ชาร์ลส์แยกตัวออกมายังระเบียงด้านนอก เขา้าพักจากการต้องยิ้มแย้มทักทายผู้คนมากมายที่ไม่เคยรู้จัก อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย ช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง ชายหนุ่มพิงตัวกับราวระเบียงหินอ่อน ปล่อยให้สายลมพัดผ่านเรือนผม ขณะที่ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับข้อมูลที่จะต้องสืบค้นในวันพรุ่งนี้
จากจุดที่ยืนอยู่ เขามองเห็นโจเซฟกำลังสนทนากับแมทธิวอย่างออกรสชาติ และมิแรนดาที่เพิ่งเข้าร่วมวงสนทนาด้วยท่าทางสนอกสนใจ ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วงาน เห็นรีเบคก้ากำลังพูดคุยกับกลุ่มสตรีชั้นสูง อิซาเบลหัวเราะร่าอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกัน
ขณะที่มองดูสมาชิกตระกูลคาเว็นดิชแต่ละคน เขาอดสังเกตไม่ได้ว่าพวกเขาล้วนมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็โจเซฟกับใบหน้าหล่อเหลาและดวงตาสีฟ้าเป็ประกาย มิแรนดาผู้งดงามอย่างสง่า อิซาเบลที่มองดูก็รู้ว่าถ้าโตขึ้นต้องเป็หญิงงามคนหนึ่ง หรือแม้แต่รีเบคก้าที่แม้จะไม่ใช่สมาชิกโดยกำเนิด แต่ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กันด้วยการวางตัวและกิริยาท่าทางที่ทำให้เลอค่า
"นี่คิดอะไรอยู่คนเดียว?" เสียงดังขึ้น ทำเอาชาร์ลส์สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไปก็พบมิแรนดายืนอยู่ไม่ไกล ในมือถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม
มิแรนดาเดินมาหยุดข้าง ๆ เขา "คงไม่ชินกับงานแบบนี้สินะ?"
แม้ความจริงแล้วชาร์ลส์แค่้าอยู่คนเดียวสักพัก แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธการสนทนากับพี่สาวของเพื่อนสนิทได้ จึงต้องฝืนยิ้มตอบอีกครั้ง "ก็... นิดหน่อยครับ"
แต่สาเหตุที่มิแรนดามาที่นี่ก็ไม่ต่างกัน เธอเพิ่งหลบออกมาจากวงสนทนาของเพื่อนเก่า ที่เริ่มวกเวียนเข้าสู่เื่คู่ครองและชีวิตสมรส พร้อมความหวังดีที่อยากให้เธอมีคู่ครองที่เหมาะสมเสียที ด้วยวัยที่ไม่น้อยแล้วของเธอ มิแรนดาไม่รู้จะรับมือกับบทสนทนาเช่นนั้นอย่างไร จึงถือโอกาสแยกตัวออกมา และเมื่อเห็นเพื่อนของน้องชายอยู่คนเดียว ก็เลยถือโอกาสชวนคุย
"งั้นเล่าเื่คดีที่กำลังสืบอยู่ให้ฟังหน่อยสิ" มิแรนดาเอ่ยถาม พยายามหาหัวข้อสนทนาที่จะช่วยให้ทั้งคู่ผ่อนคลายจากความอึดอัดในงานเลี้ยง
ชาร์ลส์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าควรเล่าเื่คดีให้มิแรนดาฟังดีหรือไม่ เพราะอาจเป็เื่ละเอียดอ่อน แต่ในเมื่อเธอถามมา และด้วยความที่เป็พี่สาวของโจเซฟ เขาจึงตัดสินใจเล่าอย่างระมัดระวัง
"เมื่อก่อนผมได้จัดการกับคดีหนึ่งครับ" ชาร์ลส์เริ่มเล่า "เป็เื่ของพ่อค้าน้ำผึ้งคนหนึ่งที่ใช้วิธีการแก้แค้นคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าด้วยวิธีที่ค่อนข้างแยบยล"
มิแรนดาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ "แยบยลยังไงหรือ?"
"เขาผลิตน้ำผึ้งจากดอกเมโดว์ แซฟฟรอน หรือที่บางคนเรียกว่าดอกครอคัสฤดูใบไม้ร่วง
ดอกไม้ชนิดนี้มีสารพิษที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกาย ถ้าได้รับติดต่อกันเป็เวลานานจะทำให้เสียชีวิตได้"
"น่าสนใจทีเดียว" มิแรนดาจิบไวน์พลางพูด "แล้วเขาเลือกเหยื่อยังไง?"
