ชูชิงลอบมองเถาอี้เฉินอย่างพิจารณา วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อน ขับให้ใบหน้าคมเข้มผิวสีน้ำผึ้งดูโดดเด่นและมีเสน่ห์เหลือร้าย คิ้วเข้มพาดเฉียงดั่งกระบี่ขมวดมุ่นเข้าหากัน รับกับดวงตาคู่คมกริบและจมูกโด่งเป็สัน
ชั่วแวบหนึ่ง เธอเห็นแววตาที่เคยมองคนด้วยความเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่นอ่อนโยน
ตาฝาดหรือเปล่านะ? หรือวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก? คนอย่างเถาอี้เฉินเนี่ยนะจะมีเมตตาจิตกับเขาเป็ด้วย
ชูชิงขยี้ตาตัวเองแรงๆ หนึ่งที พอเพ่งมองอีกครั้ง ก็พบว่าใบหน้าของเถาอี้เฉินกลับมาเรียบเฉยเ็าดั่งูเาน้ำแข็งตามเดิม
เมื่อเห็นดังนั้น ชูชิงจึงตัดสินใจเอ่ยปากชมออกไปตามตรง “คุณหล่อมากเลยค่ะ เห็นแล้วเจริญหูเจริญตา กินข้าวก็รู้สึกอร่อยขึ้นมาเลย”
สำหรับชูชิง คำพูดนี้ไม่ใช่การป้อยอ แต่เป็ความจริงจากใจที่กลั่นออกมาจากสุนทรียภาพทางสายตาล้วนๆ ทว่าสำหรับเถาอี้เฉิน คำชมซื่อๆ นี้กลับรื่นหูอย่างน่าประหลาด
เถาอี้เฉินหยิบตะเกียบขึ้นมา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่เริ่มแจ่มใส “กินข้าวกันเถอะ”
กู้เฉียนที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ปกติแล้วผู้หญิงที่กล้าชมอี้เฉินต่อหน้ามักจะโดนสายตาพิฆาตหรือไม่ก็ถูกขึ้นบัญชีดำไปนานแล้ว แต่กับเด็กหญิงคนนี้... เธอกลายเป็ข้อยกเว้นระดับพรีเมียมไปได้อย่างไรกัน?
ทางด้านต้าลี่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาหลบหน้าหลานชายคนนี้มาตลอด วันนี้ต้องมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันจึงรู้สึกประดักประเดิดอย่างบอกไม่ถูก จากปกติที่กินจุเหมือนพายุลง วันนี้กลับเขี่ยซาลาเปาเข้าปากไปได้เพียงจานเดียวก็วางมือ
กู้เฉียนมองต้าลี่สลับกับอี้เฉิน บรรยากาศบนโต๊ะดูอึมครึมพิกล แต่เขาก็เลือกที่จะสงบปากสงบคำ เพราะการที่อาหลานคู่นี้สามารถนั่งร่วมโต๊ะกันโดยไม่วางมวยได้ก็นับเป็ปาฏิหาริย์แล้ว ส่วนจางผิ่นรายนั้นยิ่งรู้มากจึงยิ่งพูดน้อย ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว
ชูชิงเห็นท่าไม่ดี จึงวางตะเกียบลงเป็คนแรก “หนูอิ่มแล้วค่ะ พี่จาง พี่กู้คะ ถ้าพวกพี่กินเสร็จแล้ว ช่วยพาหนูไปเดินเล่นดูรอบๆ โรงแรมหน่อยได้ไหมคะ? หนูยังไม่เคยเข้าโรงแรมหรูๆ แบบนี้เลย”
เจตนาของเธอนั้นชัดเจน คือ้าเปิดโอกาสให้เถาอี้เฉินและต้าลี่ได้ปรับความเข้าใจกันตามลำพัง
จางผิ่นและกู้เฉียนเป็คนหัวไวอยู่แล้ว ทั้งคู่พยักหน้าแทบจะพร้อมกันทันที เถาอี้เฉินเองก็อ่านเกมออกแต่ไม่พูดอะไร ยังคงคีบอาหารเข้าปากต่อไปอย่างใจเย็น
ฝ่ายต้าลี่เมื่อเห็น "ตัวช่วย" จะหนีไป ก็ทำท่าจะลุกตามไปด้วย ความรู้สึกผิดเื่พ่อของอี้เฉินยังคงค้ำคอจนเขาไม่อยากเผชิญหน้า
ทว่าเสียงทุ้มต่ำของเถาอี้เฉินก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“เถาจี้หยวน... ขนาดชูชิงที่เป็แค่เด็กสิบสองขวบยังดูออกว่าควรเปิดโอกาสให้เราคุยกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้น จังหวะดีๆ แบบนี้ นายแน่ใจเหรอว่าจะทิ้งมันไป?”
