“พี่รอง กลับกันเถอะ” ถังหว่านจ้องชายหนุ่มจอมหาเื่ด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะหันหลังดึงมือพี่ชายเดินจากไป
หลู่เว่ยผิงมองตามสองพี่น้องจนลับตา แล้วหันมาบ่นอุบกับโจวหลินด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เหอะ สมกันดีจริงๆ พี่คนน้องคน บ้าพอกันทั้งคู่ นี่มันครอบครัวอะไรกันเนี่ย”
โจวหลินไม่สนใจคำบ่นของเขา หล่อนหันไปเกาะแขนซ่งเฉียวแล้วเริ่มฟ้องเสียงอ้อน “เห็นมั้ยคะพี่ซ่ง หลินบอกแล้วว่านังเด็กนั่นไร้มารยาท พี่ก็ไม่เชื่อ อุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆ คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี”
ซ่งเฉียวไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแกะมือหญิงสาวออก แล้วหันหลังเดินหนีไปดื้อๆ ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังกว้างที่ดูเ็าและห่างเหิน
โจวหลินกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ แต่สุดท้ายก็จำต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ ส่วนหลู่เว่ยผิงก้มมองเสื้อเปื้อนๆ ของตัวเองด้วยสีหน้าเซ็งจัด ไม่รู้จะเดินตามไปหรือจะแยกย้ายกลับบ้านดี
คืนนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน ถังหว่านทอดมองพี่รองที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ ด้วยความโล่งใจ เงินทองสำคัญก็จริง แต่ถ้าการหาเงินต้องแลกมาด้วยความเดือดร้อนของพี่ชายที่แสนบริสุทธิ์คนนี้ เธอคงให้อภัยตัวเองไม่ได้
แม้ถังเสี่ยวจวินจะไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเื แต่เขาคือครอบครัวเพียงคนเดียว คือความอบอุ่นเดียวที่เธอเหลืออยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนี้
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย ถังเสี่ยวจวินขวัญเสียจนไม่กล้าออกไปไหน ถังหว่านเองก็ต้องหยุดพักเพื่อคอยดูแลปลอบขวัญพี่ชาย หยุดงานไปตั้งสองวันกว่าพี่รองจะกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม พอสถานการณ์คลี่คลาย เธอก็ไม่รอช้า รีบเข็นรถลากออกไปตลาดทันที
ไม่รู้ว่าเป็เพราะวันแรกที่เธอเปิดตัวขายดิบขายดีจนเป็ที่จดจำ หรือข่าวไวปานสายฟ้าแลบ เมื่อเธอลองแวะไปดูทำเลเดิมหน้าโรงงาน ก็พบว่ามี 'คู่แข่ง' มาเปิดร้านตัดหน้าเสียแล้ว
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องมีคนเลียนแบบ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้ ถังหว่านอดชื่นชมความหัวใสของคนยุคนี้ไม่ได้ ใครว่าคนสมัยก่อนซื่อบื้อตามโลกไม่ทัน? นี่มันพวกเขี้ยวลากดินชัดๆ
เธอจูงมือพี่รองเดินเข้าไปใกล้ๆ ทำทีเป็ลูกค้า คู่หนุ่มสาวเ้าของร้านรีบปิดฝาหม้อทำท่าลับๆ ล่อๆ ฝ่ายหญิงแสร้งถามเสียงหวาน “รับข้าวแกงไหมจ๊ะน้องสาว?”
ถังหว่านตีเนียนทำเป็ไม่รู้เื่ ยื่นมือไปเปิดฝาหม้อดูเองดื้อๆ “นี่ขายยังไงคะเนี่ย?”
