เมืองชิงจิง
เพื่อความปลอดภัย หวังเค่อจึงได้พักอยู่ในวังหลวงพร้อมเชิญกลุ่มมารมาเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน เรียกว่าศึกประชันต้องห้าม! กลุ่มศิษย์ลัทธิมารที่ชื่นชมฝีมือการเล่นไพ่ของหวังเค่อย่อมตอบรับอย่างยินดี
หลายวันนี้ยังช่วยให้หวังเค่อผ่านพ้น่เวลาของการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุดคนที่หวังเค่อรอก็มาถึง
ศิษย์ลัทธิมารทั้งหมดหยุดเล่นไพ่นกกระจอกก่อนคารวะอย่างนอบน้อม “ท่านเ้าตำหนัก!”
“ท่านอาทวด ในที่สุดท่านก็มา!” จูเยี่ยนส่งเสียงอย่างเศร้าโศก
จนถึงตอนนี้จูเยี่ยนก็ยังโดนจับมัดไว้ แม่งเอ๊ย บอกจะมัดข้าไว้สักพัก จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครคลายมัดให้! พอจูเยี่ยนเห็นจูหงอีมาถึง มันก็ร่ำร้องทันที
“เ้าตำหนักจู ไฉนท่านถึงมาอยู่นี่ได้?” หวังเค่อมองจูหงอีอย่างแปลกใจ
ไม่ใช่ตอนข้าขอให้คนช่วยส่งจดหมาย ข้าขอให้เนี่ยชิงชิงมาหรอกรึ? ไหงเป็จูหงอีเสียได้?
จูหงอีขมวดคิ้วมองดูห้องเล่นไพ่นกกระจอกที่เต็มไปด้วยอบายมุข โดยเฉพาะเมื่อเห็นจูเยี่ยนโดนจับมัดไว้ สีหน้ามันก็หม่นหมองลง
ก่อนสุดท้ายจะหันมามองหวังเค่อ “หวังเค่อ เ้าขวัญกล้านัก!”
“ข้า? ข้าทำอะไรผิด?” หวังเค่ออุทานอย่างใ
“ท่านอาทวด หวังเค่อมันสมคบคิดกับศิษย์ฝ่ายธรรมะ ข้าได้ยินเต็มสองหูว่าศิษย์ฝ่ายธรรมะทุกคนเรียกมันเป็รองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพา แถมนักโทษบนเกาะเทพัที่ถูกหวังเค่อปล่อยตัวมาข้าก็จำหน้าพวกมันได้คนหนึ่ง!” จูเยี่ยนพลันะโออกมา
“หุบปาก!” จูหงอีถลึงตาใส่จูเยี่ยน
จูเยี่ยน “…!”
ทำไมกัน? ทำไมข้าถึงต้องหุบปากด้วย? ทำไมท่านยังไม่โจมตีหวังเค่ออีก? ข้าอุตส่าห์หาข้ออ้างเปิดศึกให้ท่านแล้ว
“ใครใช้ให้เ้าส่งจดหมายหาชิงเอ๋อร์? หากข้าไม่เสนอตัวมาเอง เ้าก็คิดอยากให้ชิงเอ๋อร์มานี่? ช่วยเ้าสู้กับจื่อปู้ฝาน?” จูหงอีถลึงตา
หวังเค่อชะงัก! ใช่แล้ว ข้าคิดวางแผนตามนั้น แล้วมีปัญหาตรงไหน?
พอมองดูจูหงอีอีกที หวังเค่อก็เข้าใจในพริบตา! ครั้งนี้ข้าคิดไม่รอบคอบจริงๆ ข้าคิดถึงแต่เื่ตัวเองโดยลืมจูหงอีไปเสียสนิท
หนึ่งคืออดีตคนรักของจูหงอี อีกคนก็คอยตามตื้อจูหงอี? ข้าเรียกทั้งสองมาพบกัน ตัดสินชี้วัดใครใหญ่กว่า! หากข้าเป็จูหงอีที่อยู่ตรงกลางจะทำอย่างไร? มีแต่รักพี่เสียดายน้องทั้งนั้น!
