จื่อปู้ฝานจากไปพร้อมสมุนลัทธิมาร! ไม่นานก็มาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง
กลุ่มสาวกมารคารวะต่อจื่อปู้ฝาน
“เ้าตำหนัก
ไม่ต้องสนใจนายน้อยจื่อจริงหรือ?” ลูกสมุนแสดงความกังวล
“หวังเค่อกล่าวไม่ผิด
ไร้ความสามารถ ไม่อาจนั่งบัลลังก์ั ลองดูจูเยี่ยนสิ
นั่นแหละตัวอย่างของลูกหลานอกตัญญูของจริง นอกจากนี้ข้าเองก็รับปากจูหงอีไปแล้ว
หรือจะให้ข้าตระบัดสัตย์?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเข้ม
“ทราบ! เช่นนั้นแผนการต่อกรหวังเค่อ
ให้ยกเลิกทั้งหมด!” สาวกคนหนึ่งเอ่ยอย่างนอบน้อม
“เ้าตำหนัก
ไฉนทิ้งจูเยี่ยนไว้กับจูหงอี? หากพวกมันไม่ไปงานชุมนุมประตูัเล่า?”
สาวกอีกคนท้วง
“เหอะ ข้าทำอะไร
ยังต้องให้เ้าคอยสั่งสอน? ความรับผิดชอบของข้าคือสำแดงชีพจรัเท่านั้น!
ข้าไม่ได้รับผิดชอบนำตัวจูเยี่ยนไป หน้าที่ของข้าข้าทำสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ก็แค่นั้น
จะให้ข้าหักหน้าจูหงอีหรือยังไง?” จื่อปู้ฝานถลึงตา
“ขอรับ!”
สาวกทั้งหมดไม่กล้าปากมาก
“ถงอันอัน ไหนว่ามาซิ
เ้าไปโดนอะไรมา?” จื่อปู้ฝานจ้องถงอันอันที่คุกเข่าอยู่
ถงอันอันเงยหน้าขึ้น ไม่อาจเอ่ยวาจาใดๆ
ด้วยความละอาย
“ข้าถามเ้า
ไปโดนหวังเค่อจับไว้ได้ยังไง? แล้วก่อนหน้านั้นที่อาคารเสินหวังเ้าหายไปไหนมา?
ทำไมไม่กลับมารายงานต่อข้า?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงหนัก
ถงอันอันไม่ทราบเอ่ยอันใด
ความละอายแก่ใจท่วมท้นจนั์ตารื้น
“ผู้ดูแลถง เ้าเป็อะไร?
เ้าตำหนักถามคำถาม! พูด!” สาวกลัทธิมารเร่ง
“ท่านเ้าตำหนักโปรดอภัย
ข้าน้อยไร้ความสามารถ! ข้า ข้า…!” ถงอันอันอับอายสุดแสน
“เลิกร้องไห้ร่ำไรต่อหน้าข้าได้แล้ว
ข้าใช้เ้าออกไปไม่ใช่ให้มานั่งบีบน้ำตาแบบนี้ แส้เทพอสนีของข้าเล่า? เ้ารู้หรือไม่ วันนี้หากข้ามีแส้เทพอสนีตอนจับัชีพจร
เื่ราวจะง่ายดายปานไหน? เอามาคืนข้า!”
จื่อปู้ฝานตวาดเสียงหนัก
ถงอันอันร้อนใจจนกระเทือนาเ็ภายใน
“ผู้ดูแลถงอันอัน
เมื่อไหร่จะพูด ท่านเ้าตำหนักถามเ้าอยู่นะ!” สาวกลัทธิมารกระตุ้น
“ไม่อยู่แล้ว
อยู่ที่หวังเค่อ! ท่านเ้าตำหนัก ข้าเองก็จนปัญญา ตอนนั้นเฉินเทียนหยวนลงมือเอง
ข้าไม่อาจขวาง!” ถงอันอันแก้ต่าง
“เฉินเทียนหยวนเองก็มา?”
