บทที่ 87 ได้เพลิงภูตมาอย่างมึนงง
การตอบสนองของจินหยินซินหลุดจากที่เยี่ยลั่วเหิงและเยี่ยเชียนชิวคาดการณ์เอาไว้โดยสมบูรณ์ ขณะที่พวกเขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จินหยินซินกลับโยนิญญาเพลิงสีม่วงในมือออกไปเสียอย่างนั้น
เยี่ยลั่วเหิงและเยี่ยเชียนชิวไม่สนใจจินหยินซินอีก จากการร่วมมือจู่โจมกลายเป็การปะทะกันเองเพื่อชิงิญญาเพลิง
“เคร้ง เคร้ง... ” ทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก เข้าปะทะกันหลายกระบวนท่าในเสี้ยววินาที ทว่าด้วยคลื่นลมปราณที่ถูกปล่อยออกมาทำให้ิญญาเพลิงปลิวไปไกลถึงไหนต่อไหนก็ไม่อาจทราบ
“รีบหนีไปสิ นั่นมันขบวนสัตว์อสูร... ” จินหยินซินะโลั่น ทำอย่างกับว่าิญญาเพลิงไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว เปลี่ยนทิศเผ่นหนีไปที่อีกฟากของูเาไฟทันที
ได้ยินเสียงะโของจินหยินซิน เยี่ยเชียนชิวและเยี่ยลั่วเหิงถึงกับหัวเราะเย็นะเื เ้าจินหยินซินนี่ช่างไม่รู้จักหาข้ออ้างที่ฟังขึ้นเอาเสียเลย บริเวณรอบูเาไฟแบบนี้จะไปมีขบวนสัตว์อสูรมาจากไหนกัน สัตว์อสูรพวกนั้นใูเาไฟะเิจนหนีกระเจิงไปหมดแล้ว แค่จะหาสักตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ยังยากเลย แต่สีหน้าของพวกเขากลับต้องตกตะลึง หรือจะเรียกว่าผงะไปก็ไม่ผิดนัก เพราะเมื่อได้เห็นคลื่นสีแดงลูกหนึ่งที่กำลังหลั่งไหลเข้าหาแบบมืดฟ้ามัวดิน บรรดาสัตว์อสูรพากันกะพริบแสงจากเปลวเพลิงพุ่งเข้าหาพวกเขาราวกับคลื่นน้ำเตรียมสาดซัด
เยี่ยเชียนชิวและเยี่ยลั่วเหิงสับสนไปหมดแล้ว พวกเขาเห็นปลาขนาดั์ะโไปบนพื้นดิน ในปากยังพ่นลาวาสีแดงเพลิงออกมาอีกต่างหาก ตามด้วยงูเพลิงั์ที่ตัวใหญ่ราวกับถังน้ำ ไหนจะยังกิ้งก่าเพลิงที่ขนาดแทบเท่ากับจระเข้ ปูั์ที่มีเปลวไฟอาบทั้งตัวแถมยังใหญ่ถึงจั้งกว่า
“นี่... นี่มันตัวประหลาดอะไรกันแน่... นี่มันบนบกนะ! ” สมองของเยี่ยเชียนชิวคิดอะไรไม่ออก ถึงกับลืมิญญาเพลิงไปเสียสนิท คลื่นเปลวเพลิงที่หลั่งไหลเข้าใส่ราวจะแผดเผาธาตุทั้งหมดในอากาศได้อย่างไรอย่างนั้น แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นทำให้เขารู้ว่าหากถูกคลื่นขบวนนี้กลืนเข้าไป พวกเขาคงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกในเสี้ยววินาทีแน่นอน
“ไอ้สมควรตาย นั่นมันใครกัน... ” ในตอนนั้นเองที่เยี่ยลั่วเหิงพบว่าหน้าขบวนคลื่นเปลวไฟมีคนผู้หนึ่งบินซวนไปเซมา เมื่อพิจารณาก็เห็นว่าร่างกายถูกเผาจนดำ แม้แต่บนเสื้อผ้ายังมีแสงไฟลุกเป็ดวงๆ อยู่ด้วยซ้ำ ทว่าเ้าตัวกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาหนีไปทางเขาอย่างสุดชีวิต
“เหมือนจะเป็ปีก์ หรือจะเป็คนจากตระกูลซู... ” เยี่ยเชียนชิวถึงกับขมวดคิ้ว แต่ตอนนี้เขาก็ไม่สนแล้วว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร เขาพุ่งไปยังิญญาเพลิงสีม่วง ขอแค่แย่งิญญาเพลิงได้ ก็จะรีบหนีออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เื่นี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว คงไม่ใช่เป็เพราะอสูรลาวาที่ควรอยู่ในลาวาััถึงิญญาเพลิงได้จึงพุ่งขึ้นฝั่งมาหรอกกระมัง ทำเอาเขายิ่งคาดหวังกับิญญาเพลิงดวงนี้ยิ่งขึ้นอีกหลายส่วนที่เดียว