หรือนี่ก็คือจริยธรรมในโศกนาฏกรรมครอบครัว?
มิน่าเล่าจูหงอีถึงหงุดหงิดจนต้องมาด้วยตัวเอง
“เ้าตำหนักจู ระ เื่นี้จะโทษข้าไม่ได้! ท่านไม่จัดการปัญหาความสัมพันธ์ให้ดีเองจนข้าซวยไปด้วย! จื่อปู้ฝานนั่นกำลังจะมาหาเื่ข้า!” หวังเค่อยิ้มขื่น
จูงหงอีถลึงตาใส่หวังเค่ออย่างเกรี้ยวกราด “เ้าหมายความว่ายังไงจัดการปัญหาความสัมพันธ์ไม่ดี? จื่อปู้ฝานเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”
“อืม เ้าตำหนักจู เื่นี้ไม่ตลกนะ เพราะปัญหาครอบครัวท่าน ข้ากับตระกูลข้าเลยกำลังจะถูกล้างบาง! ตัวท่านไม่อาจมีความสุขก็อย่าลากข้าไปเป็แพะรับบาปสิ! ข้าบริสุทธิ์นะ!” หวังเค่อกล่าวอย่างขมขื่น
“เหอะ!” จูหงอีแค่นเสียงเย็น
แต่การที่จูหงอีมายังเมืองชิงจิงด้วยตัวเองครั้งนี้ สามารถกล่าวได้ว่ามันคิดช่วยหวังเค่อสะสางปัญหากับจื่อปู้ฝาน
“แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจูเยี่ยนถึงโดนจับมัดไว้?” จูหงอีมองเหลนทวดอย่างสงสัย
“ท่านอาทวด เป็หวังเค่อ มันกับจางเจิ้งเต้ารวมหัวกันใส่ความข้า! จากนั้นยังให้ศิษย์ลัทธิมารพวกนี้จับข้ามัดไว้ด้วย! มันเป็สายลับของฝ่ายธรรมะ!” จูเยี่ยนฉวยโอกาสพูดออกมาทันที
“อ้อ?” จูหงอีขมวดคิ้วมองหวังเค่อ
“เ้าตำหนักจู เื่นี้โทษพวกเราไม่ได้! เมื่อสองสามวันก่อน กลุ่มศิษย์ฝ่ายธรรมะได้มาที่วังหลวง เป็จ้าวซื่อแห่งพรรคเซี่ยงชุ่น! มันมาพร้อมกับยอดมือกระบี่กลุ่มหนึ่ง!” หวังเค่ออธิบาย
“พรรคเซี่ยงชุ่น จ้าวซื่อขนศิษย์ฝ่ายธรรมะที่ประจำอยู่ในเมืองชิงจิงทั้งหมดมายังวังหลวง พวกเราต่างรู้หน้าค่าตากัน เดิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างไม่ยุ่งเกี่ยว!” มารตนหนึ่งอธิบาย
“ใช่แล้ว ทันทีที่ศิษย์ฝ่ายธรรมะเ่าั้มาถึง จูเยี่ยนก็ะเิไอมารออกมาเตรียมเปิดศึกกับพวกมัน! แต่จูเยี่ยนกลับโดนพวกมันกำราบในพริบตา!” หวังเค่ออธิบาย
จูหงอีมองจูเยี่ยนด้วยสีหน้าพิกล “ไม่ใช่เ้ามาเพื่อเกลี้ยกล่อมขุนนางเก่าหรอกหรือ? เหตุใดถึงได้เปิดศึกกับศิษย์ฝ่ายธรรมะทั้งหมดอย่างบ้าบิ่นเช่นนี้?”
