กลุ่มเมฆลอยเหนือยอดเขาทิศตะวันออก ทำให้เกิดเงามืดเข้าปกคลุมไปทั่วหลุมั์
ลมหนาวยามค่ำคืนพัดเสียงดังซู่ซ่า หอบเอาเสียงร้องของสัตว์อสูรที่น่ากลัวลอยมาด้วยเบาๆ
บริเวณรอบๆ หลุมั์ยังคงอบอวลไปด้วยความผันผวนของพลังเวทมนตร์ที่น่าเกรงขาม ในูเายามค่ำคืนมีสัตว์อสูรระดับต่ำที่โชคร้ายหลายตัวเดินผ่านมาที่นี่แล้วไม่ทันระวังตัวไปกระตุ้นวงเวทที่อยู่รอบๆ เข้า ทำให้ร่างของมันก็ถูกะเิเป็จุณในพริบตา ไม่ก็ถูกแช่แข็งหรือเผาไหม้จนกลายเป็เถ้าถ่าน ตอนนั้นเอง จะมีเปลวไฟเวทมนตร์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็ประกายแสงสว่างขึ้นมาในท้องฟ้ายามค่ำ
ร่างของซุนเฟยกลายเป็กลุ่มควันจางๆ คล้ายดวงวิญญานลอยเข้าไปในหลุมั์ กลุ่มควันลอยนี้มาจากทางทิศตะวันตกและค่อยๆ ลอยมาหยุดอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของหลุมั์ที่เป็สนามต่อสู้
ในอากาศปรากฏคลื่นพลังที่แหลมคมออกมาเป็ระยะๆ คล้ายกับฟ้าแลบฟ้าผ่า ทำให้ก้อนหินขนาดใหญ่แตกกระจายจนเศษหินปลิวว่อนไปทั่ว ฝุ่นควันลอยคลุ้งเต็มท้องฟ้า…พวกนี้เป็คลื่นพลังที่ตกค้างจากการต่อสู้ของสองยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง เนื่องจากพลังที่แข็งแกร่งเกินไปทำให้มันยังคงควบแน่นอยู่ในอากาศ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่คลื่นพลังเหล่านี้ก็ยังไม่สลายหายไปสักที แม้แต่นักรบระดับหกดาวหากเผชิญหน้ากับคลื่นพลังที่ตกค้างนี้โดยที่ไม่มีอุปกรณ์ดีๆ คอยสนับสนุนก็เกรงว่าอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ง่ายๆ
ซุนเฟยเปลี่ยนเป็ 'โหมดคนเถื่อน' เพื่อพึ่งพาสัญชาตญาณของผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิด สำหรับการหลบหนีในยามที่เกิดอันตรายขึ้นมากะทันหัน
“ยอดฝีมือทั้งสองคนมาจากทางทิศตะวันตก คนหนึ่งหนี คนหนึ่งไล่ตามจนมาถึงตรงนี้ คนที่หลบหนีน่าจะถูกสถานการณ์บังคับให้สู้…”
“และคนที่เป็ฝ่ายหลบหนี...น่าจะเป็นักฆ่าลึกลับที่ตามสังหารเราเมื่อตอนบ่าย…”
“นี่เป็การต่อสู้ที่น่ากลัวมาก การโจมตีของแต่ละฝ่ายนอกจากจะทำลายยอดเขาแล้ว ยังทำใหู้เาบางแห่งถึงกับถล่มลงมา...ูเาที่อยู่ภายในรัศมีห้ากิโลเมตรนี้ถล่มลงมาทั้งหมด ไม่มีโอกาสให้พวกสัตว์อสูรได้หลบหนีเลยสักนิด พวกมันตายในทันทีเลย”
“พลังใน่ที่พวกเขาปะทะกันยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็รอยหมัดหรือดาบก็ยังคงควบแน่นอยู่กลางอากาศ เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังไม่สลายไปอีก? นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“ใช้เวลาในการต่อสู้ไม่นาน...น่าจะไม่เกินสิบนาที ผลแพ้ชนะก็ปรากฏออกมา...”
“เอ๋? นักฆ่าลึกลับเป็ฝ่ายพ่ายแพ้หรือ อืม ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับาเ็หนักไม่น้อยเลยนะ...พลังของเขาเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเทียบเท่ากับนักรบระดับหกดาว...หืม ดูเหมือนว่าเขาใช้ทักษะลึกลับบางอย่างทำให้สามารถหลบหนีไปได้!”
