เสียงการต่อสู้สังหารดังะเืเลือนลั่น กำแพงเมืองถูกอาบย้อมไปด้วยสีของโลหิต
ขณะที่การโจมตีของเผ่าสมุทรมากขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพค่ายกลของเมืองซานเซียนกลับยิ่งแย่ลงทีละน้อยๆ ในทุกวันเมื่อมีผู้คนมากมายต้องตายไป ก็ต้องมีคนมากมายที่ต้องขึ้นไปแทนที่ ไม่มีโอกาสแม้แต่บอกลา หรือแม้แต่โศกเศร้าเสียใจ
ความอ่อนแอของชีวิต ความโหดร้ายของา ปรากฏให้เห็นในเวลานี้แล้ว
ขั้วอำนาจต่างๆ กับผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรประชุมกันหลายต่อหลายครั้ง แต่ช่างน่าเสียดายนอกจากสู้ตายแล้ว พวกเขากลับคิดหาวิธีอื่นมิได้เลย ทุกครั้งต่างแยกย้ายจากกันด้วยเสียงก่นด่า
ในจวนเ้าเมือง เ้าเกาะทั้งสามยังคงขมวดคิ้วด้วยความกังวล
ความจริงแล้วมิใช่เกาะสามเซียนไม่มีไพ่ตาย แต่หากยังไม่ถึงสุดท้ายจริงๆ พวกเขาจะไม่ยอมใช้มันง่ายๆ หากใช้ไพ่ตายใบนี้จะเป็การทำลายรากฐานของเกาะสามเซียน
“ศิษย์พี่ หากยังไม่คิดหาวิธีอื่น อีกไม่กี่วัน เกาะสามเซียนของเราจะถูกทำลายอย่างแน่นอน”
กงหยางอวี่ซ่านมีนิสัยค่อนข้างร้อนรน จึงทนไม่ไหวกล่าวออกมา
จวงซวี่เหยาก็กล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “พ่ายแพ้มาสองครั้งแล้ว พวกเราดูถูกหอเจินเป่ามากเกินไป”
เหมยซิ้งหงโบกมือกล่าวด้วยจิตใจสั่นไหว “เื่เ่าั้ล้วนไม่สำคัญแล้ว ตอนนี้ข้าอยากรู้แค่ว่า หอการค้าต้าทงคิดจะทำสิ่งใดกันแน่? ต่อให้พวกเรากับเผ่าสมุทราเ็กันทั้งสองฝ่าย หอการค้าต้าทงก็มิได้ประโยชน์อะไรเช่นกัน การทำร้ายตัวเองและมิได้ประโยชน์เช่นนี้ ยากจะเข้าใจจริงๆ”
เหมยซิ้งหงเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไป “อีกอย่าง ตอนนี้ข้ากังวลว่าหอเจินเป่าจะมีแผนการอะไรอีก ถึงแม้กำลังเสริมของขั้วอำนาจต่างๆ มาถึงแล้ว ก็เกรงว่าจะช่วยอะไรมิได้ ไม่แน่ว่าอาจถูกลากเข้าไปมีเอี่ยวกับาด้วย ท้ายที่สุดก็จะถูกคลื่นน้ำสีเืกลืนกิน”
หากเพียงเพื่อความทะเยอทะยาน หอการค้าต้าทงไม่มีความจำเป็ต้องสมคบคิดกับเผ่าสมุทร มิเช่นนั้นขั้วอำนาจเผ่ามนุษย์จะไม่มีทางยอมรับหอการค้าต้าทง นี่คือปัญหาด้านหลักการ
หากทำเพียงเพื่อจัดการเกาะสามเซียน ก็ไม่มีความจำเป็ต้องดึงขั้วอำนาจต่างๆ เข้ามาเอี่ยวด้วย ทำเช่นนี้กลับทำให้ขั้วอำนาจอื่นๆ ต่อต้านและเป็ปรปักษ์
อีกทั้งจนถึงตอนนี้ผู้นำของเผ่าสมุทรยังไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เพียงแค่ให้สัตว์อสูรเผ่าสมุทรจำนวนมหาศาลโจมตีอย่างต่อเนื่อง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเผ่าสมุทร้าสิ่งใด
หากพูดถึงความแค้น ระหว่างเผ่าสมุทรกับเผ่ามนุษย์มิอาจอยู่ร่วมกันได้ เกิดาขึ้นไม่หยุดหย่อน ทว่าเป็เพราะเหตุนี้เผ่าสมุทรจึงระวังตัวมาตลอด จะไม่ทุ่มกำลังโจมตีถึงขั้นตายกันไปข้างหนึ่ง แต่อาศัยข้อได้เปรียบจากการแพร่พันธุ์ของเผ่าสมุทร ค่อยๆ ผลาญกำลังของเผ่ามนุษย์ จากนั้นค่อยจัดการในคราวเดียว
“……”
ขณะที่เ้าเกาะทั้งสามกำลังตกอยู่ในความเงียบ มีเงาหนึ่งวิ่งเข้ามา
“ท่านเ้าเกาะ! ท่านเ้าเกาะ! มีข่าวดี!”