“ขะ ข้าตอนนั้นสะกดรอยตามหวังเค่อมา ข้าไม่รู้ว่าศิษย์ฝ่ายธรรมะทั้งหมดจะมาด้วย ทั้งหมดเป็ความผิดหวังเค่อ!” จูเยี่ยนร่ำร้อง
“เื่บังเอิญรึ?” จูหงอีไม่ยอมเชื่อ
“ตอนนั้นต้องขอบคุณการเจรจาของข้าถึงช่วยชีวิตจูเยี่ยนไว้ได้! หลังจากนั้น พี่น้องลัทธิมารก็ยกพวกมาข่มกลุ่มฝ่ายธรรมะไว้ เพื่อช่วยชีวิตจูเยี่ยน พี่น้องลัทธิมารจึงยอมแบกรับความอัปยศ แม้พวกเขาจะสามารถจัดการศิษย์ฝ่ายธรรมะได้หมด แต่ก็ยอมปล่อยวางเพราะกลัวจูเยี่ยนจะโดนลูกหลงาเ็! สุดท้ายอุปสรรคทั้งหมดล้วนคลี่คลาย ช่วยเหลือจูเยี่ยนเอาไว้ได้!” หวังเค่ออธิบาย
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น!” จูเยี่ยนอุทาน
แม่งเอ๊ย พวกเ้าธรรมะอธรรมะตกลงปลงใจไม่สู้กันเอง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็เพราะมารกลุ่มนี้เล่นไพ่นกกระจอกเพลินจนมาช่วยข้าช้า พวกมันไม่รู้จะแก้ตัวกับท่านอาทวดยังไงก็เลยจับข้ามัดไว้
“หวังเค่อพูดถูก! เฮ้อ! ตอนที่จูเยี่ยนมาถึงเมืองชิงจิง พวกเราก็บอกมันแล้วว่าในเมืองมีศิษย์ฝ่ายธรรมะอยู่เยอะ ไม่เหมาะแก่การก่อเื่ แต่จูเยี่ยนมันดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ออกอาละวาดก่อเื่วุ่นวาย หากไม่ได้พี่หวังช่วยเหลือ พวกเราก็คงช่วยจูเยี่ยนไว้ไม่ได้!” มารตนหนึ่งให้ความร่วมมือทันที
พวกเราล้วนเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่ แต่หวังเค่อช่วยพูดสร้างความดีความชอบให้ บอกว่าพวกเราแบกรับความอัปยศเพื่อช่วยจูเยี่ยนอย่างยากลำบาก ในเมื่อเป็คำชมก็ไม่มีเหตุผลให้บอกปัด! อีกอย่าง นี่มีแต่ได้ทั้งนั้น หวังเค่อไว้หน้าพวกเรา พวกเราย่อมต้องช่วยส่งเสริม
เป็เช่นนี้ หวังเค่อกับเหล่ามารต่างบรรยายปากต่อปาก จูเยี่ยนกลายเป็ตัวร้ายจอมก่อเื่ หากพวกเราไม่ร่วมมือกัน ยอมทุ่มเทกำลังกายใจแบกรับความอัปยศ ก็คงไม่มีทางช่วยชีวิตจูเยี่ยนมาได้
จูเยี่ยนถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่
“ไม่ใช่นะ ท่านอาทวด อย่าไปฟังพวกมันพูดไร้สาระ หวังเค่อมันเป็สายลับที่ฝ่ายธรรมะส่งมา ศิษย์ลัทธิมารพวกนี้ก็ละเลยหน้าที่ พวกมันสาดโคลนใส่ความข้า!” จูเยี่ยนรีบอธิบาย
แต่จูหงอีไหนเลยจะยอมเชื่อ? แม่งเอ๊ย คนตั้งมากมายบอกว่าเ้าทำผิด เ้าไม่คิดย้อนมองดูตัวเองเลยรึ?