ต้าลี่ชะงักกึก หัวใจพองโตขึ้นมาอย่างประหลาด เขารีบนั่งลงที่เดิมทันที “ฉัน้าโอกาสนี้แน่นอน อี้เฉิน... อาไม่คิดเลยว่านายจะยอมคุยกับอาดีๆ แบบนี้”
เมื่อชูชิง กู้เฉียน และจางผิ่นเดินออกไปจนพ้นระยะได้ยิน ในห้องจึงเหลือเพียงความเงียบงันระหว่างอาหลาน
เถาอี้เฉินวางตะเกียบลงแล้วเข้าประเด็นทันที “ฉันมีคำถามสองสามข้อ”
ต้าลี่พยักหน้ากระตือรือร้น “ถามมาเลย อาจะตอบทุกอย่างที่รู้ ไม่ปิดบังแม้แต่นิดเดียว”
“วันที่พ่อฉันเสียชีวิต นายไปไหนมาบ้าง? และทำอะไรไปบ้าง?”
ต้าลี่พยายามขุดคุ้ยความทรงจำ สีหน้าแสดงความเ็ปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า “อี้เฉิน อาอยากตอบนายใจจะขาด แต่... ในหัวมันว่างเปล่าไปหมด อาจำไม่ได้จริงๆ”
เถาอี้เฉินขมวดคิ้ว “นายจำไม่ได้ว่าวันนั้นทำอะไร หรือไปที่ไหน แต่กลับจำได้แม่นยำว่าตัวเองเป็คนลงมือทำร้ายพ่อฉันเนี่ยนะ?”
“ใช่” ต้าลี่ยอมรับเสียงเครียด “อาจำภาพตอนลงมือได้ชัดเจนมาก”
“แล้วตอนนั้นพ่อฉันมีปฏิกิริยายังไง? ลืมตาอยู่หรือหลับตา?”
“...จำไม่ได้”
เถาอี้เฉินจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ถ้าฉันจะพานายไปต่างประเทศ หานักจิตวิทยาเก่งๆ มาช่วยกระตุ้นความทรงจำส่วนที่หายไป นายจะว่ายังไง?”
“อาไม่ไปต่างประเทศ” ต้าลี่ปฏิเสธทันควัน “แต่ถ้านายเชิญหมอมาที่นี่ อาตกลง”
“ดี... แล้วทำไมนายต้องไปอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยซิน? ได้ยินว่าถึงขั้นเปลี่ยนชื่อแซ่เลยด้วย?”
“อาเองก็อธิบายไม่ถูก เหมือนมีคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อคุณดังก้องอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า ‘ต้องมีชีวิตรอด และต้องอยู่ให้ห่างจากตระกูลเถา’ ”
“พ่อยังสั่งเสียอะไรอีกไหม?”