“ยอดฝีมือคนนั้นเป็ใครกัน? ในเมื่อสามารถเอาชนะนักฆ่าลึกลับคนนั้นได้อย่างง่ายๆ แล้วทำไมถึงไม่ตามไป...?”
ทุกที่ที่ซุนเฟยเดินผ่าน เขาสามารถปะติดปะต่อเื่ราวที่เกิดขึ้นได้จากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในหลุมั์ เนื่องจากสัญชาตญาณของคนเถื่อน ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความผันผวนของคลื่นพลังที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ และทำให้เขาสามารถวิเคราะห์สถานการณ์การต่อสู้ของสองยอดฝีมือได้ เหมือนกับพวกนักล่าที่มีประสบการณ์มากมายที่อาศัยเบาะแสเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถตามเหยื่อเจอ ดังนั้น เหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้นใน่ที่กำลังปะทะกันจึงถูกซุนเฟยจำลองออกมาได้อย่างง่ายดาย
การที่นักฆ่าลึกลับคนนั้นพ่ายแพ้ สำหรับซุนเฟยเเล้วถือเป็ข่าวที่ดีมาก
อาการาเ็ที่เขาได้รับต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวสักระยะ นั่นหมายความว่าซุนเฟยจะปลอดภัยไปสักระยะหนึ่ง และมีเวลาในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง
นักฆ่าลึกลับคนนั้นเป็ใครกันนะ? ทำไมถึงตามไล่ล่าเขา?
แล้วยอดฝีมือที่เอาชนะนักฆ่าคนนั้นเป็ใครกัน? ทำไมถึงพยายามสังหารนักฆ่าคนนั้น?
เื่ราวของสองคนนี้วิ่งวุ่นอยู่ในหัวของซุนเฟย
ซุนเฟยพยายามค้นหาร่องรอยอื่นๆ ภายในหลุมั์ แต่ข้อมูลที่เจอก็ไม่ต่างกันเท่าไร เขาไม่พบข้อมูลเพิ่มเติมอะไรเลย
ซุนเฟยใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควรก่อนที่จะตัดสินใจกลับ
ซุนเฟยใช้วิธีเดิมในการกลับ เขาเปลี่ยนเป็ 'โหมดจอมเวท' ก่อนจะเริ่มเดินฝ่าดงะเิอีกรอบ ซุนเฟยเลือกที่จะกลับทางเดิมเพราะในบรรดาวงเวททั้งหมด 'ความเกรี้ยวโกรธของน้ำแข็ง' เป็วงเวทที่อ่อนแอที่สุดแล้ว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดซุนเฟยก็กลับออกมาได้อย่างปลอดภัย
ซุนเฟยต้องเสียพลังจิตไปเป็จำนวนมากในการเดินทางกลับมาเหมือนครั้งที่แล้วไม่มีผิด
เขาเปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' แล้วเริ่มวางกับดักเวทมนตร์รอบๆ ตัวเอง จากนั้นก็เปลี่ยนกลับมาเป็ 'โหมดจอมเวท' อีกครั้งเพื่อฟื้นฟูพลังจิตของตัวเองตามวิธีที่เขียนอยู่ในหนังสือทักษะสีม่วง
ยี่สิบนาทีต่อมา ซุนเฟยก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน พลังจิตของเขาก้าวะโอีกแล้ว ตอนนี้มันได้เพิ่มเป็ 220 แต้มแล้ว
“ฮ่าๆๆ...ไม่เกินหนึ่งเดือน บิดาได้กลายเป็นักรบระดับจันทราแน่ๆ!”