“เ้าตำหนักจู ท่านเห็นหรือยัง? จูเยี่ยนทำตัวแบบนี้ พวกเราเองก็หมดหนทาง กลัวว่ามันจะไปหาที่ตายอีก! ข้าเลยเสนอให้จับจูเยี่ยนมัดไว้ไม่ให้มันไปไหน! อย่างไรเสีย ท่านก็ขอให้พี่น้องมารทั้งหลายช่วยปกป้องจูเยี่ยน แต่ด้วยความสามารถในการก่อเื่ของมัน ต่อให้ทุกคนมีสามเศียรหกกรก็ช่วยคุ้มกะลาหัวมันทุกวันไม่ได้! หากท่าน้าคาดโทษ ก็โทษข้าได้เลย!” หวังเค่อถอนหายใจ
“ท่านเ้าตำหนัก พวกเราจับจูเยี่ยนมัดไว้เอง ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่หวัง! ท่านเ้าตำหนักฝากให้พวกเราดูแลจูเยี่ยน แต่มันเพิ่งมาถึงเมืองชิงจิงก็หาเื่จนเกือบตาย! พวกเราเองก็กลัวเหมือนกัน!” มารตนหนึ่งะโทันที
“ท่านเ้าตำหนัก หากจะโทษก็โทษพวกเราเถอะ!” ฝูงมารพากันร้องระงม
“ไม่ใช่แบบนั้น ท่านอาทวด ท่านต้องเชื่อข้านะ!” จูเยี่ยนเอ่ยอย่างร้อนรน
“ได้!” จูหงอีแค่นเสียงเย็น “ไว้ข้าค่อยคิดบัญชีเ้าทีหลัง!”
จูเยี่ยน “…!”
แม่งเอ๊ย ทำไมข้าถึงต้องซวยตลอด?
“พวกเ้าไม่ต้องโทษตัวเอง พวกเ้าทำถูกแล้ว!” จูหงอีส่ายหน้าให้หวังเค่อกับคนที่เหลือ
“ขอบคุณท่านเ้าตำหนักที่เข้าใจ!” ฝูงมารพากันคารวะ
“หวังเค่อ? จูเยี่ยนเพิ่งบอกว่าเ้าเป็รองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพาพรรคเทพหมาป่า์? อีกอย่าง ไม่นานมานี้ข้ายังได้ยินมาว่าเ้าเปิดบริษัทเสินหวังด้วย?” จูหงอีมองหวังเค่อก่อนเอ่ยเสียงเข้ม
จูเยี่ยนตาลุกวาว มาแล้ว ท่านอาทวดยังรักข้าอยู่ ท่านกำลังช่วยข้า หวังเค่อ ดูซิว่าเ้าจะแก้ตัวอย่างไร
เหล่ามารต่างพากันมองหวังเค่ออย่างสงสัย
“ถูกต้อง! เ้าตำหนักจู ท่านก็ทราบนี่! ครั้งก่อนบนเกาะเทพั มารอริยะเองก็อยู่ด้วย! ไม่ใช่ข้าพูดต่อหน้าพวกท่าน? ข้าเป็ศิษย์ของเฉินเทียนหยวน! ข้าจงใจปล่อยตัวนักโทษบนเกาะเทพัไป นักโทษกลุ่มนั้นกลายเป็ที่ปีนให้ข้าในพรรคเทพหมาป่า์ ทำให้ข้าได้รับแต่งตั้งเป็รองหัวหน้าตำหนักหมาป่าบูรพา!” หวังเค่ออธิบาย
“เอ๋? ทะ ทำไมเ้าถึงสารภาพออกมา?” จูเยี่ยนมองด้วยสีหน้าแตกตื่นใ
เวลาแบบนี้เ้ายังกล้าพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้ง? ไม่กลัวตายบ้างหรือไร?
“มารอริยะ?” จูหงอีมุ่นคิ้ว
“ใช่แล้ว ท่านเองก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? มารอริยะอนุญาตให้ข้าทำเื่นี้! ข้าก็ทำสำเร็จไง!” หวังเค่อตอบอย่างสงบ
จูหงอีปั้นหน้าพิกล ตอนนั้นตัวมันอยู่ด้วยก็จริง แต่พวกเราแค่คิดว่าเ้าโม้เล่นเฉยๆ! ใครจะคิดว่าเ้าจะไต่เต้าทีละก้าวในพรรคเทพหมาป่า์ได้แบบนี้ ขนาดมารอริยะเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน!