จื่อปู้ฝานหน้าคล้ำ
“ไม่ใช่วันนี้
เมื่อครั้งก่อน!” ถงอันอันเอ่ยขมขื่น
“ครั้งก่อน?” จื่อปู้ฝานงง
“ข้าเองก็ลำบาก
ท่านเ้าตำหนัก ไม่อาจโทษว่าข้า…!” ถงอันอันโศกเศร้าครวญคร่ำ
ถงอันอันอรรถาธิบายเื่ราวที่ผ่านมาโดยละเอียด
ทุกคนที่รับฟังเื่เล่าของถงอันอันต่างมีสีหน้าประหลาด
เ้าถงอันอันผู้นี้ ดวงหายนะจริง!
วันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันถูกหวังเค่อจับ แต่โดนจับมาหลายรอบแล้ว?
ถงอันอันผู้คล่องแคล่วหัวไว
วันนี้ไฉนกลายเป็เช่นนี้แล้ว?
“หมายความว่า
เ้าทำแส้ข้าหลุดมือไปแล้ว?” จื่อปู้ฝานเอ่ย สีหน้าบิดเบี้ยว
“อยู่ที่หวังเค่อ
ไม่เกี่ยวกับข้า!” ถงอันอันแก้ตัว
“ไม่เกี่ยวกับเ้า? ถ้าเ้าเอาแส้เทพอสนีมาคืนข้าไม่ได้ ข้าจะฆ่าเ้า!” จื่อปู้ฝานถลึงตา
“ขอรับๆๆ!”
ถงอันอันแตกตื่นลนลาน
“ใช่แล้ว เ้าบอกว่า
เ้าอยู่ใต้ดิน หวังเค่อพาคนมาดักซุ่มโจมตีเ้า
เ้าคนที่ซุ่มโจมตียังใส่โม่งคลุมหัว แถมยังเป็ดวงธาตุทองคำ?” ศิษย์ลัทธิมารคนหนึ่งกังขา
“ใช่
แถมยังแข็งแกร่งกว่าข้าด้วย! พลังธาตุอัคคี แกร่งกร้าวสุดประมาณ! ทั้งอาจเป็สตรี”
ถงอันอันผงกศีรษะ
“แต่ในชิงจิงแล้ว
นอกจากจางหลี่เอ๋อร์ ไม่มีคนอื่น! จางหลี่เอ๋อร์ใส่ไอ้โม่งมาซุ่มโจมตีเ้า?”
สาวกมารถามด้วยความสงสัย
“ไม่น่าเป็ไปได้
ข้าเห็นตอนที่เ้าตำหนักคร่ากุมจางหลี่เอ๋อร์ แม้รอบด้านมืดสลัว
แต่สตรีนางนั้นไม่ได้ใส่ชุดของจางหลี่เอ๋อร์! นอกจากนี้
จางหลี่เอ๋อร์มีนิสัยเย่อหยิ่งยะโส ไหนเลยจะทำเช่นนั้น? ใส่ไอ้โม่งดักตีคน?”
ถงอันอันขมวดคิ้ว
“งั้นเ้าว่าใคร?” จื่อปู้ฝานถามเสียงหนัก
“ข้า ข้า ข้าไม่ทราบ! หวังเค่อมีความลับมากมาย
สตรีนางนั้นสมควรลอบป้องกันมัน! เ้าตำหนัก
ข้าไม่รู้ว่าจะเอาแส้เทพอสนีคืนมาได้ยังไง! เ้าตำหนัก ไม่สู้ ท่านลงมือเถอะ…!”
ถงอันอันเพิ่งเปิดปากวิงวอนไปได้ครึ่งประโยค ฉับพลันเสียงของมันก็ขาดห้วง
จื่อปู้ฝานเพิ่งตกลงละเว้นหวังเค่อต่อจูหงอี
นี่เพิ่งผ่านมาได้ชั่วประเดี๋ยว?
เ้าจะให้ข้าไปตามเล่นงานหวังเค่อ? คิดว่าวาจาที่ข้ากล่าวล้วนเป็ลมผายออกมางั้นสิ?