ซุนเฟยยกเลิกกับดักเวทมนตร์ที่อยู่รอบๆ ท่ามกลางเสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรที่อยู่ในเทือกเขามอร์โร จากนั้นร่างของซุนเฟยก็กลายเป็กลุ่มหมอกควันแล้วลอยหายเข้าไปในความมืด
เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงท้องฟ้าก็จะสว่าง
หากไม่เป็อย่างนั้น ซุนเฟยคงเดินฝ่าวงเวทเข้าๆ ออกๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มพลังจิตของตัวเอง
……
……
เมื่อเวลาผ่านไป อากาศก็หนาวเย็นขึ้นทุกวัน
กองหิมะที่ทับถมกันเมื่อสองวันก่อนก็ไม่มีวี่แววว่าจะละลายไปเลย แต่สภาพอากาศที่หนาวเย็นยังหนาวไม่เท่าจิตใจของผู้คน
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ลอบสังหารได้ผ่านไปแล้วสองสามวัน แต่ความคืบหน้าในการค้นหานักฆ่าขององค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทั้งค่ายทหารอาณาจักรบริวารยังคงปกคลุมไปด้วย ‘ความกลัว’ ในทุกๆ วันจะมีผู้คนจำนวนมากถูกจับกุมตัวไป
ใน่เวลาที่สำคัญแบบนี้ องค์ชายทั้งสองพระองค์ต่างเริ่มใช้มาตราการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เหล่าทหารต่างได้รับอนุญาตให้จับกุมตัวบุคคลที่น่าสงสัยที่เป็คนของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรได้ แม้แต่ตัวาาของอาณาจักรบริวารเอง หากเป็บุคคลที่น่าสงสัยก็สามารถจับกุมตัวมาสอบสวนได้เช่นกัน มันเริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นทุกทีแล้ว หากองค์ชายทั้งสองพระองค์ยังคงตะบี้ตะบันไล่จับคนไปทั่วแบบนี้ล่ะก็...
นโยบายโหดร้ายอย่าง ‘ยอมสังหารหนึ่งพัน ดีกว่าปล่อยไปหนึ่งคน’ ยังคงมีประโยชน์กว่า
วันที่สาม เกิดข่าวลือขึ้นมาในค่ายว่า สถานะจริงๆ ของนักฆ่าพวกนั้นก็คือทหารของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสที่เป็คู่แค้นของราชอาณาจักรเซนิท มีม้าเร็วถูกส่งกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อไปรายงานความคืบหน้า นอกจากนี้ อาณาจักรบริวารลำดับที่สาม อาณาจักรเควโร อาณาจักรบริวารลำดับที่สี่ อาณาจักรตี๋เสวี่ย อาณาจักรบริวารลำดับที่ห้า อาณาจักรคอนน์ และอาณาจักรอื่นๆ อีกสามอาณาจักรถูกตรวจสอบแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับพวกนักฆ่าจริง ดังนั้น ั้แ่าายันคนเลี้ยงม้าของหกอาณาจักรนี้ล้วนถูกปะาชีวิตทันที หัวของพวกเขาถูกเสียบประจานบนปลายหอกแหลมคมแล้วปักไว้ที่หน้าประตูค่ายทหารอาณาจักรบริวาร เพื่อเป็การเตือนอาณาจักรบริวารอื่นๆ
และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในหกอาณาจักรบริวารที่ก่อฏ องค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซต่างเป็ผู้ตรวจพบฝ่ายละสามอาณาจักร
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า การแข่งขันการชิงบัลลังก์ในรอบแรกนั้น องค์ชายทั้งสองพระองค์เสมอกัน!
สิ่งเหล่านี้ทำให้กองกำลังที่คอยสนับสนุนสององค์ชายอยู่เื้ัต่างร้อนอกร้อนใจกันมาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะชิงดีชิงเด่นกันเอง องค์จักรพรรดิยาซินก็เป็ดั่งดวงตะวันที่กำลังจะตกดิน บางทีพระองค์อาจจะอยู่ได้ไม่นาน ด้วยเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก ทำให้การแข่งขันชิงราชบัลลังก์ยิ่งดุเดือดมากขึ้น
ปฏิบัติการไล่ล่านักฆ่าได้เพิ่มระดับขึ้นจนหลายๆ คนไม่เข้าใจ
ภายในระยะเวลาสั้นๆ ข่าวการกวาดล้างและการสังหารที่โเี้ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารก็เริ่มแพร่กระจายไปยังเมืองหลวง จากข้อมูลที่ได้รับจากองค์ชายทั้งสองพระองค์ก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขารู้ว่า ที่นักฆ่าของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสสามารถวางแผนสังหารขุนนางและบุคคลที่สำคัญในเมืองหลวงได้ เป็เพราะนอกเหนือจากอาณาจักรบริวารที่ก่อฏแล้ว ยังมีพวกขุนนางและชนชั้นสูงบางตระกูลที่ให้ความร่วมมือเช่นกัน...ด้วยเหตุนี้ ฉากนองเืที่เกิดในค่ายทหารอาณาจักรบริวารก็เกิดขึ้นที่เมืองหลวงเช่นกัน
ไม่ช้า บนกำแพงเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็เต็มไปด้วยศีรษะของฏที่ถูกเสียบประจาน
คนตายเหล่านี้ล้วนเคยเป็ขุนนางที่โดดเด่นและเป็บุคคลสำคัญในเมืองหลวง แต่ตอนนี้ พวกเขากลายเป็เพียงศพที่ไร้หัว และกลายเป็แกะบูชายันต์สำหรับการแย่งชิงอำนาจ
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ แม้จะเผชิญหน้ากับการปราบปรามด้วยความเกรี้ยวกราดขององค์จักรพรรดิ แต่เหล่านักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสก็ยังคงไม่หายไปไหน อีกทั้งยังก่อความวุ่นวายครั้งยิ่งใหญ่เพิ่มด้วยการลอบสังหารครั้งสอง
ตระกูลโกโร่ที่เป็ผู้ควบคุม 'กองกำลังพายุหิมะ' หนึ่งในสิบกองกำลังหลักในราชอาณาจักรเซนิท ผู้สืบทอดตระกูลอย่างโกโร่ ดาร์นี่ถูกสังหาร!