“เื่นั้นช่างก่อน บอกข้าสิว่าบริษัทเสินหวังเ้านี่มันอะไร?” จูหงอีเอ่ยเสียงเข้ม
“ท่านอาทวด เื่นี้ปล่อยผ่านได้ยังไง? ท่านไม่ถามเหตุผล? มันเข้าร่วมฝ่ายธรรมะได้ยังไง? ทำไมท่านไม่ถาม!” จูเยี่ยนกล่าวอย่างลนลาน
“เ้าหุบปาก ท่านเ้าตำหนักไม่กังขา ท่านมารอริยะก็ทราบเื่! เ้ามองไม่ออกรึ? พี่หวังก็คือสายลับ! สมองเ้ามีแค่นี้ขึ้นเป็อ๋องต้าชิงได้ยังไงกัน?” มารตนหนึ่งถลึงตา
จูเยี่ยน “…!”
หวังเค่อมองจูหงอีก่อนอธิบาย “บริษัทเสินหวัง? พูดไปแล้ว นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับฝ่ายธรรมะ แต่เป็ธุรกิจของข้าเอง! เ้าตำหนักจู ท่านก็รู้ว่าถึงข้าได้มารอริยะแต่งตั้งเป็นายท้ายเทพั แต่ศิษย์ประจำสาขานอกจากเนี่ยชิงชิงที่ยอมเป็รองนายท้ายเทพัแล้วก็ไม่มีใครอีก ข้าต้องกินต้องใช้ แถมต้องคัดศิษย์อีกต่างหาก! ข้าไม่มีเงินแล้วควรทำอย่างไร?”
“หา?” จูหงอีเอ่ยอย่างมึนงง
“ข้าคิดหาวิธี ก็เลยเปิดบริษัทเสินหวังขึ้นมาหาเงินจากศิษย์ฝ่ายธรรมะ! เป็รายได้เสริมจุนเจือครอบครัว!” หวังเค่ออธิบาย
“หาเงินจากศิษย์ฝ่ายธรรมะเพื่อเสริมสร้างพรรคสาขาเกาะเทพัแห่งลัทธิมารเรา? พี่หวัง ท่านนี่ขวัญกล้ายิ่งนัก ข้านับถือท่าน!” กลุ่มมารพากันอุทาน
“บริษัทเสินหวังของหวังเค่อนี่ตั้งมาเพื่อช่วยเหลือฝ่ายธรรมะ! มันช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ฝ่ายธรรมะ! ทั้งหมดเพื่อฝ่ายธรรมะ! ข้าได้ยินมาเต็มหู แถมข้ายังอ่านนโยบายประกันของมันแล้วด้วย!” จูเยี่ยนกัดฟันโต้แย้ง
ถึงในใจจูเยี่ยนจะยอมรับว่าหวังเค่อตั้งใจหาเงิน แต่ขอเพียงสามารถยัดยาหวังเค่อได้ จะให้ทำอะไรมันก็ยอมทั้งนั้น
“บริษัทเสินหวัง ตั้งมาเพื่อหาเงิน?” จูหงอีถามเสียงเข้ม
“นี่คือนโยบายประกันที่จูเยี่ยนกล่าวถึงเมื่อครู่ นี่คือสินค้าที่เราขาย!” หวังเค่อนำนโยบายประกันออกมา
จูหงอีชะงักไปเล็กน้อยก่อนกวาดตาอ่าน
“พี่หวัง ท่านนี่รู้จักทำธุรกิจโดยแท้ แค่เศษกระดาษแผ่นเดียว ได้ยินว่าท่านขายราคาห้าพันชั่งศิลาิญญา ท่านพาพวกเราพี่น้องไปทำเงินด้วยได้หรือไม่?” มารตนหนึ่งยิ้มแย้ม