หวู่อันถงะโเสียงดังพร้อมวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ทั้งสามคนลุกขึ้น รีบเดินไปหา
“เ้าเมืองหวู่ มีข่าวดีอะไรกันแน่?”
เมื่อเห็นเ้าเกาะทั้งสามคนร้อนใจ หวู่อันถงจึงรีบตอบกลับทันที “ท่านเ้าเกาะทั้งสาม เ้าหอเหมาสร้างของเสร็จแล้ว”
“อะ อะไรนะ!”
ทั้งสามคนต่างก็เผยสีหน้ายินดี เหมยซิ้งคงกล่าวอย่างตื่นเต้น “เร็วเข้า รีบเรียกเ้าหอเหมามา…ไม่สิ ข้าจะไปด้วยตัวเอง”
“เราไปด้วยกัน”
เมื่อกล่าวจบกงหยางอวี่ซ่านกับจวงซวี่เหยาก็เดินตามเหมยซิ้งหงไปด้วย โดยมีหวู่อันถงตามติดอยู่ด้านหลัง
……
ในห้องลับมีคลื่นพลังกระจายออกมา
ในเวลานี้การบำเพ็ญของจั๋วอวิ๋นเซียนเข้าสู่่ที่สำคัญที่สุดแล้ว
ตรงหน้าผากระหว่างคิ้วปรากฏปราณดาบขนาดสามชุนเล่มหนึ่ง โดยมีสายฟ้าสีม่วงกับเพลิงอสูรสีฟ้าลอยวนเวียนอยู่รอบข้าง ชำระล้างซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดตามจังหวะ
“เปรี๊ยงๆ!”
ชั่วพริบตาที่ปราณดาบปรากฏ ความแหลมคมะเิออกมา เกิดคลื่นพลังกระจายออกไปทั่ว!
จากนั้นเมื่อความแหลมคมหายไป เพลิงอัสนีค่อยๆ หลอมรวมกับปราณดาบ…บัดนี้ ความคิดแหลมคมดุจดาบ ดาบตัดิญญาถือกำเนิด ชะตาชีวิตถูกกำหนดด้วยตัวเราเอง
”ชิ้ง!“
เพียงแค่คิดปราณดาบก็ปรากฏ แท่นหินที่แข็งแกร่งกลับถูกตัดผ่าอย่างง่ายดาย หลังจากเกิดเสียงดังขึ้น แท่นหินก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ แล้ว
จั๋วอวิ๋นเซียนคิดไม่ถึงว่า เขาเพียงทดสอบพลังของปราณดาบเล็กน้อย แต่ประสิทธิภาพกลับยอดเยี่ยมเหนือกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก
ดาบตัดิญญาภายใต้การชำระของเพลิงอัสนี มันไม่เพียงแหลมคม ยังะเิได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากยิ่งกว่าลูกปัดเพลิงอัสนีเสียอีก!