“นอกเหนือจากนั้น อาจำอะไรไม่ได้เลย”
“เข้าใจแล้ว ฉันหมดคำถาม” เถาอี้เฉินลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินออกไป
ต้าลี่รีบผุดลุกขึ้นขวาง “เดี๋ยวอี้เฉิน นาย... นายไม่โกรธอาแล้วเหรอ? อาเป็คนทำให้พ่อของนาย...”
เถาอี้เฉินหยุดมองหน้าคนเป็อา แววตาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“บางที... ฆาตกรตัวจริงอาจจะไม่ใช่นาย บางครั้งสิ่งที่ตาเห็นหรือหูได้ยิน ก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป ฉันจะเร่งสืบเื่นี้ให้เร็วที่สุด”
ดวงตาของต้าลี่เบิกกว้างด้วยความหวัง “ชูชิงแอบติดต่อกับนายใช่ไหม? อาเคยเล่าเื่นี้ให้ยัยหนูนั่นฟังแค่คนเดียว”
เถาอี้เฉินพยักหน้ายอมรับ “นายมีหลานสาวที่ดีนะ ดูแลเธอให้ดีๆ ล่ะ”
“แน่นอน อาจะดูแลเธอให้ดีที่สุด”
พอลับหลังเถาอี้เฉิน ต้าลี่ที่เคยกินไม่ลงเมื่อครู่ก็เหมือนูเาถูกยกออกจากอก ความอยากอาหารพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เขาคว้าซาลาเปายัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เพียงไม่นาน ซาลาเปากองโตหกจานก็อันตรธานหายไปในพริบตา
...
สามนาทีต่อมา เถาอี้เฉินเดินออกมาสมทบกับกลุ่มของชูชิงที่ด้านนอก
“กู้เฉียน นายพาจางผิ่นไปคุยธุระที่ห้องก่อน ฉันมีเื่จะคุยกับชูชิงตามลำพัง”
กู้เฉียนกับจางผิ่นมองหน้ากันด้วยความสงสัย พ่อหนุ่มหน้านิ่งคนนี้มีอะไรจะคุยกับเด็กสาวตัวเล็กๆ กันนะ? แต่ด้วยความเกรงใจและเคารพการตัดสินใจของเถาอี้เฉิน ทั้งคู่จึงแยกตัวไปคุยเื่ซื้อขายที่ดินที่ห้องพักของกู้เฉียน
เถาอี้เฉินหันมาหาชูชิง พยักพเยิดหน้าไปทางศาลาในสวนหย่อม “ชูชิง ไปคุยตรงโน้นดีกว่า”
ชูชิงรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที บอสใหญ่ผู้เป็ดั่งเครื่องบินรบแห่งโลกธุรกิจในอนาคต อุตส่าห์ถ่อมาหาเธอด้วยตัวเอง มีเื่อะไรกันแน่?
“ได้ค่ะ”
เถาอี้เฉินเดินนำไปยังศาลาหิน โดยมีชูชิงเดินตามหลังมา รักษาระยะห่างประมาณหนึ่งเมตรอย่างระมัดระวัง
เมื่อถึงศาลา สิ่งที่ทำให้ชูชิงประหลาดใจคือ เถาอี้เฉินล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าลายตารางสีฟ้าขาวสะอาดเอี่ยมออกมาจากกระเป๋า แล้วบรรจงปูลงบนม้านั่งหิน ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้เธอนั่ง
ชูชิงมองเขาตาปริบๆ “ให้นั่งทับเหรอคะ? แล้วผ้าเช็ดหน้า... คุณจะไม่ใช้แล้วเหรอ?” เธอรู้ดีว่าคนเ้าระเบียบอย่างเขา ไม่ชอบให้เพศตรงข้ามมาแตะต้องของใช้ส่วนตัว
เถาอี้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด “บอกให้นั่งก็นั่งเถอะน่า จะบ่นอะไรนักหนา”
“ก...ก็ได้ค่ะ” ชูชิงรีบนั่งลงบนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ในใจพลางคิดว่า ‘เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยเอาไปซักคืนเขาแล้วกัน’ แต่เดี๋ยวนะ... นี่เถาอี้เฉินปูผ้าให้เธอนั่งงั้นเหรอ? ฝนจะตกเป็กบเป็เขียดหรือเปล่าเนี่ย?
