เฉาอู๋จิ้วรับปากว่าจะไม่โทษิหยวนเช่นกัน ทุกคนจะยอมรับในโชคชะตาฟ้าลิขิต ไม่คิดโยนให้เป็ความผิดของผู้ใด ด้านเ้าตัวหม่านสือชีเองก็ยังมองิหยวนด้วยสายตาประหลาดใจ ใจเขาสิ้นหวังและคิดว่าคงหมดหนทางแล้ว เขาจะสอบผ่านได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?
ิหยวนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะประสานมือคารวะเฉาอู๋จิ้ว “เช่นนั้นคงต้องขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่แล้วขอรับ มิทราบว่าท่านพอจะรวบรวมแนวข้อสอบหรือตัวอย่างคำถามจากการสอบที่ผ่านมาให้ได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้สิ ข้ารวบรวมข้อสอบของปีก่อนๆ เอาไว้ทบทวนอยู่แล้ว ข้ามีเป็ชุดๆ” เฉาอู๋จิ้วตกลงทันที
“ถ้าจะให้ดีเราควรต้องรู้ว่าผู้ใดจะเป็คนออกข้อสอบ ผู้ใดเป็คนคุมสอบ และผู้ใดเป็คนให้คะแนน หากท่านมีตำราที่พวกเขาเขียนด้วยยิ่งดี เอามาให้ข้าทีนะขอรับ”
“ได้” เฉาอู๋จิ้วตอบรับด้วยคำพูดที่สั้นและกระชับดังเดิม
“จี้หวา เ้าถนัดเื่การศึกษา หากหลังเลิกเรียนเ้าพอมีเวลาว่าง มาช่วยข้าสรุปตำราทีนะ” ิหยวนหันไปเอ่ยกับตี้อู่จี้หวา หนุ่มน้อยร่างผอมบางก็พยักหน้าตกลงรัวๆ ราวกับเขารู้สึกยินดีปรีดายิ่งที่ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้เป็หนักหนา ก็ไม่รู้ในหัวเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
พอิหยวนหันหน้าไปอีกทาง ด้านหวงสื่อเหว่ยรีบโบกมือเป็พัลวัน “ไม่ต้องหันมาหาข้าเลย เื่นี้ข้าช่วยไม่ได้ การศึกษาของข้าก็น่าห่วงพอกัน”
ิหยวนหลุดหัวเราะ “แล้วศิษย์พี่หนิงเล่า?”
“แต่ข้าสงสัยว่าไจ้เฉินมีแผนการอย่างไร?”
“ก็ไม่มีอันใดมาก เพียงทำเหมือนคราวที่ช่วยเขา” ิหยวนเอ่ยพลางชี้มือไปทางิเยี่ย ไม่แม้แต่จะหันมองหน้าเ้าคนที่หาเื่มาให้เขาสักนิด “เพียงต้องจับประเด็นสำคัญแล้วคาดเดาความเป็ไปได้ของคำถาม แล้วค่อยเตรียมคำตอบที่กระชับและตรงประเด็นที่สุด จากนั้นให้ศิษย์พี่หม่านท่องจำ เอ๊ย! ว่าแต่กี่คะแนนถึงผ่าน?”
หม่านสือชีส่ายหัว เื่นี้เขาก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
แต่ิเยี่ยรู้ เพราะทุกปีเขาต้องคอยคำนวนคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ “ทุกวิชาคะแนนเต็มสิบ ต้องได้หกคะแนนขึ้นไปถึงจะผ่านเกณฑ์”
หนิงต้วนเฉิงคิดใคร่ครวญดีแล้วว่าวิธีการนี้ไม่มีอะไรเสียหาย จึงพยักหน้าเห็นด้วยทันที เขาเองก็คงต้องใช้โอกาสนี้เพื่อทบทวนบทเรียนเช่นกัน จะได้ทำข้อสอบได้แม่นขึ้น
“แล้วข้าเล่า จะให้ข้าช่วยอย่างไร?” ิเยี่ยเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นด้วยความอยากช่วยเหลือ
ิหยวนเหลือบมองเขาด้วยสายตาเ็า “เ้าทำอันใดได้บ้าง?”
ิเยี่ยพลันได้สติ จึงตอบอีกฝ่ายอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “ข้าเปล่า ข้าไม่…เื่พวกนี้เชิญพวกเ้าเถิด ส่วนข้าจะไปตามหาคน ไปตามล่าพวกคนขี้อิจฉาที่คอยขัดขาสือชี!”
