวดคิ้วมุ่น
เดิมทีเพียงอีเหรินเกิดเื่ก็วุ่นวายใจอยู่แล้ว ยามนี้ยังมีเสียงทารกร้องงอแงเพิ่มขึ้นมา ก็เริ่มจะรู้สึกไม่สบอารมณ์
เมื่อราชครูเห็นทารกน้อยก็เริ่มจะยืนไม่ติด เด็กคนนี้ร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว
เดิมทีเขาควรก้มหน้าทำเป็ไม่เห็น ทว่ายามที่ได้เห็นทารกตรงหน้า ภาพที่ตนเคยช่วยเลี้ยงดูทารกน้อยในหมู่บ้านไป๋กู่ก็ปรากฏขึ้น จึงได้รนหาที่ตาย ไม่อาจระงับตัวเองไม่ให้เอ่ยออกไปได้ “ฝ่าา องค์หญิงยังคงไม่ได้สติเช่นนี้ ฝ่าาเองก็กำลังร้อนใจ สองสามวันนี้ก็ให้กระหม่อมเป็คนดูแลองค์ชายน้อยเองเถิด กระหม่อมจะได้ถือโอกาสคำนวณดวงชะตาขององค์ชายไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เวินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกยินดี
ท่านราชครูไม่เสียแรงที่เป็ราชครูแสนรักของตน
ฮ่องเต้ไม่แม้แต่จะเคลือบแคลงสงสัยแม้แต่น้อย
มีท่านราชครูอยู่ ก็ไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรแล้ว
ฮองเฮาจ้าวก็ได้แต่นิ่งงัน
คำพูดเช่นนี้ของราชครูไม่ใช่เป็การกล่าวอ้อมๆ ว่านางดูแลองค์ชายน้อยไม่ดีหรอกหรือ ราชครูใจกล้าถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใด
ฮองเฮาจ้าวรู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมา ทว่าก็ทำได้เพียงจ้องมองราชครูที่อุ้มหลี่ผิงอันจากไปพร้อมราชครูน้อยศิษย์ของเขาที่คอยเดินนำทาง…
จ้งเยียนนึกสงสัยนัก ยามที่มองท่านอาจารย์ของตนแล้วก็เห็นว่าเขาอุ้มเด็กเป็จริงๆ ทั้งสองมือที่ตระกองกอดทารกไว้ยังนิ่งยิ่งนัก ท่าทีดูแล้วไม่ขัดตาแม้แต่น้อย ทารกน้อยเมื่อได้มาอยู่ในอ้อมอกของท่านอาจารย์แล้วก็หยุดร้องทันที แต่หางตาก็ยังเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาก่อนหน้านี้
“ท่านอาจารย์ ท่านไปทำอะไรในหมู่บ้านไป๋กู่กันแน่” จ้งเยียนอดถามขึ้นไม่ได้
“ไอ๊หยา ถ่ายเบาเสียแล้ว รีบกลับกันเถิด”
ราชครูไม่อาจสนทนาเล่นกับศิษย์ของตนต่อได้
รีบอุ้มทารกน้อยแล้วสาวเท้ายาวๆ เดินไปยังตำหนักราชครู
จ้งเยียนเมื่อเห็นท่าทางของราชครูก็รีบนำพรมผืนหนึ่งออกมา จากนั้นชายชราก็วางทารกน้อยลงบนพรม แล้วแยกขาของทารกน้อยออก ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ระหว่างนั้นก็ยังให้เขาไปช่วยตักน้ำมา จากนั้นชายชราก็บิดผ้าหมาดๆ บรรจงเช็ดก้นให้ทารกน้อย สุดท้ายจึงห่อผ้าอ้อมผืนใหม่ให้
เมื่อราชครูเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ทารกน้อยเรียบร้อยแล้ว ก็หัวเราะแหะๆ
ทารกน้อยที่นอนอยู่บนเตียง ยามนี้กำลังใช้มือคู่น้อยดึงเท้าของตนเข้าปาก
ท่าทางช่างดูโง่งม ทั้งยังมีน้ำลายไหลอยู่ตลอด
ปากนั้นยังไม่มีฟันงอกสักซี่ ทว่าก็ดูสบายอกสบายใจ ส่งเสียงคิกคักอยู่ตลอด
ราชครูน้อยค่อนข้างกลัวเ้าตัวเล็กตรงหน้าตน สาเหตุก็เพราะองค์หญิง เขาเข้ามาอยู่ในวังหลวงแล้วก็ได้รู้จักกับนาง จากที่องค์หญิงตรัสก็พอจะรู้ว่าวังหลังไม่ใช่สถานที่ที่ดี ต้องพึงระวังตัวอยู่ทุกขณะ เพราะคนที่คิดจะสังหารเราล้วนหลบซ่อนอยู่ได้ทุกแห่ง
หลังจากที่ท่านอาจารย์จากไปแล้ว ประสบการณ์ที่เขาต้องพบก็เป็ดังนี้
มีคนตายไปแล้วถึงสองคน
แต่ก็ยังมีคนใช้ชีวิตอย่างตายด้านอยู่อีกคน
เช่นเดียวกับองค์ชายน้อยที่คนในวังต่างลือกันหนาหูว่าฮองเฮาทรงไม่โปรดเท่าใดนัก องค์ชายน้อยจึงได้น่าสงสารนัก
ทว่าเขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะออกตัวช่วยเหลือ
เด็กชายยังเล็กถึงเพียงนี้ แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้ เพียงแค่ััก็ราวกับจะบุบสลาย
ทว่าท่านอาจารย์ที่เมื่อก่อนไม่เคยจะสอดมือไปยุ่งเื่ของใคร ครานี้กลับพาองค์ชายจากมาอย่างโจ่งแจ้ง
ราชครูหลังจากจัดการทารกน้อยเรียบร้อยแล้ว ก็มีเหงื่อผุดพราวเต็มหน้าผาก “ยังนับว่าง่ายดาย ยามข้ายังอยู่บนูเา บางคราต้องมาช่วยเช็ดก้นให้เ้าพวกเด็กที่เพิ่งจะถ่ายหนักถึงหกเจ็ดคน คิดแล้วก็น่าสังเวชนัก”
ราชครูกล่าวจบก็พ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาครั้งหนึ่ง “…”