“พวกท่านอยากขายประกัน? ได้อยู่แล้ว! ท่านขายได้ ข้าก็จะแบ่งค่าคอมให้ ขายแค่ศิษย์ฝ่ายธรรมะไม่ง่าย เราก็ขายให้ศิษย์ฝ่ายอธรรมด้วย! มาเถอะ พวกท่านเอาไปอ่านก่อน!” หวังเค่อนำนโยบายประกันออกมาแจกจ่ายให้ทุกคน
ทุกคนพากันศึกษาอย่างตั้งใจ
เื่นี้เกี่ยวพันถึงเงินทองมหาศาล! เหล่ามารย่อมยินดีพร้อมยอมรับ
มีเพียงจูหงอีที่มองแก่นแท้ของประกันออก
“หวังเค่อ ข้าอ่านนโยบายประกันนี่แล้ว ถึงเ้าจะพยายามทำเงิน แต่ก็เป็การช่วยคลายความกังวลให้ศิษย์ฝ่ายธรรมะ เพิ่มพูนขวัญกำลังใจแก่พวกมัน! เป็ผลร้ายต่อลัทธิมารเรา!” จูหงอีเอ่ยเสียงเย็น
“ใช่ ใช่ ท่านอาทวด หวังเค่อมัน้าทำร้ายลัทธิมาร!” จูเยี่ยนส่งเสียงทันที
“เ้าตำหนักจู ท่านกล่าวผิดแล้ว บริษัทเสินหวังข้าไม่แบ่งแยกธรรมะอธรรม! เป็บริษัทการค้าของแท้ ไม่ยุ่งเกี่ยวความบาดหมางระหว่างธรรมะอธรรม! เมื่อครู่ท่านก็ได้ยินแล้ว ข้าขายประกันให้ศิษย์ฝ่ายธรรมะ และยังคิดขายประกันให้ศิษย์ฝ่ายอธรรมด้วย! เพียงแต่บริษัทเสินหวังเพิ่งก่อตั้ง ธุรกิจยังไม่ทันได้เติบโตขยายสาขา! ตอนนี้เลยขายได้เพียงเท่านี้! หรือถ้าเกิดท่านเ้าตำหนักจูช่วยข้าโฆษณาให้ศิษย์ลัทธิมารมาซื้อประกันกับข้าคนละฉบับ ก็สามารถนับเป็การเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ศิษย์ลัทธิมารได้เช่นกัน ท่านว่าไหม?” หวังเค่อมองจูหงอีพลางเอ่ยอย่างคาดหวัง
จูหงอีหน้าแข็งค้าง แม่งเอ๊ย ให้ข้าช่วยเ้าโฆษณา? ประกันบัดซบนี่ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็อุบายโกงเงิน! ห้าพันชั่งศิลาิญญารับประกันห้าปี? ใน่ห้าปีจะมีมารล้มตายสักกี่ตน?
“ไม่ได้ให้เปล่านะ! ข้าพร้อมจ่ายค่าโฆษณาด้วย! ขอเพียงเ้าตำหนักจูสนับสนุนการค้าของข้า ช่วยร่วมมือกับบริษัทเสินหวัง ข้าก็ยินดีจ่ายศิลาิญญาหนึ่งล้านชั่งให้เป็ค่าตัว!” หวังเค่อเอ่ย
เหล่ามารพากันเบิกตากว้างก่อนสูดลมหายใจเย็นเยียบ
ศิลาิญญาล้านชั่ง? หวังเค่อเสียสติไปแล้ว? เงินมากมายปานนี้?