ถงอันอันกล้ำกลืนวาจาที่คิดกล่าวลงคอเมื่อเผชิญสายตาพิฆาตของจื่อปู้ฝาน
“ข้ารู้แล้วๆ
เ้าตำหนักโปรดวางใจ ข้าต้องเอาแส้เทพอสนีกลับมาได้แน่!” ถงอันอันสัตย์สาบาน
“แส้เทพอสนีของข้า
หากมีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ข้าจะฆ่าเ้า!” จื่อปู้ฝานอาฆาต
“ขอรับ ขอรับ !” ถงอันอันหดหัวไปทางด้านข้าง
“เอาละ
พวกเ้าทั้งหมดล้วนเหน็ดเหนื่อยจากการจับั ไปพักผ่อนเถอะ!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงหนัก
“ขอรับ!” การประชุมจบลงเท่านี้
ขณะทุกคนกำลังจากไป
จื่อปู้ฝานต้องขมวดมุ่นคิ้ว “พวกเราลืมอะไรไว้ที่ชิงจิง ไม่ได้เอามาหรือเปล่า?”
ก่อนออกจากตำหนักหลวง
พวกมันล้วนตรวจสอบยุทโธปกรณ์เรียบร้อย
“ไม่นะ
พวกเราไม่ได้ลืมอะไรไว้!” ทุกคนตอบพร้อมกัน
“อ้อ งั้นก็ไปเถอะ! ข้าเองก็ไม่ได้ลืมอะไร!”
จื่อปู้ฝานโบกมือ
ทุกคนล่าถอยออกจากตำหนักด้วยความนอบน้อม
ชิงจิง ซากแห่งนครหลวงอันหักพัง
เนี่ยเทียนป้าตื่นขึ้นท่ามกลางซากเศษ
ก่อนหน้านี้มันฟาดฝ่ามือใส่หวังเค่อให้จื่อปู้ฝานร้อยฝ่ามือ
จนสุดท้ายทั้งมือเท้าหมดสิ้นเรี่ยวแรง ถูกตราประทับของหวังเค่อฟาดสลบ
ผลลัพธ์คือโคม่ามาถึงตอนนี้
ยามนี้ค่อยๆ ฟื้นตื่นจากสลบไสล
มองดูซากหักพังย่อยยับรอบกาย ต้องหัวหมุนงุนงง
“นี่ นี่คือวังหลวงชิงจิง?
ทำไม ทำไมกลายเป็แบบนี้?” เนี่ยเทียนป้าเอ่ยอย่างเหลือเชื่อ
ทั้งสี่ทิศตอนนี้
พี่ใหญ่ของหวังเค่อสั่งการให้ช่างฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าวังหลวงเพื่อสะสางซากอิฐเศษไม้
วุ่นวายโกลาหล
เนี่ยเทียนป้าผงกศีรษะก่อนยืนขึ้น
มองดูรอบด้านด้วยสายตาว่างเปล่า
“เกิดอะไรขึ้น? ท่านเ้าตำหนัก? ทุกคน? ทำไมข้าอยู่ที่นี่?”
เนี่ยเทียนป้ามองหาคนอย่างสับสน
ไม่นาน
มันก็มองเห็นจูเยี่ยนที่กำลังทอดตามองฟ้าใต้หลังคาตึกไม่ไกลเท่าใด
รอบกายจูเยี่ยนยืนไว้ด้วยกลุ่มหญิงชราอัปลักษณ์
“จูเยี่ยน อย่าแตกตื่น
อย่าแตกตื่นไป
ท่านประมุขก็บอกแล้วไงว่าัทองในร่างเ้าสามารถะเิออกมาได้ตลอดเวลา
หากเ้าแตกตื่นตระหนกขึ้นมา จะกระทบไปถึงัทองด้วย ดังนั้นต้องสงบจิตสงบใจ
รักษาสภาวะจิตนิ่งไร้ระลอกไว้ ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย!”
พี่ใหญ่ทางด้านข้างอธิบายขยายความ
จูเยี่ยน “…!”