“ฝันไปเถอะ เพลิงภูตมันเป็ของข้า... ” เยี่ยลั่วเหิงไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก เขาเคลื่อนไหวช้าไปก้าวหนึ่ง แต่กลับใช้มือรั้งขาของเยี่ยเชียนชิวไว้ทันอย่างสุดแรง
เพียงมือของเยี่ยเชียนชิวก็คว้าเอาิญญาเพลิงไว้ได้ ร่างกายพลันสั่นสะท้านขึ้นเสียอย่างนั้น เขาถูกสะบัดออกอย่างไม่อาจบังคับตัวเองได้ ิญญาเพลิงในมือเองก็ขัดขืนเช่นกัน พลังเปลวไฟอันรุนแรงแทบแผดเผาทะลุเกราะแขนของเยี่ยเชียนชิว อุณหภูมิที่สูงจนน่าพรั่นพรึงทำเอาเขาถึงกับต้องกรีดร้องด้วยความเ็ป ฝ่ามือจึงเผลอคลายออกอย่างห้ามไม่อยู่
ิญญาเพลิงสีม่วงจึงหลุดมือไป ลอยกลับไปทางขบวนคลื่นสัตว์อสูรเสียแล้ว เยี่ยเชียนชิวได้แต่คำรามอย่างโกรธแค้นจากนั้นก็ะโสบถมั่วซั่วพลางคิดจะหันร่างหนีแต่เพราะจู่ๆ ก็ต้องพบว่าร่างกายของตนถูกเยี่ยลั่วเหิงจับสะบัดโยนไปทางขบวนคลื่นสัตว์อสูรเสียแล้ว ััได้ถึงความร้อนอันน่าพรั่นพรึงทะลวงผ่านเสื้อเกราะเขาสู่ร่างเนื้อ รู้สึกเหมือนแม้แต่เส้นผมก็พลอยถูกเผาจนไหม้ไปด้วย มีหรือจะยังกล้าไล่ตามิญญาเพลิงอีก
เยี่ยลั่วเหิงเองก็เริ่มสับสนเข้าแล้ว เขาโกรธว่าเมื่อครู่ตนทำเื่โง่ขนาดนั้นไปได้อย่างไร การที่สะบัดเยี่ยเชียนชิวไปทางขบวนคลื่นอสูร ทำให้ิญญาเพลิงพลอยหนีไปทางขบวนคลื่นสัตว์อสูรด้วย เขาได้แต่รู้สึกสิ้นหวังจนทำได้เพียงเบือนหน้าหนี
เป็โชคชะตาที่ดีเสียเหลือเกิน!
เพลิงภูตหนึ่งลูกที่แสนยิ่งใหญ่! เพิ่งออกมาสู่โลกก็มีสติปัญญาแล้ว ถึงกับรู้จักหนีเอาชีวิตรอดไปในหมู่ขบวนคลื่นสัตว์อสูรเสียด้วย แม้เยี่ยลั่วเหิงจะทะนงตัว ทว่าเขาไม่คิดว่าการไล่ตามิญญาเพลิงไปจะเอาชีวิตรอดออกจากขบวนคลื่นสัตว์อสูรได้
……
ลั่วถูรู้สึกว่าร่างกายที่สะสมพลังิญญาอันน้อยนิดมาได้อย่างยากลำบากถูกผลาญไปจนเกลี้ยง ถ้าไม่ใช่เพราะปีก์เกรงว่าป่านนี้เขาคงถูกคลื่นเพลิงกลืนกินไปนานแล้ว แม้เขาจะเคลื่อนพลังวิชาเต่าลึกลับแบกหินอย่างสุดชีวิตก็แล้ว แต่เป็เพราะเท้าไม่แตะพื้น กลับทำให้ผลลัพธ์ออกมาย่ำแย่มาก ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหรือแท้จริงแล้วภาพเต่าลึกลับแบกหินสื่อถึงการยืมพลังจากพื้นดิน ถึงได้ทำให้เขาฟื้นฟูร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้น แม้เขาจะสามารถยืมพลังของเพลิงนรกต้นกำเนิดไปเปลี่ยนเป็พลังธาตุเพลิงมาใช้ได้ ทว่าลูกเพลิงที่พุ่งเข้าใส่ราวะุยิงเข้าโจมตีจากด้านหลังไม่หยุด พลังที่เคยมีก็ถูกใช้จนทะลุขีดจำกัดไปแล้ว ความโชคดีเพียงอย่างเดียวคือเมื่อเขาขึ้นฝั่งจากธารลาวาแล้ว อสูรลาวาด้านหลังแม้จะยังเยอะเช่นเดิม แต่พวกมันไม่สามารถพ่นลาวาใส่เขาได้แล้ว ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นมากทีเดียว