เนื่องจากเหลือเวลาไม่มาก พวกเขาจึงต้องรีบเตรียมตัวทันที เฉาอู๋จิ้วกลับไปเอาตำราเรียนและแนวข้อสอบ ส่วนิเยี่ยอธิบายแนวทางการสอบและเนื้อหาบทเรียนที่ต้องใช้ในการสอบ
โดยหลักสูตรทั่วไปแบ่งเป็วิชาหลัก วิชารอง และวิชาสามัญ วิชาหลักจะใช้เนื้อหาจากตำราพิธีกรรมและตำราประวัติศาสตร์จั่วจ้วน วิชารองจะใช้เนื้อหาจากตำรากวีนิพนธ์ซือจิง ตำราระบบราชการ และตำรามารยาท วิชาสามัญจะใช้เนื้อหาจากตำราว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง ตำราประวัติศาตร์ ตำราตำนานกงหยาง และตำราตำนานกู่เหลียงในการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องมีตำราปรัชญาขงจื่อและตำราว่าด้วยควากตัญญูเป็ความรู้พื้นฐาน บัณฑิตทุกคนต้องได้รับการประเมินก่อนเข้าศึกษา เมื่อครู่หม่านสือชีถึงได้บอกว่าเขาท่องปรัชญาขงจื่อได้หมด นั่นก็เพราะเขาถูกบังคับให้เล่าเรียนั้แ่อยู่ที่จวน
ในบรรดาตำราเหล่านี้ ตำราเรียนของวิชาหลักคือหลักสูตรบังคับ จะต้องหมั่นทบทวนบทเรียนอยู่เสมอ วิชารองและวิชาสามัญหนึ่งปีการศึกษาจะเลือกเรียนได้หนึ่งตำรา ส่วนวิชาพื้นฐานนั้นจะต้องเรียนรู้ทบทวนด้วยตนเอง ซึ่งข้อสอบจะมาจากวิชาหลัก วิชารอง และวิชาสามัญอย่างละข้อ คำถามตัวเลือกอีกหนึ่งข้อ บัณฑิตผู้ปราดเปรื่องย่อมไม่มีปัญหากับการตอบคำถามทั้งสี่ข้อ ทว่าบัณฑิตผู้อ่อนด้อยปัญญานั้นหารู้สิ่งใดไม่ เช่นเดียวกับหม่านสือชี บัณฑิตผู้มีความรู้ในตำราพวกนี้อยู่อย่างว่างเปล่า
เฉาอู๋จิ้วรีบหอบแนวข้อสอบของปีก่อนๆ มาให้ พอิหยวนเปิดอ่านอย่างละเอียดทีละหน้า ไม่นึกเลยว่าเฉาอู๋จิ้วจะเป็คนละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ เขาไม่เพียงรวบรวมคำถามจากข้อสอบของปีก่อนๆ เท่านั้น แต่ยังรวบรวมบทความของบัณฑิตรุ่นพี่ไว้อีกด้วย
“มารยาทเกิดจากการเรียนรู้ ไม่ใช่การเชื่อฟังผู้อื่น มารยาทคือการเรียนรู้จากผู้อื่น ไม่ใช่การสั่งสอนผู้อื่น” ิหยวนอ่านข้อสอบของปีที่แล้วเสียงดังฟังชัด แล้วหันหน้าไปทางตี้อู่จี้หวาพร้อมส่งสัญญาณทางสายตา “หมายความว่าอย่างไร?”
“ประ…ประโยคนี้มาจาก…จากตำราพิธีกรรม บทมารยาทและกฎเกณฑ์” ตี้อู่จี้หวานั่งตัวตรงทันที น่าแปลกที่เมื่อเขาพูดถึงความรู้ในตำรา ดูเหมือนว่าการพูดติดอ่างของเขาจะดีขึ้นทันตา
“ดังคำกล่าวที่ว่า ‘บางคนทำงานด้วยปัญญา บางคนทำงานด้วยแรง’แนวทางต่างกัน แต่จุดประสงค์เดียวกัน เรียนรู้จากผู้อื่นเพื่อนำมาเป็แบบอย่าง ต่อให้คนอื่นไม่เรียนรู้จากเรา แต่อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้จากเขา เรียนรู้และสั่งสอนไปในขณะเดียว”
“ยังใช้ไม่ได้ๆ” ิหยวนส่ายหัวระรัว
ตี้อู่จี้หวาเลิกคิ้วถาม “ชะ…เช่นนั้น สิ่งที่ข้าเข้าใจไม่ถูกอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าการตีความของเ้าผิด แต่การตีความของเ้ามันถูกต้องเกินไป มันถูกต้องเกินไปต่างหาก” ิหยวนยืนขึ้น เดินมือไพล่หลังไปรอบๆ ห้องโถง “หากคำตอบนี้ออกมาจากปากคนตระกูลตี้อู่อย่างเ้าก็คงไม่เป็อันใดหรอก แต่เ้าคิดว่ามันดูเป็คำตอบของหม่านสือชีหรือ?”
