ณ ชายฝั่งริมทะเล สายลมหนาวเย็นกระโชก
ผ่านไปครู่หนึ่งลวี่หยวนเจี๋ยจึงค่อยๆ สงบใจลง เขาไม่รู้ว่าที่จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวมาเป็เื่จริงหรือไม่? แค่ลองเชิงหรือมีเป้าหมายอื่น?
บางครั้งการทำธุรกิจกับคนฉลาดมีแรงกดดันสูงมากจริงๆ
ลวี่หยวนเจี๋ยฝืนสะกดความตื่นเต้นลงไป “ไป๋เฮ่อ เ้า...เ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? หรือว่าเ้าคิดจะขายมรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงหรือ?”
“เ้าวางใจได้ ข้ามิได้คิดจะหลอกเ้า”
จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้าเบาๆ ลวี่หยวนเจี๋ยอดกลอกตาใส่มิได้ เขาคิดในใจว่าเชื่อเ้าสิถึงจะแปลก
แน่นอนว่าถึงแม้จะสงสัย แต่ธุรกิจก็ยังต้องทำ โดยเฉพาะธุรกิจครั้งใหญ่อย่างมรดกสืบทอดสำนักเทียนกง
“เช่นนั้นเ้าตัดสินใจอย่างไร?”
ลวี่หยวนเจี๋ยถามด้วยความระมัดระวัง ในเวลาเดียวกันก็กำลังคำนวณผลประโยชน์อยู่
จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวออกมาทีละคำ “ข้าอยากจะเอามรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงขายให้สมาคมการค้าห้าแคว้น หรือขายให้ขั้วอำนาจต่างๆ ผ่านสมาคมการค้าห้าแคว้น...อืม เหมือนกับการขายหนังสือนั่นแหละ”
“อะไรนะ!”
ลวี่หยวนเจี๋ยตะลึงอีกครั้ง เขาเผยสีหน้ายากจะเชื่อออกมา “ไป๋เฮ่อ เ้า...เ้าบ้าไปแล้วหรือ?”
“ข้ามิได้บ้า ข้ามีสติดีอยู่”
จั๋วอวิ๋นเซียนส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ที่จริงแล้วข้าอยากจะทำเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว มิเช่นนั้นเ้าคิดว่าข้าสร้างสถานศึกษาเทียนกงบนเกาะสามเซียนเพราะเหตุใด? เดิมทีข้าคิดว่าแผนนี้คงดำเนินการช้ามาก แต่ตอนนี้มีโอกาสประจวบเหมาะพอดี”
“แผนการหรือ? แผนการอะไร? เ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
ลวี่หยวนเจี๋ยขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
จั๋วอวิ๋นเซียนไม่ตอบเพียงถามกลับว่า “คุณชายลวี่ชาญฉลาดเช่นนี้ ลองทายดูหน่อยเป็อย่างไร?”
“ข้า...ตอนนี้ข้าสับสนไปหมดแล้ว มีหลายเื่ที่ข้ามิอาจสงบใจมาตัดสินได้”
ลวี่หยวนเจี๋ยลังเลใจมาก จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้าเล็กน้อย “เ้าสามารถกล่าวเช่นนี้ได้ แสดงว่ายังใจเย็นอยู่ อย่างน้อยก็มิได้ถูกผลประโยชน์ครอบงำจิตใจ ไม่หลงมัวเมากับผลประโยชน์”
“ข้า...”