เดิมทีลั่วถูคิดว่าขอเพียงขึ้นฝั่งได้ อสูรลาวาคงทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว ทว่าเขาคิดผิด อสูรลาวาพวกนี้ส่วนมากเป็สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ถึงกับตามเขาขึ้นฝั่งได้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เองลั่วถูจึงได้แต่หนีไปทางูเาไฟ เขาคิดจะใช้ภูมิประเทศอันเป็เนินสูงของทางูเาสลัดอสูรลาวาครึ่งบกครึ่งน้ำที่ไล่หลังทิ้งไป เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่า ขณะที่เข้าเขตูเาไฟ กลับต้องพบว่าที่ปล่องูเาไฟยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายร้อยกำลังโรมรันกันได้ที่ แถมยังเห็นอีกว่าในลาวาทีู่เาไฟพ่นออกมา มีแสงสะท้อนจากมณีซึ่งเต็มไปด้วยพลังิญญาอัดแน่น เขาเข้าใจในทันทีเ้าสิ่งนั้นคือมณีิญญา จากนั้นสายตาของเขาจับจ้องไปที่เปลวเพลิงสีม่วงดวงหนึ่ง ที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ แถมยังกลืนกินพลังธาตุเพลิงอย่างบ้าคลั่งไม่รู้จบจนทำให้มันมีสติปัญญาขึ้นมาได้ และบรรดาศิษย์าผู้มีลมปราณแข็งแกร่งเหนืุ์มนากำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน มีหรือเขาจะไม่เข้าใจ เปลวไฟสีม่วงดวงนี้แข็งแกร่งยิ่งว่าดวงที่เขาขโมยมาจากโอวหยางเสี่ยวม่อและพรรคพวกมากนัก มันต้องเป็เพลิงภูตแน่ ขณะที่เขาคิดจะเร่งความเร็วพุ่งตามไป กลับต้องพบว่าเปลวไฟสีม่วงกลับลอยเข้าหาตนอย่างกับลูกศรเสียแทน
ลั่วถูเอี้ยวตัวเล็กน้อยจากนั้นใช้มือตะปบลงไปตามสัญชาตญาณ
“ตุบ... ” ลั่วถูรู้สึกได้ถึงพลังความร้อนสายหนึ่งแล่นเข้าสู่ร่างกายของเขา ราวกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก อย่างกับจะะเิเืในร่างกายของเขาในเสี้ยววินาทีนั้น... และในตอนนั้นเองที่พลังของเพลิงนรกต้นกำเนิดในจิติญญาของเขาถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลและกลืนเปลวไฟที่เข้ามาในร่างของเขาราวกับหลุมดำทันที ขณะที่กำลังเคลื่นพลังก็เปลี่ยนมันเป็พลังิญญาหล่อเลี้ยงร่างกายที่แสนขาดแคลนพลังิญญาของเขาทันที
“เพลิงภูต... ” ลั่วถูตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่เคยคาดหวังเื่เช่นนี้สักนิด คิดเพียงอยากหลบหลีกยอดฝีมือศิษย์าทั้งหลายก็พอ ไม่คิดเข้าร่วมการแย่งชิงเพลิงภูตด้วยซ้ำ ทว่ากลับถูกเพลิงภูตปลิวมาชนแขนอย่างน่าประหลาดเข้าเสียอย่างนั้น แถมยังปล่อยพลังิญญาสุดแกร่งออกมาจนทำให้ลมปราณของเขาไหล่คล่องตัวยิ่งขึ้นไปอีก
สมบัติวิ่งมาหาถึงตรงหน้าทั้งทีลั่วถูจะมัวเกรงใจอยู่ได้อย่างไร พลังของเพลิงภูตน่าหวาดหวั่นเป็ที่สุด คนอื่นที่แย่งชิงเพลิงภูตล้วนสวมถุงมือป้องกันอย่างดีนั่นก็เพื่อป้องกันเปลวเพลิงอันร้อนแรงของเพลิงภูตแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ทว่าลั่วถูกลับไม่สนสักนิด แถมดูเหมือนเขาจะไม่มีภาชนะสำหรับเก็บเพลิงภูตได้เลย คิดได้ดังนั้นก็หยิบเอาน้ำเต้าสีม่วงทองออกมา จัดการสูบเพลิงภูตเข้าไปในเสี้ยววินาที แต่การที่ข้างในมีเพลิงอสูรอยู่แล้วดวงหนึ่ง จะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่นั้น ลั่วถูตอนนี้ไม่ได้คิดถึงเื่ดังกล่าวแม้แต่น้อย เมื่อเก็บเพลิงภูตสำเร็จก็เก็บน้ำเต้าเข้าแหวนมิติทันที