"เขาจะขายน้ำผึ้งพิษนี้ให้เฉพาะคนที่เคยมีปัญหากับเขา โดยอ้างว่าเป็น้ำผึ้งสูตรพิเศษ แต่ส่วนใหญ่จะเป็ลูกค้าประจำที่ชอบต่อราคาหรือบ่นเื่คุณภาพสินค้าของเขา พอกินไปนาน ๆ ก็จะเริ่มมีอาการแปลก ๆ จนกระทั่งเสียชีวิต"
มิแรนดาเลิกคิ้ว "ฟังดูเหมือนคดีที่ต้องใช้เวลาสืบสวนพอสมควร"
"ใช่ครับ กว่าจะรู้ว่าเป็ฝีมือของเขาก็ต้องสืบหาความเชื่อมโยงระหว่างเหยื่อแต่ละราย จนพบว่าทุกคนล้วนเป็ลูกค้าของร้านน้ำผึ้งร้านเดียวกัน"
มิแรนดาพยักหน้า สีหน้าแสดงความสนใจอย่างจริงจัง "แล้วตอนนี้จับตัวเขาได้แล้วใช่ไหม?"
"ได้แล้วครับ" ชาร์ลส์ตอบ พลางหันไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืน "จะว่าไปแล้ว… ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับาที่เพิ่งจบไป"
มิแรนดาเลิกคิ้วเล็กน้อย "อะไรหรือ?"
"ในเมื่อไฮเดลินมีชัยเหนือตราอินคลินันท์แล้ว ทำไมถึงต้องทำสัญญาสงบศึกด้วยล่ะครับ?" ชาร์ลส์หันมาสบตามิแรนดา "ทำไมไม่บุกยึดอาณาจักรนั้นไปเลย จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีาอีก อีกอย่าง... มันก็จะช่วยขยายอาณาเขตของไฮเดลินให้กว้างใหญ่ขึ้นด้วย"
มิแรนดามองชาร์ลส์นิ่ง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ "มันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิดหรอก" น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้น "การรบต่อไปจนกว่าจะยึดครองได้ทั้งหมดน่ะ... แม้เราจะชนะ แต่กองทัพของเราก็จะเสียหายหนัก"
"แล้วมันจะเป็ปัญหาอะไรหรือครับ? ในเมื่อเราชนะแล้ว"
"เธอลองคิดดูสิ" มิแรนดาวางแก้วไวน์ลงบนราวระเบียง "ถ้ากองทัพของเราอ่อนแอลง นั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ประเทศข้างเคียงฉวยโอกาสโจมตีเราได้" เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเสริม "แม้แต่ประเทศที่ดูเหมือนจะเป็มิตรที่สุดกับเราตอนนี้... ก็พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็ศัตรูได้ทุกเมื่อ หากพวกเขาเห็นช่องโหว่"
"แต่พันธมิตรของเรา..."
"ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีคำว่าพี่น้องหรือเพื่อนแท้หรอก" มิแรนดาพูดเสียงเรียบ ดวงตาฉายแววเยือกเย็น "มีแค่ได้ประโยชน์ หรือไม่ได้ประโยชน์เท่านั้น ถ้าการโจมตีเราให้ผลประโยชน์มากกว่าการเป็พันธมิตร พวกเขาก็พร้อมจะทำทันที"
"พูดอีกอย่างก็คือ การทำาต่อไปอาจทำให้เราชนะหนึ่งศึก แต่กลับเสี่ยงที่จะแพ้อีกหลายศึก" เธอสรุป "บางครั้งการหยุดในจังหวะที่เหมาะสม ก็คือชัยชนะที่แท้จริง"
ชาร์ลส์นิ่งคิดตามคำพูดของมิแรนดา เริ่มเข้าใจว่าการเมืองระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนกว่าที่เขาคิดมากนัก
มิแรนดาเหลือบมองผ่านช่องประตูระเบียง เห็นน้องชายของเธอยังคงสนทนากับแมทธิวอย่างออกรสชาติ "ดูเหมือนน้องชายฉันจะสนใจคดีของเพื่อนนายมากทีเดียว"
"ใช่ครับ แมทธิวกำลังเผชิญกับคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล" ชาร์ลส์ตอบ "เขาถูกขัดขวางการสืบสวนจากทุกทาง"
มิแรนดาพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฉายแววครุ่นคิด "ไม่แปลกหรอก ในระบบที่อำนาจกระจุกตัว การต่อกรกับผู้มีอิทธิพลไม่ใช่เื่ง่าย โดยเฉพาะถ้าพวกเขามีเครือข่ายในระบบราชการ"
"ต้องใช้เงินมากขนาดไหนกัน..." ชาร์ลส์ถอนหายใจ "ถึงจะซื้อคนที่เคยปฏิญาณตนว่าจะรับใช้ราษฎรและประชาชนได้ขนาดนี้"