พอลองคิดดูแล้ว ิญญาเป็ส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย และก็เป็ส่วนที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน หากโดนดาบตัดิญญาในสถานการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดป้องกัน ต่อให้ไม่ตายก็ต้องาเ็สาหัส
ก่อนหน้านี้จูหยวนหยวนเป็ถึงระดับเปิดชีพจร มีปราณเซียนคุ้มกาย ดังนั้นจั๋วอวิ๋นเซียนจึงยากจะทำร้ายอีกฝ่ายได้ แต่ตอนนี้จั๋วอวิ๋นเซียนฝึกวิชาลับ ‘ดาบตัดิญญา’ สำเร็จแล้ว ต่อให้สู้กันอีกครั้ง จูหยวนหยวนก็ยังมีจุดจบเหมือนเดิม
มิน่าเล่ายอดฝีมือจากขั้วอำนาจมากมายจึงใช้วิชาลับหรือมรดกสืบทอดของตัวเองเป็ไพ่ตาย เพราะเป็วิชาที่ยากจะป้องกันได้ ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนมีพลังต่อสู้ข้ามระดับได้ และดึงพลังออกมาใช้ได้เต็มที่
แน่นอนว่าถึงแม้วิชาลับจะดี แต่มันต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นกัน อย่างเช่นพลังชีวิต พลังจิต ปราณโลหิต…แม้กระทั่งอายุขัยของตัวเอง
จั๋วอวิ๋นเซียนเคยให้เทียนเสียช่วยเหลือ ใช้วิชาลับสังหารซือคงอวี่ แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็สูงมากเช่นกัน พลังชีวิตที่ถูกเผาผลาญไปมิอาจฟื้นฟูกลับมาได้อีก
และราคาที่ต้องจ่ายจากการใช้ ‘ดาบตัดิญญา’ ก็ไม่น้อยเช่นกัน ดาบเมื่อครู่นี้แทบจะใช้พลังิญญาของจั๋วอวิ๋นเซียนไปครึ่งหนึ่ง หากมิใช่เพราะิญญาและจิตของเขาแข็งแกร่งมากพอ เกรงว่าคงสลบไปแล้ว
ยิ่งเป็เช่นนี้ ดาบตัดิญญาจึงสร้างภาระให้จิตของจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างหนัก หากใช้เกินขอบเขต จะทำให้จิตอ่อนแอลงได้
……
จั๋วอวิ๋นเซียนเก็บของให้เรียบร้อยจากนั้นจึงออกจากห้องลับไป
ในเวลานี้ฉินตงหวู่รออยู่นอกหอตำราด้วยท่าทางรีบร้อนมานานแล้ว
“นายน้อย ในที่สุดท่านก็ออกมาเสียที!”
เมื่อฉินตงหวู่เห็นจั๋วอวิ๋นเซียนออกมา จึงรีบเดินเข้าไปกล่าวว่า “ท่านเ้าเกาะทั้งสามกำลังตามหาตัวท่าน ให้ข้าเชิญท่านไปที่หอเทียนปิน”
“หอเทียนปินหรือ?”
จั๋วอวิ๋นเซียนจิตใจสั่นไหว เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “ดูท่าฝั่งของเ้าหอเหมาจะเตรียมตัวพร้อมแล้ว ไปกันเถอะ พวกเราไปดูด้วยกัน หวังว่าจะเป็ข่าวดี”
“อืม”
เมื่อกล่าวจบฉินตงหวู่เข็นจั๋วอวิ๋นเซียนออกไปอย่างรวดเร็ว
……
หอเทียนปินตั้งอยู่ในเขตทิศใต้ของเมืองซานเซียน ในเวลาปกติที่นี่จะมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา แต่ปัจจุบันมีผู้ประสบภัยเข้ามาอยู่จึงแออัดมากเป็พิเศษ
“พี่ใหญ่ไป๋เฮ่อ ท่านมาแล้ว!”
“คารวะคุณชาย”
จั๋วอวิ๋นเซียนเข้าไปในประตูของหอเทียนปิน เงาร่างเล็กทั้งสองรีบเดินเข้ามาหา พวกเขาก็คืออาเจ๋อกับชิงช่ายชิง
อาเจ๋อที่ได้รับการชี้แนะจากจั๋วอวิ๋นเซียน ฝีมือการสร้างอาวุธจึงก้าวะโมาก ปัจจุบันสามารถรับผิดชอบงานได้เองแล้ว ถือเป็ผู้ช่วยที่ไม่เลวคนหนึ่งเลย แม้แต่คนหัวโบราณอย่างเหมาปู้เอ้อก็ออกปากชมเขาไม่หยุด
ส่วนชิงช่ายชิงก็เติบโตผ่านการชำระล้างจากเพลิงา ทั้งบนร่างและใบหน้าเต็มไปด้วยาแมากมาย ความเยาว์วัยกับความไร้เดียงสาลดน้อยลงไปมาก มีความเป็ผู้ใหญ่และสุขุมมากขึ้น
จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้า หลังจากทักทายอย่างง่ายแล้วจึงไปกลางลานกว้าง
ตอนนี้เ้าเกาะทั้งสามกับหวู่อันถงกำลังล้อมเหมาปู้เอ้อเพื่อสนทนาอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นจั๋วอวิ๋นเซียนมาถึงแล้ว จึงเข้าไปหา