“เ้าหากมองเห็นโฉมงามอาจเกิดการกระตุ้นขึ้นได้
ดังนั้น ท่านประมุขจึงให้ข้าจัดหาแม่เฒ่าทั้งหลายมาเป็พิเศษ
เพื่อสะกดใจเ้าให้นิ่งเข้าไว้ ขอเพียงมีใจสุขสบายคลายกังวล
จึงจะไม่กระตุ้นัทอง ัทองก็จะไม่ะเิออกมา!” พี่ใหญ่กล่าวต่อ
จูเยี่ยนกวาดตามองแม่เฒ่าอัปลักษณ์ทั้งหมด
สีหน้าบิดเบี้ยวสุดกู่ นี่มันอัปยศขนาดไหน
ทำไม ข้าทำบาปมหันต์ขนาดไหน ดูยายเฒ่าพวกนี้สิ? โมโหเหลือเกิน สุดจะทนแล้ว!
“อา เ้ามีอารมณ์แล้ว?
อย่าโมโห อย่าเพิ่งโมโห!” พี่ใหญ่รีบเอ่ยอย่างลนลาน
“หลานข้า เ้าจูเยี่ยนผู้นี้
เอาแต่ทำหน้าหื่นจ้องมองพวกเราอยู่นั่น พวกเราเองก็ยังมียางอายอยู่นะ
พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ไหน?” แม่เฒ่าไร้ฟันนางหนึ่งกล่าว
จูเยี่ยนถลึงตา จ้องมองหื่นอะไร
ข้ากำลังโกรธ กำลังโกรธต่างหาก
“ท่านยายสาม
ได้โปรดอดทนหน่อยเถอะ ได้หรือไม่? นี่เป็ท่านประมุขฝากฝังไว้ด้วยตนเอง
ต้องลำบากพวกท่านมาถึงนี่แล้ว!” พี่ใหญ่ขอโทษขอโพย
“ท่านประมุขฝากฝัง? เฮ้อ ช่างเถอะ ยังไงก็คงต้องไว้หน้าท่านประมุขไว้บ้าง
ไอ้กระต่ายน้อยจูเยี่ยน ถือว่าให้เ้าเอารัดเอาเปรียบไปแล้วกัน!”
ยายเฒ่าไร้ฟันทำท่าแขยง
จูเยี่ยน “…!”
เนี่ยเทียนป้าที่อยู่ห่างออกไป “…!”
วังหลวงต้าชิงกำลังถูกบูรณะและซ่อมแซมอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
หวังเค่อไหนเลยจะมีอารมณ์ไปยืนเฝ้า
มันกำลังเล่นไพ่นกกระจอกกับฝูงมารอยู่ต่างหาก
“ทุกท่าน
พวกท่านรู้มั้ยว่าัทองจากชีพจรันั่นเอาไว้ทำอะไรได้?” หวังเค่อถามขณะตีไพ่
“ถามข้า? ไม่รู้สิ! อย่างไรก็เถอะ กับคนแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์ใช้สอย
แต่สำหรับกับพวกสัตว์อสูรแล้ว เหมือนจะมีประโยชน์ไม่น้อย! สี่หมื่น!” มารตนข้างๆ
ตีไพ่พลางตอบ
“สัตว์อสูร?” หวังเค่อชะงัก
“ใช่
เ้ารู้จักงานชุมนุมประตูัมั้ย?” มารตนข้างๆ เอ่ย
“ต้องรู้สิ ข้าเองก็เคยไปมา
ที่เมืองหลงเซียนใกล้ทะเลพิษ ทุกสิบปีจะมีการจัดงานชุมนุมประตูัในเมืองหลงเซียน
(เซียนั)! ทุกสำนักเซียนต่างส่งศิษย์ไปชุมนุมกันที่นั่น พวกมนุษย์เองก็ไปร่วมงานคัดเลือก!
หากเป็ที่เข้าตาของสำนักเซียนใด จะได้เข้าร่วมกับสำนักเซียน
ไม่ต่างจากมัจฉาทะยานเข้าประตูั!” หวังเค่อระลึกภาพ
“ใช่แล้ว วันนั้น
จะบังเกิดไอัรั่วไหลเป็จำนวนมาก
อำนวยให้สำนักเซียนทั้งหลายสามารถคัดสรรศิษย์เปี่ยมมหาวาสนา
ไอัที่เล็ดรอดออกมา พวกเราไม่อาจใช้อะไรได้เท่าไหร่
แต่นั่นจะไปกระตุ้นพวกสัตว์อสูร!” สาวกมารอธิบาย
“อ้อ? พวกสัตว์อสูร้าไอั?