มิแรนดาหัวเราะเบา ๆ แต่เป็เสียงหัวเราะที่ไร้ความสนุก "ไม่ใช่เงินหรอกที่ซื้อคนพวกนี้ แต่เป็สิ่งที่เงินให้ได้ต่างหาก" เธอหยุดครู่หนึ่ง "ถ้าก้อนกรวดสามารถเอาไปแลกเป็ความสบาย และอนาคตที่สดใสได้ เชื่อสิ... คนพวกนี้คงจะเลือกก้อนกรวดนั่นแหละ"
ดวงตาของเธอฉายแววเ็า "เพราะฉะนั้น... คนที่ได้รับความยุติธรรมคือคนที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองแลกมันมาได้"
น้ำเสียงของมิแรนดาอ่อนลงเล็กน้อย ขณะที่สายตาของเธอทอดมองไปยังน้องชาย "แต่โจเซฟ... เขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น พยายามทำให้ทุกคนได้รับความเป็ธรรมอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน" รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ "เขาเชื่อว่าทุกคนควรได้รับความเป็ธรรมและการปลอบประโลม เมื่อต้องเผชิญกับความอยุติธรรม"
ชาร์ลส์เหลือบมองมิแรนดา เมื่อได้ยินทัศนคติของเธอที่สะท้อนผ่านคำพูด ความรู้สึกหวั่นเกรงของเขาลดลงไปหลายส่วน แทนที่ด้วยความรู้สึกดี ๆ เพิ่มขึ้นที่ได้เห็นถึงความเชื่อและอุดมการณ์ที่โจเซฟยึดมั่น เขาเองก็เห็นความพยายามของเพื่อนรักที่ทำงานหนักเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม แม้จะต้องเผชิญกับแรงต้านจากผู้มีอำนาจมากมาย
หญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาในตอนนี้ ก็เป็อีกคนหนึ่งที่ท้าทายระบบเก่า และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ชาร์ลส์อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างถึงได้กลายเป็ผู้ยกระดับตัวตนจนถึงจุดนี้ได้ แต่เมื่อทบทวนดูแล้ว เขาก็ตัดสินใจไม่ถามคำถามที่อาจไม่เหมาะสมนี้ออกไป
เมื่อการสนทนาจบลง มิแรนดาขอตัวกลับเข้างานไปร่วมพูดคุยตามมารยาททางสังคม ชาร์ลส์ยังคงยืนมองบรรยากาศภายในงานจากระเบียงอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง
"นี่นายอยู่นี่เอง มีคนอยากรู้จักนายนะ" โจเซฟบอก
แต่ก่อนที่ชาร์ลส์จะได้ตอบรับ สายตาของเขาก็สะดุดกับชายคนหนึ่งที่มีท่าทางผิดปกติ ชายผู้นั้นกำลังเดินตรงไปยังคริสโตเฟอร์เ้าของงานด้วยท่าทางเ็าผิดธรรมชาติ แม้จะมีผู้คนทักทายระหว่างทาง แต่เขากลับเดินผ่านไปราวกับคนเ่าั้ไม่มีตัวตน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มจำคนผู้นั้นได้ เฮนรี่ แบลคเวลล์ เศรษฐีผู้ใจบุญที่เพิ่งเห็นเขายิ้มแย้มทักทายผู้คนเมื่อตอนเข้างาน
เฮนรี่หยุดยืนตรงหน้าท่านคริสโตเฟอร์อย่างกะทันหัน เรียกชื่อเ้าของงานด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด องครักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกถึงอันตราย รีบผลักเ้านายให้ถอยห่าง
แล้วเหตุการณ์สยดสยองก็เกิดขึ้น ของเหลวสีดำเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของชายผู้นั้น ร่างกายของเขาบิดเกร็งราวกับมีอะไรบางอย่างกระชากจากภายใน เส้นใยกล้ามเนื้อที่ยึดเกาะกระดูกยังคงเห็นได้ชัดผ่านิัที่ฉีกขาด ก่อนที่ของเหลวสีดำจะปะทุออกมาจากร่างกายกระจายไปรอบด้าน
ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างโดนของเหลวนั้นกระเด็นใส่ ทันทีที่ของเหลวััิั มันซึมผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็ว เส้นเืสีดำปูดขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วร่าง บางจุดมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้ิัราวกับมีหนอนชอนไชกัดกินเนื้อและกระดูก
เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังขึ้นทั่วงาน ผู้คนที่ได้รับผลกระทบไม่อาจรักษากิริยาท่าทางอันสง่างามของชนชั้นสูงไว้ได้อีก พวกเขาปล่อยน้ำตาและน้ำลายไหลอย่างไร้การควบคุม ร่างกายชักกระตุกดิ้นทุรนทุรายไปบนพื้น ความเ็ปทำให้พวกเขาบิดตัวด้วยอาการสั่นเทาอย่างรุนแรง ก่อนที่ร่างจะค่อย ๆ นิ่งลง ดวงตาที่เบิกกว้างว่างเปล่าปราศจากประกายแห่งสติ
เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ดังระงมไปทั่วโถงงานเลี้ยง บ้างก็ทรุดลงกับพื้นด้วยความช็อก บ้างก็กอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น สตรีชั้นสูงหลายคนเป็ลมล้มพับไป ขณะที่สามีพยายามประคองร่างของภรรยาไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เด็ก ๆ ที่มาในงานต่างร้องไห้จนตัวสั่น กอดแขนผู้ปกครองแน่น บางคนถึงกับอาเจียนออกมาเมื่อเห็นภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า
แขกผู้มีเกียรติบางคนวิ่งหนีออกจากงานอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งข้าวของมีค่าไว้เื้ั บ้างก็สะดุดล้มในความโกลาหล แต่รีบลุกขึ้นวิ่งต่อ เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังสับสนไปทั่ว ผสานกับเสียงร้องะโเรียกหากันในความวุ่นวาย
ส่วนคนที่รอดพ้นจากของเหลวนั้น เมื่อตั้งสติได้ต่างรีบวิ่งเข้าไปดูอาการคนที่พวกเขารัก ไม่ว่าจะเป็ครอบครัว เพื่อน หรือญาติพี่น้อง แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ััร่างของผู้ที่ล้มลง เสียงะโของโจเซฟก็ดังขึ้น
"อย่าเข้าใกล้! ถอยออกมา! อย่าแตะต้องตัวพวกเขาเด็ดขาด!"
แม้เสียงเตือนจะดังขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีผู้เคราะห์ร้ายสองถึงสามคนที่ัักับร่างของผู้ที่ล้มลงไปเสียก่อน
ผู้ที่ััร่างของผู้ล้มลง ถูกคนที่พวกเขาเป็ห่วงกระชากเข้าไปอย่างรุนแรง ก่อนที่จะพ่นของเหลวสีดำออกมาใส่คนที่มาแตะต้องตัว
ผู้ที่ถูกของเหลวนั้นเริ่มแสดงอาการเช่นเดียวกับเหยื่อก่อนหน้า เส้นเืสีดำปูดขึ้น ร่างกายบิดเกร็งด้วยความเ็ป
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ผู้คนแตกตื่น ต่างวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีกแล้ว พยายามออกห่างจากจุดเกิดเหตุให้มากที่สุด
โจเซฟและมิแรนดารีบวิ่งเข้ามาดูสถานการณ์ ชาร์ลส์ก็ตามมาติด ๆ แมทธิวพยายามจะเข้ามาดูด้วยเช่นกัน แต่โจเซฟรีบสั่งให้เขาถอยออกไป "คุณช่วยกันไม่ให้ใครเข้ามาใกล้จะดีกว่า"
โจเซฟรีบควักกระดาษออกมา เขียนข้อความลงไปอย่างรวดเร็วด้วยลายมือที่ดูเร่งรีบ แต่ยังคงอ่านออก จากนั้นก็จุดไฟเผากระดาษที่เชิงเทียนทันที เพื่อส่งข่าวด่วนไปยังหน่วยพิเศษ
ชาร์ลส์หันไปเตือนคริสโตเฟอร์ที่โชคดีหลบของเหลวสีดำได้ทัน "คุณถอยออกไปก่อน และอย่าอยู่ตามลำพัง" เขาวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว "ดูจากอาการของชายคนนั้น เขาเดินมาอย่างมีเป้าหมาย และตอนนี้ในกลุ่มที่เขาเข้าหา เหลือแต่คุณคนเดียวที่ยังปลอดภัย"
มิแรนดาพยักหน้าเห็นด้วย สั่งให้องครักษ์ประจำตัวคริสโตเฟอร์เพิ่มความระมัดระวังเป็พิเศษ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากทางเข้าคฤหาสน์ หน่วยพิเศษมาถึงอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่คฤหาสน์ตั้งอยู่ในเขตราชอำนาจชั้นใน ไม่ไกลจากที่ตั้งของหน่วยพิเศษในเขตราชอำนาจชั้นนอกมากนัก พวกเขาจึงสามารถมาถึงที่เกิดเหตุได้ในเวลาอันสั้น