กระทั่งจูเยี่ยนยังเบิกตาโพลง ไม่อาจเข้าใจความคิดหวังเค่อได้
“ให้ข้าช่วยโฆษณาประกันเ้า? โฆษณาอย่างไร?” จูหงอีเผยสีหน้าพิลึก
“สำหรับการโฆษณา ข้าจะขอให้จิตรกรมืออาชีพวาดภาพเหมือนขนาดเท่าตัวจริงท่านประทับลงในเล่มประกัน แขวนภาพเหมือนท่านไว้ทั่วเมืองเซียนตลอดสิบหมื่นมหาบรรพต ขณะเดียวกัน ข้าก็ยังจะขอให้ยอดนักหลอมศาสตราช่วยสร้างของวิเศษบันทึกเสียง จากนั้นเผยแพร่คำโฆษณาของท่านออกไปทั่วสิบหมื่นมหาบรรพต! แน่นอนว่าหากท่านเ้าตำหนักจูเต็มใจ ข้ายังสามารถช่วยท่านเขียนบทเพลงชวนให้ใจเต้น ขับเน้นความหล่อเหลาของท่านให้กลายเป็ไอดอลของหญิงสาวทั่วสิบหมื่นมหาบรรพต! เป็ผู้พิฆาตนารี!” หวังเค่อยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น
“เหลวไหล!” จูหงอีถลึงตา
“เ้าตำหนักจู ท่านไม่ต้องห่วง ศิลาิญญาล้านชั่งเป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากบริษัทเสินหวังเราจัดส่งสินค้าแล้ว หากท่านโด่งดังขึ้นมา เราค่อยมาคุยเื่ค่าตอบแทนกันอีกที! เ้าตำหนักจู เพื่อลัทธิมาร ท่านเองก็สามารถลองทำเพื่ออนาคตของศิษย์ลัทธิมารได้! ถึงตอนนั้น ไม่เพียงศิษย์ลัทธิมารทั้งหมดจะผนึกใจรวมเป็หนึ่ง แต่ท่านเองยังจะได้เป็ไอดอลของผู้คนทั่วหล้า!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อมอย่างตื่นเต้น
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มมารกับจูเยี่ยนปากอ้าตาค้างไปนานแล้ว หวังเค่อมันพูดเื่อะไร? ทำไมยิ่งฟังยิ่งพิลึกพิลั่นเข้าไปทุกที? เ้าอยากให้เ้าตำหนักดังกระฉ่อนไปทั่วสิบหมื่นมหาบรรพต? แล้วยังร้องเพลงอีก? เ้าอยากให้เต้นประกอบจังหวะด้วยเลยไหมล่ะ?
“ผายลม!” จูหงอีถลึงตา
“เ้าตำหนักจู ข้อเสนอของข้าท่านมีแต่ได้ไม่มีเสีย! ท่านลองดูได้นะ!” หวังเค่อยังตะล่อมต่อ
จูหงอีมองหวังเค่อด้วยใบหน้าดำคล้ำ “มารอริยะเลือกเ้าเป็นายท้ายเทพัได้ยังไง?”
“ทำไม? มีอะไรผิดตรงไหน? ข้าก็แค่อยากพัฒนาสาขาเกาะเทพัเลยตั้งธุรกิจขึ้นมาหาเงินเพื่อคัดเลือกศิษย์ ท่านเ้าตำหนัก เนี่ยชิงชิงตอนนี้ก็เป็คนในสังกัดสาขาเกาะเทพั วันใดที่สิ้นไร้เงินตรา ท่านทราบหรือไม่ว่าจะลำบากยากเข็ญปานไหน? ข้าทำเงินมากมายเพื่อให้เนี่ยชิงชิงได้ใช้จ่ายอย่างไม่ต้องกังวล! เ้าตำหนักจู ท่านสมควรช่วยข้าโฆษณาธุรกิจถึงจะถูก!” หวังเค่อกล่าวด้วยสีหน้าหดหู่
“เหอะ เอาไว้ถ้าเ้าเกลี้ยกล่อมให้มารอริยะช่วยเ้าโฆษณาได้ ข้าจะยอมช่วยเป็อย่างไร?” จูหงอีเอ่ยเสียงเย็น
“จริงนะ? งั้นตกลงตามนี้!” หวังเค่อตามเป็ประกายทันที
จูหงอี “…!”