ข้าคิดออกแล้ว ครั้งก่อนที่ข้าไปก็มีสัตว์อสูรบุกเข้ามา สุดท้ายถูกยอดฝีมือพรรคเซียนสังหาร!
ที่แท้ก็เป็เพราะสาเหตุนี้!
เ้าตำหนักจื่อ้าเห็นชีพจรัของชุมนุมประตูั? หรือว่า้าทำเื่ใหญ่อะไร?”
หวังเค่อสงสัยใจ
“ใครจะไปรู้!
แต่ข้าได้ยินมาจากสหายว่าเ้าตำหนักจื่อ้าโจมตีกลับรอบด้านใส่พวกฝ่ายธรรมะในชุมนุมประตูั!”
มือรองโต๊ะไพ่นกกระจอกเอ่ย
“โจมตีกลับรอบด้าน? ชีพจรัทองคือกุญแจ?” หวังเค่อสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
“นี่ ยังไงซะพวกเราก็ไม่รู้
พวกเราไม่ได้ไปด้วยอยู่แล้ว ก็แล้วแต่พวกมันจะเล่นกันแล้วกัน มามามา เล่นไพ่
เล่นไพ่!” กลุ่มสาวกมารประสานเสียงคึกคัก
หวังเค่อเล่นไพ่ไปก็พยายามจับบทสนทนาของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกันก็ใช้ความคิดคาดการณ์
พรรคอีกาทองคำ ตำหนักใหญ่
ศิษย์พรรคอีกาทองคำที่หลบหนีออกจากชิงจิงได้นั่งขัดสมาธิในห้องโถงใหญ่เพื่อรักษาอาการาเ็
บนเตียงข้างพวกมันคือจางเสินซวี
บุรุษร่างสูงกำยำ
บนศีรษะมุ่นผมเป็มวย มือถือแส้ปัดหางม้า อาภรณ์ไท่จี๋ม่วงทองคลุมกาย
ทอดตามองดูจางเสินซวีที่เบื้องหน้า
หลังผ่านการเยียวยารักษามาชั่วระยะหนึ่ง
สีหน้าของจางเสินซวีค่อยคืนสีเื ก่อนจะค่อยๆ เปิดตา
ทันทีที่มันลืมตา
ก็เห็นบุรุษมวยผมชุดไท่จี๋ม่วงทอง มันต้องตื่นตระหนก “ท่านประมุข? ท่านไฉนอยู่ที่นี่? ข้ากลับมาได้ยังไง?”
“พวกเ้ากลับมาพรรคก็เสี่ยงชีวิตไปเคาะประตูถ้ำกักตนของข้า
ไม่งั้นข้าจะมาอยู่นี่ได้ยังไง? เหอเหอ มิผิด
แผลกระเทือนที่สมองของเ้าข้าช่วยบรรเทาอาการแล้ว ฤทธิ์ยาที่ทำเ้าหมดสติไป
ข้าเองก็ช่วยสลายให้แล้ว ส่วนเื่การเสียโลหิต
เ้าก็พักฟื้นในพรรคบำรุงร่างกายไป! อีกไม่นานก็จะหายดี!”
บุรุษชุดคลุมไท่จี๋ม่วงทองหัวเราะ
บุรุษนี้คือประมุขพรรคอีกาทองคำ
“ข้า? เสียเืมาก?
ทำไม?” จางเสินซวีชะงัก
จนถึงบัดนี้
จางเสินซวีไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นในชิงจิงแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่เสินซวี
ท่านยังไม่ทราบ?” ศิษย์น้องคนหนึ่งถามอย่างคาดไม่ถึง
“ศิษย์พี่เสินซวีหมดสติตลอดมา
เขาจะรู้ได้ยังไง?” ศิษย์น้องอีกคนแย้ง
“เกิดอะไรขึ้น? ข้าจำได้แต่ว่าถูกหวังเค่อสังหาร! ถ้าข้าไม่แก้แค้น สาบานไม่ขอเป็คน!”