ขุนนางใหญ่การคลังของราชอาณาจักรถูกสังหาร!
กองกำลังทหารแห่งราชอาณาจักรถูกนักฆ่าบุกโจมตีตายไปร่วมร้อยกว่าคน…
องค์หญิงนาตาชาเจอนักฆ่าลอบสังหารระหว่างทางกลับพระราชวัง!
แม้แต่องค์ชายรองโดมิงเกวซก็ยังพบนักฆ่ามาลอบสังหารตนในขณะที่ประทับอยู่ในวัง…
เหตุการณ์เหล่านี้เหมือนกับเป็การแก้แค้น พวกนักฆ่าลึกลับเบนเข็มไปยังเหล่าเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง แม้ว่าการเปิดฉากลอบสังหารอย่างบ้าคลั่งนี้จะประสบความสำเร็จในการลอบสังหารน้อยมาก แต่พวกเขากลับประสบความสำเร็จในการก่อกวนองค์จักรพรรดิ ทุกคนล้วนตกอยู่ในอันตราย พวกเขาต่างกังวลใจว่าตัวเองอาจจะเป็เป้าหมายถัดไปของเหล่านักฆ่า
ในสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นนั้น สององค์ชายได้กราบทูลองค์จักรพรรดิยาซินที่กำลังป่วยหนักว่าให้เลื่อนการแข่งขันการซ้อมรบของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรออกไปก่อน
ข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากจักรพรรดิยาซิน
ตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา นี่เป็ครั้งแรกที่ได้มีการเลื่อนวันการแข่งขันการซ้อมรบ
อาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรถูกสั่งให้อยู่ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารชั่วคราว และไม่อนุญาตให้อาณาจักรใดกลับอาณาจักรของตัวเอง หากฝ่าฝืนถือว่าเป็ฏและจะถูกสังหารทันที
ในขณะเดียวกัน ด้วยคำสั่งขององค์จักรพรรดิยาซิน ทำให้เหล่าอัศวินผู้ตัดสินที่อยู่เงียบๆ มาตลอดเริ่มมีกาารเคลื่อนไหวและมีส่วนร่วมในการกวาดล้าง
บรรยากาศยิ่งน่ากลัวมากขึ้น
ทุกวันมีแต่เสียงกรีดร้องและธารโลหิตที่เจิ่งนองไปทั่ว
แต่บรรยากาศที่น่ากลัวพวกนั้นกลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อชาวแซมบอร์ดสักนิด
เทศกิจและอัศวินบรอนซ์เซนต์ รวมทั้งผู้นำทุกคนฉวยโอกาสนี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ด้วยการฝึกฝนอย่างหนัก ทำให้พลังของตอร์เรส โอเลเกร์และคนอื่นต่างเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ซุนเฟยเอง นอกจากจะเข้าโลก Diablo ไปสังหารเหล่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลแล้ว ทุกคืนเขาก็แอบเข้าไปในูเามอร์โรเพื่อไปเดินเข้าๆ ออกๆ ในวงเวทที่น่ากลัว หลังจากผลาญพลังจิตของตัวเองจนหมดเกลี้ยง เขาก็มานั่งฟื้นฟูพลังจิตของตัวเองตามที่ในหนังสือทักษะสีม่วงบอก
หกวันต่อมา ในที่สุดซุนเฟยก็ประสบความสำเร็จในการทำลายขีดจำกัดสี่ชั่วโมงในการเข้าไปอยู่ในโลก Diablo ได้สำเร็จ ตอนนี้เขาสามารถอยู่ในโลก Diablo ได้เพิ่มอีกสิบนาที
-----------------------------------