ิหยวนเอ่ยต่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ดูหน้าเขาตอนนี้สิ คิดว่าเขาจำสิ่งที่เ้าพูดเมื่อครู่ได้บ้างหรือไม่?”
“ชะ…เช่นนั้น…ศิษย์พี่ิ…คิด…คิดว่า…ควรตอบอย่างไรดีเล่า”
“ก่อนอื่นเ้าต้องอธิบายเป็ภาษาชาวบ้านให้เขาเข้าใจง่ายๆ ก่อน คำกล่าวนี้หมายถึงมารยาท ว่ากันว่าผู้มีคุณธรรมจะใช้คุณธรรมเพื่อขัดเกลาปัญญา ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าผู้มีคุณธรรมจะใช้คำว่าคุณธรรมเพื่อเป็ป้ายประดับ ตามหลักมารยาทแล้ว มีเพียงศิษย์ตามคารวะกราบไหว้อาจารย์ถึงหน้าประตูจวนเพื่อขอความรู้ ไม่เคยเห็นอาจารย์ไล่ตามศิษย์เพื่อสั่งสอน”
ิหยวนค่อยๆ อธิบายทีละประโยคก่อนเอ่ยถามหม่านสือชี “เข้าใจหรือไม่ขอรับ?”
“เข้าใจ ข้าเข้าใจแล้ว นี่เป็คราแรกที่ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งถึงเพียงนี้!” หม่านสือชีตื่นเต้น “หยวนเก้อเอ๋อร์ เ้าสอนเข้าใจง่ายกว่าพวกท่านอาจารย์เสียอีก”
ิหยวนหันไปพูดกับตี้อู่จี้หวา “ข้าว่าเกลาสำนวนให้เป็ภาษาชาวบ้านอีกหน่อยก่อนดีกว่า เป้าหมายของเราคือแค่สอบผ่าน ไม่จำเป็ต้องใช้ภาษาสละสลวยสวยหรูถึงเพียงนั้น สำคัญคือสำนวนการพูดต้องไม่ยากเกินไป เขาจะได้ยกมือตอบได้”
ตี้อู่จี้หวาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “แม้ในตำราพิธีกรรมจะเขียนไว้อย่างนั้นก็จริง แต่ในความคิดเห็นของข้านั้น มารยาทเกิดจากการอบรมสั่งสอนด้วยการประพฤติให้เห็นเป็แบบอย่าง ไม่ใช่การอบรมสั่งสอนด้วยเพียงคำพูด ในขณะเดียวกันผู้เป็อาจารย์ควรมีใจที่จะสอนโดยไม่แบ่งแยก ควรปฏิบัติต่อศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม หากศิษย์คนใดฐานะยากจน ไร้ซึ่งเงินทองของมีค่ามาคารวะอาจารย์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็อาจารย์จะทอดทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังเช่นนั้นหรือ? ในฐานะอาจารย์ก็ควรมีความเที่ยงธรรมและเมตตากรุณา อย่ายึดติดในพิธีการมารยาทเล็กๆ น้อยๆ จนหลงลืมคุณธรรมอันพึงมี”
หวงสือเหว่ยตบโต๊ะพร้อมอุทาน “จี้หวาพูดได้ถูกต้องที่สุด! บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในตำรานั้นมันไม่ค่อยถูก แต่ท่านอาจารย์ก็ยังเอาแต่หาว่าข้าพูดพร่ำไร้สาระ เ้าสอนดีกว่าอาจารย์บางคนอีก ข้าว่าเรียนจบแล้วเ้าควรอยู่สอนที่สำนักศึกหลวง”
หนิงต้วนเฉิงกลับเห็นต่าง “แต่ถึงอย่างไรตำราคำสอนเหล่าก็มีความหมายที่ลึกซึ้งในตัวเอง เราไม่ควรตีความความหมายเหล่านี้ให้ผิดเพี้ยน”
ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทุกคนจึงพร้อมใจกันหันไปทางิหยวนเพื่อขอความเห็นจากเขา แม้ิหยวนจะเป็ถ่อมตัวและชอบสงบปากสงบคำ ทว่าเขาคือคนฉลาด
ิหยวนเลื่อมใสในตัวคนผู้นี้มาก แม้คนรอบตัวจะถกเถียงและโต้แย้งเื่เนื้อหาในตำรา แต่เขาก็ยังยึดมั่นคำสอนในตำรา ค่อยๆ ถ่ายทอดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้