จางเสินซวีอาฆาต
“ศิษย์พี่เสินซวี
ท่านไฉนประพฤติเป็ผู้ร้ายชิงฟ้องร้อง กลับดำเป็ขาวเล่า?” ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งประท้วง
จางเสินซวีผงะ “หะ! เ้าพูดอะไร?!”
“ใช่ ก็เนี่ย หวังเค่อเพื่อช่วยชีวิตท่าน
ไม่ทราบลงแรงไปเท่าใด! ช่วยท่านกลับมาอย่างแสนเข็ญ ท่านยังใส่ร้ายคนอีก!”
ศิษย์น้องอีกคนเสริม
“ใช่แล้ว
ท่านลืมบุญคุณคนเช่นนี้ ศิษย์พี่หญิงใหญ่ต้องลำบากใจเพียงไหน!”
ศิษย์น้องหญิงอีกคนกล่าว
“คาดไม่ถึงว่าท่านจะเป็คนแบบนี้!
ก่อนหน้านี้ข้ามันตาบอด!” ศิษย์น้องหญิงอีกคนเอ่ยด้วยความรังเกียจ
จางเสินซวีจ้องเขม็ง อะไร? ทำไมพวกเ้ามองข้าแบบนั้น?
ข้าไปทำอะไร? คนแบบข้ามันยังไง? เ้าตาบอดตอนไหน?
“นี่มันเื่อะไร?” จางเสินซวีเอ่ยเสียงหม่น
ทุกคนต่างแย่งกันอธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นในชิงจิง
แน่นอน นั่นก็คือความเป็จริงที่พวกมันเข้าใจ
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากทุกคน
จางเสินซวีต้องหน้าบิดกระตุก
“พี่สาวข้าชอบหวังเค่อ?!
ผายลม นาง้าตบทรัพย์มันต่างหาก!” จางเสินซวีแค่นเสียงโกรธเคือง
“ศิษย์พี่เสินซวี
ท่านหมดสติไม่รู้เื่ราว อย่าพูดจาเพ้อเจ้อ พวกเราเห็นทุกอย่างด้วยตาของพวกเราเอง
ใช่ ใช่ ก่อนหน้านี้ที่ศิษย์พี่หญิงจู๋จี๋ดู๋ดี๋กับหวังเค่อหลังม่าน อุ้ย
ข้าสัญญาว่าจะไม่พูด ท่านไม่ได้ยิน ท่านไม่ได้ยินนะ!” ศิษย์น้องหญิงเอ่ยอย่างกังวล
“ผายลม
พวกเ้าเสียสติกันหมดแล้ว พี่สาวข้าจะชอบหวังเค่อได้ยังไง? นางมีคู่หมั้นหมายอยู่แล้ว
ท่านประมุขเองก็ทราบว่านางมีคู่หมั้น!”
จางเสินซวีจ้องประมุขพรรคอีกาทองคำอย่างขัดเคือง
ประมุขพรรคอีกาทองคำผงกศีรษะ
“ข้ารู้ ข้ารู้!”
“ท่านประมุข
หวังเค่อมันไม่ใช่คน พี่สาวข้าไม่มีทางชอบมัน!” จางเสินซวีออกปาก
“ศิษย์พี่เสินซวี
ถ้าท่านไม่เชื่อข้าก็ไปถามพี่ท่านเองสิ!”
ศิษย์น้องคนหนึ่งไม่เชื่อวาจาของจางเสินซวี
จางเสินซวี “…!”
ประมุขพรรคอีกาทองคำสั่นศีรษะ
“ไม่ว่าผลจะเป็ยังไง ก็ไม่ต้องกังวลไป! จางเสินซวี
หากนางเป็อย่างที่เ้าว่าก็ดีแล้วนี่?”
“ดีแล้ว?” จางเสินซวีชะงัก
“ใช่
เ้าเองก็รู้ว่าพี่สาวเ้าฝึกวิชาอัคคีธาตุอะไร? พี่สาวเ้าทำไมหลายปีมานี้ถึงต้องมายังสิบหมื่นมหาบรรพต?”