ยังไม่ทันจะหายงุนงง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังขึ้น
“ชูชิง สนใจจะทำธุรกิจร่วมกับฉันไหม?”
สัญชาตญาณแม่ค้าของชูชิงทำงานทันที เธอพยักหน้ารัวๆ “สนใจค่ะ สนใจมาก”
“ดี ก่อนหน้านี้กู้เฉียนบอกว่าเธอชอบทำธุรกิจ ตอนนี้ฉันกำลังจะลงทุนเื่หยกดิบ สนใจจะไปลุยที่มณฑลยูนนานกับฉันไหม?”
“ไปเมื่อไหร่คะ?”
“รถไฟคืนนี้ ไปกลับใช้เวลาสามวัน”
“ตกลงค่ะ หนูจะไปกับคุณ”
ทว่า... ทันทีที่รับปาก ชูชิงก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
เถาอี้เฉินกระตุกยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูรู้ทันและเย้ยหยันเล็กน้อย “ไม่ไปนั่งขายของที่สถานีรถไฟแล้วเหรอ? ไปยูนนานกับฉันตั้งสามวัน จะไม่กระทบธุรกิจที่นี่ของเธอหรือไง? อายุแค่นี้ แต่ความโลภไม่น้อยเลยนะ”
ชูชิงสะดุ้งเฮือก รีบปรับสีหน้าแสร้งทำเป็หัวเราะคิกคักกลบเกลื่อน “แหม... เมื่อกี้หนูล้อเล่นน่ะค่ะ ใครจะไปกล้าทิ้งร้านไปกับคุณกันเล่า อีกสองวันร้านหนูจะเปิดขายจริงแล้ว ทิ้งไปไม่ได้หรอกค่ะ”
เธอเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าเถาอี้เฉินกำลังลองเชิงเธออยู่ เขาคงเริ่มสงสัยในตัวเธอแล้วแน่ๆ เหงื่อกาฬเริ่มซึมที่แผ่นหลัง แต่ภายนอกเธอยังคงแสร้งทำตัวเป็เด็กไร้เดียงสา
เถาอี้เฉินกวาดตามองเด็กสาวตรงหน้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุเปลือกนอกเข้าไปถึงิญญา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เธอทำตัวไม่เหมือนเด็กสิบสองเลยนะ... จากนี้ไปก็ไปคิดเอาเองเถอะ”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้ชูชิงยืนงงเป็ไก่ตาแตก
“คิดเอาเองเถอะ? เขาหมายความว่าไง? เขามองออกงั้นเหรอ? หรือว่านี่คือคำเตือนด้วยความหวังดี?” ชูชิงพึมพำกับตัวเอง
ห้านาทีต่อมา ชูชิงเดินออกจากบ้านพักรับรอง โดยมีผ้าเช็ดหน้าลายตารางอยู่ในมือ พร้อมกับต้าลี่ที่เดินตามมาติดๆ
...
เวลาสี่โมงเย็น ณ ห้องพักของกู้เฉียน
กู้เฉียนยื่นโฉนดที่ดินของลานบ้านให้เถาอี้เฉิน “อี้เฉิน นายเก็บไว้ให้ดีนะ”
แต่เถาอี้เฉินกลับไม่ยื่นมือไปรับ “นายเก็บไว้เถอะ”
“อ้าว? ทำไมให้ฉันเก็บล่ะ?” กู้เฉียนงุนงง
“เพราะนี่คือการลงทุนร่วมกันของเราสองคน”
“หือ? ไหนนายบอกว่าซื้อที่นี่เพื่อจะเอาไว้เซอร์ไพรส์ชูชิงไม่ใช่เหรอ?”