ตี้อู่จี้หวาไม่เพียงแต่สามารถเข้าใจความหมายของคำสอนในตำราได้อย่างลึกซึ้งั้แ่วัยเยาว์ ทั้งยังสามารถเปรียบเทียบ ตีความ และอธิบายได้อย่างชัดเจน แถมยังมีความกล้าที่จะเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง สามารถอธิบายให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย ถือเป็ความสามารถที่หาได้ยากยิ่ง
“สือเหว่ยพูดถูก อนาคตหากยึดดินแดนทางเหนือได้สำเร็จ ตี้อู่จี้หวาสามารถใช้แิและหลักการนี้สอนชาวต่างแดน ต่อให้พวกเขาไม่มาเรียน ก็ต้องเดินทางไปสอนพวกเขา เ้าเป็คนเดียวที่จะสามารถถ่ายทอดหลักคำสอนนี้ได้”
ิหยวนเลี่ยงการโต้แย้งของพวกเขา แล้วแก้ไขสถานการณ์ด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้ไม่จำเป็ต้องลงลึกถึงขนาดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือทำให้ศิษย์พี่หม่านเข้าใจเนื้อหาในตำราให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียก่อน”
“ไจ้เฉิน พวกเ้าศึกษาข้อสอบพวกนี้ไปก่อน ส่วนข้าจะไปหาอาจารย์ผู้ดูแลการสอบซ่อม เผื่อจะได้แนวข้อสอบจากเขามาบ้าง” เดิมทีเฉาอู๋จิ้วตกอยู่ในความสิ้นหวัง แต่พอได้ยินบทสนทนาระหว่างิหยวนกับจี้หวาก็พลันเห็นแสงแห่งความหวัง เริ่มเห็นหนทางที่พอเป็ไปได้ จึงลุกขึ้นโน้มตัวคำนับ “ต้องรบกวนพวกเ้าแล้ว”
“ท่านพี่อู๋จิ้ว รอข้าด้วย” ิเยี่ยกระโจนไปหยิบเสื้อคลุมของตัวเองแล้วรีบตามออกไป “ข้าจะไปทักทายคนที่สำนักศึกษาสักหน่อย ดูสิว่าผู้ใดมันกล้านินทาว่าร้ายท่านพี่สือชี หากท่านพี่สือชีโดนไล่ออกขึ้นมา ข้าจะเป็ศัตรูกับทุกคน! หยวนเก้อเอ๋อร์ เดี๋ยวข้าจะจับกระต่ายมาทำอาหารให้พวกเ้า!”
“เดี๋ยวก่อน! ข้าไม่ได้สั่งให้เ้าทำเสียหน่อย!” ิหยวนไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่จึงรีบะโไล่หลัง แต่ิเยี่ยก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว
“ยังเหลือเวลาอีกสิบวัน พวกเราเริ่มสรุปประเด็นสำคัญกันก่อน อีกสองวันค่อยมาดูแนวข้อสอบพวกนี้ เราต้องคัดคำถาม ไม่ต้องเน้นแนวข้อสอบที่เกินสามปี เพราะเนื้อหาคงเก่าเกินกว่าจะนำมาออกสอบ และตัดคำถามที่ยากเกินไปออก เพราะนี่คือการสอบซ่อมของหม่านสือชี อาจารย์คงไม่ออกข้อสอบที่ยากเกินไปสำหรับเขา เน้นไปที่ประเด็นหลักๆ ที่มักออกสอบบ่อย จี้หวาสรุปตำราพิธีกรรม ส่วนข้าจะสรุปตำราประวัติศาสตร์จั่วจ้วน ศิษย์พี่หนิง ท่านถนัดตำราเล่มใด กวีนิพนธ์ซือจิง ตำราระบบราชการ หรือตำรามารยาท?”
“เช่นนั้นข้าสรุปตำรากวีนิพนธ์ซือจิงก็แล้วกัน”
“ได้ ไม่ต้องยากมาก แต่ต้องไม่ง่ายเกินไปก็พอ วันนี้พวกเราช่วยกันทบทวนก่อน แล้วค่อยให้เวลาเขาท่องจำสามวัน” ิหยวนเอ่ยพลางเหลือบมองหม่านสือชีที่ขมักเขม้นรินชาปลอกผลไม้ให้พวกเขา ดูท่าความจริงแล้วเขาก็คงไม่ได้อยากถูกไล่ออก “แล้วพวกเราค่อยแบ่งกันสรุปเนื้อหา หลังจากสามวันนั้นเราค่อยมาคุยกันอีกที”
“ได้” ทุกคนรับปากอย่างพร้อมเพรียง
แนวข้อสอบพร้อมแนวคำตอบที่พวกเขาช่วยกันคิดวิเคราะห์และรวบรวมนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เฉาอู๋จิ้วจึงกำลังนั่งมองหม่านสือชีก้มหน้าก้มตาท่องตำราผ่านแสงสว่างจากตะเกียง เตรียมตัวเข้าสอบในอีกสองวันข้างหน้า ทว่ากลับมีคนมาเคาะประตูเรียกกลางดึก มันเกิดเื่อันใดขึ้นอีก?