ประมุขพรรคอีกาทองคำเอ่ย
“อา ท่านพ่อของข้ากังวลว่านางชีวิตราบรื่นเกินไป?”
จางเสินซวีขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว ราบรื่นเกินไป
ไม่เป็ผลดีต่อวิชาฝีมือที่นางฝึก! นางมีกายภาพที่พิเศษจำเพาะ
ฝึกปรือวิชาเทพหายากนี้ได้ ยิ่งนางโกรธา ยิ่งสามารถทะลวงด่านฝีมือได้ไว!
หากเอาแต่อยู่ข้างกายท่านพ่อเ้า ยังจะมีใครขัดใจนางได้? ดังนั้นจึงให้นางมายังที่นี้
น่าเสียดายที่หลายปีนี้ เมื่อพลังฝีมือของนางสูงขึ้น ยิ่งมีน้อยคนจะกล้าตอแยนาง
ครั้งนี้มาพบพานหวังเค่อ บางทีอาจเป็วาสนา!” ประมุขพรรคอีกาทองคำเอ่ย
“วาสนา?” จางเสินซวีตะลึง
“ท่านประมุข
ศิษย์พี่หญิงฝึกวิชาอะไร? ต้องโกรธแค้นก่อน? ยิ่งโกรธยิ่งช่วยทะลวงด่านฝีมือ?” ศิษย์น้องทั้งหลายถามไถ่อย่างเหลือเชื่อ
“ข้าบอกไม่ได้ แต่พื้นอารมณ์บุ่มบ่ามมุทะลุของศิษย์พี่หญิงพวกเ้าก็มีสาเหตุมาจากวิชาฝีมือของนางนี่เอง!
หวังเค่อ? หวังเค่อสิดี การปรากฏตัวของมันช่วยจางหลี่เอ๋อร์!
ไม่แน่ว่านางอาจทะลุขั้นพลัง่ใหญ่เพราะมันก็ได้!” ประมุขพรรคอีกาทองคำหัวเราะ
เมืองชิงจิง
หวังเค่อเล่นไพ่นกกระจอกไปสองสามรอบกับพวกมาร
รับฟังหลายเื่ก่อนจะออกมาด้วยความพึงพอใจ
ทว่า ออกมาได้ไม่ทันไร
พี่หญิงเล็กก็เร่งเข้ามารายงาน
“ท่านประมุข แย่แล้ว!”
พี่หญิงเล็กร้อนรน
“ไม่ดีแล้ว? จางหลี่เอ๋อร์ตื่นแล้ว? ดีมาก
บอกนางว่าข้าออกจากชิงจิงไปแล้ว ให้นางไม่ต้องรอข้า รีบไปๆ ซะ!” หวังเค่อยิ้มแฉ่ง
“ไม่ ไม่ใช่
จางหลี่เอ๋อร์มีขนงอกออกมาทั่วตัว! ขนเยอะแยะเลย!” พี่หญิงเล็กเอ่ยอย่างร้อนใจ
หวังเค่อหน้าแข็งค้าง
ข้าได้ยินอะไรอยู่? ขน? พี่หญิงเล็กท่านดูแลนางอย่างไร? ดูดีแล้วหรือไม่?
“เป็เื่จริง ข้าดูแลนาง
แต่นางสลบไม่ยอมตื่น แล้วจู่ๆ ก็มีไฟลุกท่วมตัว ข้าใมาก
แต่ก็เห็นไฟหายกลับเข้าร่างนางไปอีกครั้ง จากนั้น บนตัวนางก็ค่อยๆ
ปรากฏขนสีแดงงอกออกมา เหมือนขนนกอะไรบางอย่าง! ไม่นานขนก็งอกออกมาคลุมทั่วร่าง!
ท่านประมุข เอาไงดี?” พี่หญิงเล็กเอ่ยอย่างร้อนรน
หวังเค่อจ้องมองพี่หญิงเล็ก
บนร่างสตรีมีขนนกงอกออกมา? พูดจาบ้าบออะไรกัน?