ลวี่หยวนเจี๋ยยิ้มแห้ง “ไป๋เฮ่อ หากเ้าเป็คนธรรมดา ข้าคงไม่พูดมากและลงมือแย่งชิงไปนานแล้ว แต่น่าเสียดายที่เ้ามิใช่คนธรรมดา! ยังไม่ต้องพูดเื่ที่ว่าข้าสู้เ้าไม่ได้ เื้ัของเ้าไม่เพียงมีเกาะสามเซียนสนับสนุน ยังมีผู้แข็งแกร่งคุ้มครองอยู่อีก หากข้ากล้าลงมือ เกรงว่าคงเดินออกจากเกาะสามเซียนแห่งนี้มิได้แล้ว”
จั๋วอวิ๋นเซียนประหลาดใจ “เ้าเป็คนซื่อตรงมาก”
ลวี่หยวนเจี๋ยกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “ก็เป็พ่อค้า เจอคนเยี่ยงไรก็ต้องพูดกับเขาเยี่ยงนั้น เ้าเป็คนฉลาด คำพูดสวยหรูไร้ประโยชน์กับเ้า ข่มขู่ ล่อลวงก็ไร้ผล คงมีแต่ต้องซื่อตรงเท่านั้น”
“เช่นนั้นพวกเราก็มาคุยธุรกิจกันเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของจั๋วอวิ๋นเซียน ลวี่หยวนเจี๋ยอยากจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากแล้วกลับกลืนเข้าไป
ในมุมมองส่วนตัวแล้ว ลวี่หยวนเจี๋ยไม่อยากให้ขั้วอำนาจในทวีปเกิดความสั่นคลอนเพราะมรดกสืบทอดของสำนักเทียนกง แต่ในมุมมองของสมาคมการค้าห้าแคว้นแล้ว เขาต้องคำนึงถึงสิ่งที่มีผลประโยชน์มากที่สุด
สามารถกล่าวได้เต็มปากเลยว่า สถานะของสมาคมการค้าห้าแคว้นในตอนนี้ แทบจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปไท่เซวียนแล้ว หากคิดจะพัฒนาขึ้นอีกก้าว เป็เื่ที่ยากลำบากยิ่ง
และลวี่หยวนเจี๋ยก็เป็คนหยิ่งทะนง เขาไม่ชอบชีวิตที่อยู่ใต้เงาของบิดา เขาหวังว่าจะมีกิจการและความสำเร็จเป็ของตัวเอง หรือแม้กระทั่งจะเหนือกว่าบิดาของเขา
กล่าวอย่างง่ายก็คือลวี่หยวนเจี๋ยวก็เป็คนที่มีความทะเยอทะยานคนหนึ่ง ธุรกิจของจั๋วอวิ๋นเซียนทำให้เขาเห็นอนาคตที่สดใส
บางทีอาจจะมีความเสี่ยงไม่น้อย แต่หากทำสำเร็จ สมาคมการค้าห้าแคว้น...หรือกล่าวว่าตระกูลลวี่ของพวกเขา ต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแน่
“ไป๋เฮ่อ เ้ารู้ผลลัพธ์ของการทำเช่นนี้หรือไม่?”
ลวี่หยวนเจี๋ยทนไม่ไหวอยากกล่าวเตือนจั๋วอวิ๋นเซียน เพื่อเลี่ยงเื่ยุ่งยากที่ไม่จำเป็
จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มรดกสืบทอดสำนักเทียนกงสำคัญมาก หากปรากฏขึ้นบนโลก เป็ไปได้มากว่าจะทำลายสมดุลที่ราชวงศ์ทั้งห้าแคว้นสร้างขึ้นมา ทวีปไท่เซวียนต้องเข้าสู่ความวุ่นวายแน่...”
“เพียงแต่ทวีปไท่เซวียนมีดวงตาแห่งสุญญตาคอยตรวจสอบอยู่ ยังมีพันธมิตรเซียนศักดิ์สิทธิ์คอยสะกดเอาไว้ จึงไม่มีทางเกิดความวุ่นวายขึ้น อย่างมากที่สุดก็มีแค่การต่อสู้ในวงแคบเท่านั้น”
จั๋วอวิ๋นเซียนเว้นจังหวะครู่หนึ่งจึงกล่าวเสริมว่า “แล้วก็ทะเลล่วนซิงกำลังรอการเยียวยา มีเพียงนำความขัดแย้งหันไปในทวีป ที่นี่จึงจะสามารถรวมเป็หนึ่งได้อย่างแท้จริง”
……
หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง ลวี่หยวนเจี๋ยกัดฟันกล่าวว่า “บอกมาเถอะไป๋เฮ่อ ธุรกิจครั้งนี้ข้าขอรับเอาไว้ เ้าอยากแลกเปลี่ยนอย่างไร? มีเงื่อนไขเช่นไร?”
จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ข้าจะมอบมรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงบางส่วนให้เ้า ในนั้นยังรวมไปถึงทักษะการสร้างลูกปัดเพลิงอัสนีกับค่ายกลหอคอยรวมิญญาด้วย สมาคมการค้าห้าแคว้นต้องขายให้ขั้วอำนาจต่างๆ ตามราคาของท้องตลาด รายได้ทั้งหมดพวกเราจะแบ่งกัน นอกจากนี้ข้ายังมีอีกสองเงื่อนไข หนึ่งคือช่วยสืบหาข่าวท่านพ่อของข้า สองคือช่วยข้าเตรียมการเื่บางอย่างในต้าถัง”
“ง่ายเช่นนี้เชียวหรือ?”