เธอสืบมาแล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็น้องเขยของหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อโรงอาหาร วันแรกที่ถังหว่านมาขายดีเป็เทน้ำเทท่า พวกขาใหญ่ในโรงอาหารก็เริ่มจับตามอง พอเห็นเธอหายหน้าไป พวกเขาก็สบช่องเอาญาติพี่น้องมาเสียบแทน กินรวบทั้งในและนอกโรงอาหาร
กำไรที่ถังหว่านทำได้ในวันเดียวนั้นล่อตาล่อใจไม่น้อย เทียบเท่าเงินเดือนเกือบครึ่งเดือนของคนงานเลยทีเดียว
ถังหว่านกวาดตามองอาหารในหม้อ หน้าตาอาหารเลียนแบบเมนูของเธอเป๊ะๆ แต่กลิ่นหอมยังห่างชั้นนัก ทว่าจุดแข็งของพวกเขาคือราคา... แค่สองเหมาห้าเฟิน แถมหมั่นโถวฟรีอีกต่างหาก
ตัดราคากันชัดๆ
ถังหว่านซื้อข้าวแกงมาชุดหนึ่งท่ามกลางสายตาระแวงของเ้าถิ่น แล้วเดินกลับบ้านด้วยความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิง
คู่แข่งยึดทำเลทองไปแล้ว แถมยังหั่นราคาลงมาจนน่ากลัว ถ้าเธอกลับไปขายเหมือนเดิม ลูกค้าก็คงโดนแย่งไปหมดแน่
คืนนั้นถังหว่านนอนพลิกไปพลิกมา คิดหาทางรอดจนเกือบสว่าง
วันรุ่งขึ้น ท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นของป้าเ้าของบ้าน ถังหว่านจูงมือพี่รองเดินดุ่มๆ ออกไป เธอได้ข่าวมาว่าห่างไปสามลี้มีโรงฆ่าสัตว์ตั้งอยู่
ในยุคนี้ เนื้อหมูคือของมีค่า แต่ 'เครื่องใน' กลับถูกมองเป็ของเหลือทิ้ง มักจะแถมฟรีถ้าซื้อเนื้อเยอะๆ ถังหว่านไม่โลภ เธอซื้อกระดูกหมูติดเนื้อมาสามท่อน แล้วยิ้มหวานถามราคาเครื่องในกองโต
คนขายเนื้อทำหน้างง เครื่องในเหม็นๆ พวกนี้ สาวน้อยหน้าตาสะอาดสะอ้านจะเอาไปทำอะไร แต่ในเมื่อมีคนอยากซื้อ เขาก็ไม่ขัดศรัทธา “เอาไปสิบเฟินเดียว ขนไปให้หมดนี่เลย”
ในกะละมังใบใหญ่นั้นมีทั้งไส้หมู ปอด หัวใจ และเครื่องในอื่นๆ กองพะเนิน ส่งกลิ่นคาวคลุ้งจนลูกค้าคนอื่นเบือนหน้าหนี แต่ถังหว่านกลับตายาวาววับ
เธอมีแผนเด็ด... เนื้อหมูตอนนี้แพงหูฉี่ จินละตั้งเจ็ดเหมา แต่อาหารรสเลิศไม่จำเป็ต้องใช้เนื้อแพงๆ เสมอไป
เครื่องในพวกนี้อาจดูน่ารังเกียจ แต่ถ้าปรุงเป็... มันคือทองคำที่ซ่อนอยู่ในโคลนตม ชัดๆ ราคาต้นทุนถูกแสนถูก แต่รสชาติเมื่อทำเสร็จนั้น อร่อยเหาะจนลืมเนื้อหมูไปเลย
“อี๋... กลิ่นบ้าอะไรเนี่ย เหม็นเน่าชะมัด หรือว่าไอ้ปัญญาอ่อนนั่นอึราดกางเกงอีกแล้วฮะ” ป้าเ้าของบ้านะโด่าทันทีที่ถังหว่านหิ้วถุงของสดเดินเข้าประตู
ถังหว่านข่มความโกรธ ฉีกยิ้มเ็าตอบกลับ “แหม ป้านี่ห่วงใยพี่ชายหนูจังเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ”
ปัง เธอปิดประตูห้องใส่หน้าป้าขี้บ่น แล้วระบายอารมณ์ด้วยการขัดไส้หมูอย่างดุเดือด
เคล็ดลับการล้างไส้หมูให้สิ้นกลิ่นคาวอยู่ที่ 'แป้งและเกลือ' เธอเทแป้งลงในกะละมังใบใหม่ ขยี้ขัดถูไส้หมูจนสะอาด แล้วหั่นเป็ชิ้นพอดีคำ นำไปล้างน้ำซ้ำ แล้วตบท้ายด้วยเกลือเม็ดหยาบและน้ำส้มสายชู
โชคดีที่ยุคนี้ยังใช้น้ำส้มสายชูหมักแบบดั้งเดิม ไม่ใช่น้ำส้มสายชูสังเคราะห์ กลิ่นหอมเปรี้ยวตามธรรมชาติช่วยกลบกลิ่นคาวได้ชะงัดนัก ไส้หมูที่ล้างเสร็จแล้วขาวจั๊วะน่ากินไม่มีกลิ่นเหม็นกวนใจแม้แต่น้อย