เื่ที่ลั่วถูที่เก็บเพลิงภูตเข้าน้ำเต้าเป็เื่ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ส่วนทางด้านเยี่ยลั่วเหิง จินหยินซินและเยี่ยเชียนชิวกำลังเผ่นหนีสุดชีวิต ไม่กะใจไปสนว่าเพลิงภูตถูกใครเก็บไปแล้ว เพราะเมื่อพวกเขาเห็นเพลิงภูตบินไปทางคลื่นสัตว์อสูร ในใจก็หมดหวังทันทีและไม่คิดถึงเื่อื่นอีกเลย แม้แต่มณีเพลิงิญญาก็ไม่คิดเก็บด้วยซ้ำ ตั้งหน้าตั้งตาหนีเอาชีวิตรอดอย่างเดียว
เมื่อได้รับเพลิงภูตมาลั่วถูจะยังกล้าหนีไปพร้อมคนกลุ่มนั้นได้อย่างไร แต่ตอนนี้บางทีอาจเป็เพราะอุปสรรคด้านภูมิประเทศ ที่ช่วยชะลอความเร็วของขบวนคลื่นอสูรลาวาลง แม้จะยังมีอสูรครึ่งบกครึ่งน้ำอีกไม่น้อยที่มีความเร็วด้านการปีนป่ายสูงไม่เบา แต่อย่างไรเสียกับทางขึ้นเขาเช่นนี้ หากเทียบกับการบินของลั่วถูแล้วยังนับว่าห่างกันหลายขุม กอปรกับูเาไฟที่ปะทุออกมาพร้อมกับมณีจำนวนมาก สัตว์อสูรลาวาบางส่วนจึงถูกมณีเพลิงิญญาดึงดูดความสนใจไป ความเร็วของขบวนคลื่นสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลจึงค่อยๆ ลดลง
เมื่อเห็นว่าขบวนคลื่นสัตว์อสูรช้าลงไป เยี่ยเชียนชิวและคนอื่นๆ ยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้นทันทีว่าพวกตนคาดเดาได้ถูกต้อง ฝูงสัตว์อสูรลาวาต้องถูกเพลิงภูตดึงดูดจึงตามมาแน่ และที่พวกมันถอยกลับไป นั่นหมายความว่าเพลิงภูตถูกสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งได้ไปแล้ว แม้พวกในใจของเขาจะผิดหวังอย่างสุดแสน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก ทำได้เพียงมองทัพสัตว์อสูรลาวาล่าถอยกลับไป เมื่อพวกเขากลับไปค้นหาบุคคลที่หนีอยู่หน้าขบวนคลื่นสัตว์อสูรจนหน้าตั้ง กลับไม่เห็นใครสักคน แถมยังเดาไม่ออกว่าตัวตนของฝ่ายตรงข้ามแท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่ อย่างไรเสียตอนนั้นรูปร่างของคนนั้นก็น่าอนาถเกินทน หน้าตาถูกเผาจนดำมะเมื่อม จึงไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามหน้าตาเป็อย่างไร
พวกเขาไม่รู้เอาเสียเลยว่าหลังจากลั่วถูซ่อนตัวจากพวกเขา ใช้ปีก์บินไปซอกเขาแห่งหนึ่ง จากนั้นเก็บปีก์ไป นำน้ำสะอาดออกมาจากแหวนมิติมาล้างหน้าล้างตา จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า เท่านี้ก็เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว มิหนำซ้ำยังเดินเข้าไปปะปนในกลุ่มศิษย์าที่ได้แต่อ้าปากค้างมองไปที่ปลาฉื่อเยี่ยนขนาดั์หลายตัวที่ะโโยกไปเยกมาลงเขาจากไป
แน่นอนว่า เมื่อได้เห็นฝูงปูั์ลาวาค้นหามณีเพลิงิญญาท่ามกลางลาวาที่เดือนพล่าน ทันใดนั้นลั่วถูได้พบว่าคำทำนายเื่ทิศทางของตระกูลถังเฝยไม่กี่วันก่อนที่ทำนายไว้อาจถูกต้องก็เป็ได้ ต้องเดินหน้าไปทางูเาไฟถึงจะค้นหาสมบัติได้มากขึ้น ไม่เพียงมณีเพลิงิญญาแต่รวมไปถึงเพลิงอสูร เพลิงภูตเสียด้วยซ้ำ... ทว่าเขากลับไม่เชื่อคำทำนายเสียอย่างนั้น!