“มิได้ง่ายเลย หากเป็ขั้วอำนาจอื่นหรือคนอื่น คงยากจะทำได้ ข้าจึงเลือกมาทำธุรกิจกับเ้า”
เมื่อได้ยินคำตอบของจั๋วอวิ๋นเซียน ลวี่หยวนเจี๋ยกลับผ่อนลมหายใจออกมา “ข้ายังคิดว่าเ้าคิดจะยืมอำนาจของสมาคมการค้าห้าแคว้นโจมตีนิกายเซียนโม่เหมินเสียอีก”
จั๋วอวิ๋นเซียนถามกลับไปว่า “แล้วพวกเ้าจะยอมหรือ?”
ลวี่หยวนเจี๋ยรีบส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “เื่าเ็ทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ พวกเราไม่มีทางยอมแน่...ดูท่าเ้าจะเข้าใจพวกเราดีเลยกระมัง”
จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ว่าเป็ศัตรูหรือสหาย ก่อนจะรู้จักกันล้วนต้องทำความเข้าใจก่อน รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
ความจริงแล้วการสาดเมล็ดพันธุ์สำนักเทียนกงออกไป ทำให้ความ้านิกายเซียนโม่เหมินของขั้วอำนาจต่างๆ น้อยลงตามกาลเวลา นิกายเซียนโม่เหมินจะค่อยๆ ตกต่ำลงไปเอง
ถึงแม้จั๋วอวิ๋นเซียนจะมิได้ลืมความแค้น แต่เขากลับไม่เคยเก็บนิกายเซียนโม่เหมินมาไว้ในใจเลย
เมื่อตกตะลึงผ่านไปครึ่งวัน ลวี่หยวนเจี๋ยจึงได้สติกลับมา “ไป๋เฮ่อ เดิมทีข้ายังพอจะภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับเ้าแล้ว ถึงได้รู้ว่าความแตกต่างคืออะไร ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ข้าคิดว่านอกจากฮวงฝู่จิ่วเจินแห่งนิกายเซียนฮวงจี๋แล้ว ไม่มีใครที่เก่งกาจเทียบเ้าได้แล้ว”
“ประสบการณ์ของทุกคนไม่เหมือนกันก็เท่านั้น”
จั๋วอวิ๋นเซียนส่ายศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้เห็นด้วยกับคำเยินยอของลวี่หยวนเจี๋ย
นิกายเซียนฮวงจี๋เป็ถึงหนึ่งในสี่นิกายเซียนแห่งทวีปไท่เซวียน น่าเสียดายที่เขาออกทะเลมาสามปีแล้ว จั๋วอวิ๋นเซียนจึงไม่ได้รับรู้สถานการณ์ในทวีปมากนัก และไม่เคยได้ยินนามฮวงฝู่จิ่วเจินมาก่อน
เพียงแต่ลวี่หยวนเจี๋ยใช้คนผู้นี้มาเปรียบเทียบ ต้องมิใช่คนธรรมดาแน่ จั๋วอวิ๋นเซียนจึงแอบจดจำชื่อนี้เอาไว้
“คุณชายลวี่ พลังของบุตรแห่ง์ทั้งสิบเป็อย่างไร?”
จั๋วอวิ๋นเซียนก็ถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน ลวี่หยวนเจี๋ยอดมึนงงมิได้ หลังจากนั้นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “บุตรแห่ง์ทั้งสิบเป็เพียงการแข่งขันระหว่างห้าแคว้นเท่านั้น ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่ความจริงแล้วไร้ความหมายยิ่งนัก นอกจากเซียวอี้หลานกับเถี่ยมู่จ้านเฟิงแล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่มีค่าให้พูดถึง บุตรแห่ง์ที่แท้จริงก็คือศิษย์สืบทอดแห่งนิกายเซียนเ่าั้”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ลวี่หยวนเจี๋ยมองจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างจริงจัง “ถึงแม้ข้าจะไม่รู้พลังที่แท้จริงของพวกเขา แต่มีจุดหนึ่งที่ข้ามั่นใจ”
“อะไรหรือ?”
“เ้าในตอนนี้ยังเทียบพวกเขามิได้ แต่ในอนาคตพวกเขาต้องเทียบเ้ามิได้แน่”
“โอ้”
จั๋วอวิ๋นเซียนตอบรับ เขามิได้รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในใจของเขากำลังคิดเื่อะไรอยู่
ความจริงแล้วเขาไม่เคยคิดจะเปรียบเทียบกับใครมาก่อน และไม่เคยคิดจะแข่งขันอะไรด้วย ทว่าในเวลาส่วนมาก เขาไม่เทียบมิได้และไม่แข่งมิได้
โลกแห่งวิถีเซียน ไม่มีผู้ใดมีอิสระแท้จริง