หัวใจหมูต้องขยำไล่เืออกให้หมด ปอดหมูต้องสวมเข้ากับก๊อกน้ำแล้วเปิดน้ำไล่จนกว่าเนื้อปอดจะเปลี่ยนเป็สีขาวสะอาด
สูตรเด็ดเคล็ดลับการตุ๋นพะโล้ของเธอคืออัตราส่วนทองคำ ไส้หมูสิบจินต่อน้ำมันพืชสองจิน
ถังหว่านเลือกใช้น้ำมันผักกาดที่หาได้ง่ายตามบ้านชาวบ้าน แม้กลิ่นจะแรงไปนิดสำหรับบางคน แต่เมื่อเจอกับไส้หมู มันกลับเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด สร้างรสชาติที่เป็เอกลักษณ์
เครื่องปรุงที่เหลือก็จัดเต็ม น้ำตาลทรายแดง ขิง ต้นหอม เกลือ เต้าเจี้ยวที่เพื่อนบ้านแบ่งให้ เครื่องเทศพะโล้อย่างโป๊ยกั๊ก ลูกกระวาน อบเชย
และพริกแห้ง ห่อผ้าขาวบางเตรียมไว้
กระทะตั้งไฟจนร้อน ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปเคี่ยวจนละลายเป็คาราเมลสีสวย ตามด้วยเต้าเจี้ยวผัดจนหอมฟุ้ง ใส่ขิงและต้นหอมลงไปผัดให้เข้ากัน สุดท้ายโยนไส้หมูลงไปคลุกเคล้า
ต้องผัดให้ไส้หมูเคลือบซอสคาราเมลจนทั่ว เพื่อสีสันที่สวยงามและรสชาติที่เข้มข้น จากนั้นเติมน้ำร้อนให้ท่วม ใส่ห่อเครื่องเทศและพริกแห้งลงไปตุ๋น
ถังหว่านคอยคนหม้ออย่างใจเย็นระวังไม่ให้น้ำตาลไหม้ติดก้นกระทะ เคี่ยวไฟรุมๆ นานสองชั่วโมงจนน้ำซุปซึมซาบเข้าเนื้อ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว
เสียดายที่ยุคนี้ยังไม่มีผงชูรส ไม่งั้นรสชาติคงะเิปากกว่านี้ แต่แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว วิชาที่เธอครูพักลักจำมาจากคุณลุงยอดเชฟนานนับสิบปี ไม่เคยทำให้ผิดหวัง รสมือแบบโบราณแท้ๆ นี่แหละที่หากินยาก
กลิ่นพะโล้หอมหวนลอยฟุ้งไปทั้งตรอกซอย ถังหว่านทำเมนูต่อเนื่องทันที ทั้งหมูสามชั้นตุ๋นเต้าหู้ และตับหมูพะโล้ ปิดท้ายด้วยการนึ่งหมั่นโถวร้อนๆ
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกขายข้าวแกงหม้อใหญ่แบบเดิม ไม่ใช่เพราะกลัวคู่แข่ง แต่เพราะไม่อยากลงไปเล่นาราคาให้เสียเวลาและเสียอารมณ์
เครื่องในตุ๋นหม้อใหญ่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนป้าเ้าของบ้านแอบมาด้อมๆ มองๆ อยู่หลายรอบ แต่ฝันไปเถอะว่ารอบนี้ถังหว่านจะใจดีแบ่งให้
เมื่อทุกอย่างพร้อม เธอก็จัดแจงข้าวของขึ้นรถลาก พาพี่รองมุ่งหน้าสู่สมรภูมิเดิม
ทางฝั่งคู่แข่ง สองสามีภรรยาใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ั้แ่เช้า กลัวว่า 'เ้าเก่า' จะกลับมาทวงคืนบัลลังก์ แต่พอเลยเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่งก็ยังไร้วี่แวว พวกเขาจึงเริ่มยิ้มออก คิดว่าเด็กสาวคงถอดใจม้วนเสื่อกลับบ้านไปแล้ว
ทว่า... เสียงล้อรถลากบดถนนก็ดังขึ้น
ถังหว่านเข็นรถมาจอดเทียบท่าฝั่งตรงข้ามเป๊ะๆ อย่างท้าทาย
สองผัวเมียรีบกระซิบวางแผน "ถ้ามันมาจริง เราจะลดราคาอีกสองเหมา ตัดราคามันให้เจ๊งไปเลย ดูซิใครจะแน่กว่ากัน"
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือ... วันนี้ถังหว่านไม่ได้มาขายข้าวแกง
แต่เธอกลับมาพร้อมกับหม้อใบใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจอย่างร้ายกาจ กลิ่นเนื้อตุ๋นเข้มข้นลอยมาเตะจมูกจนแม้แต่คู่แข่งเองยังต้องกลืนน้ำลาย
าครั้งนี้... มันเพิ่งจะเริ่มต่างหาก
