เสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปคำรามลั่นฝ่าความมืดมิดบนถนนสายที่มุ่งหน้าสู่เขตทหาร จินหยางกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเืหลังมือปูดโปน แววตาของเขาจดจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ แต่ในใจกลับว้าวุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ที่เบาะหลัง ร่างผอมบางของหญิงสาวแปลกหน้านอนนิ่งสนิท ใบหน้าซีกหนึ่งของเธอที่บวมโย้เริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำใต้แสงไฟสลัวจากแผงหน้าปัดรถ เสียงลมหายใจของเธอแ่เบาจนกระทั่งจินต้องคอยเหลือบมองกระจกหลังอยู่เป็ระยะเพื่อให้แน่ใจว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
"ผู้พันครับ อีกสิบนาทีจะถึงโรงพยาบาลเขตทหารครับ ผมวิทยุแจ้งเวรฉุกเฉินไว้แล้ว" เสี่ยวหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นผู้พันจินออกอาการ "รีบร้อน" เพื่อช่วยชาวบ้านธรรมดาขนาดนี้มาก่อน
"เร็วได้อีกไหมเสี่ยวหลี่" จินเอ่ยเสียงเข้ม "เธอเริ่มหายใจติดขัดแล้ว"
"ครับผม!" เสี่ยวหลี่เหยียบคันเร่งจนสุดแรง
จินนึกถึงคำพูดสุดท้ายของเธอก่อนจะหมดสติไป... 'ช็อกเพราะภาวะขาดน้ำและติดเชื้อ'... คำศัพท์เฉพาะทางเ่าั้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ในยุคที่การศึกษาเข้าถึงได้ยากยิ่งในชนบท หญิงสาวที่สภาพเหมือนขอทานเช่นนี้ไปเอาคำพูดเลิศเลอพวกนี้มาจากไหน? ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่จ้องมองเขาในวินาทีสุดท้ายนั้น มันไม่ใช่แววตาของคนสิ้นหวัง แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น
เมื่อรถจี๊ปเบรกกะทันหันที่หน้าตึกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทหารมณฑลเหอเป่ย เหล่าพยาบาลและเวรเปลในชุดเครื่องแบบสีขาวรีบกรูออกมาทันที
"เร็วเข้า! เตรียมถังออกซิเจนและน้ำเกลือ!" จินะโสั่งขณะะโลงจากรถ เขาไม่ได้รอให้เวรเปลเข้าไปพยุง แต่กลับอุ้มร่างของเจนนี่ขึ้นมาด้วยตัวเอง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าทหารเวรและเ้าหน้าที่โรงพยาบาล
"ผู้พันจิน! เกิดอะไรขึ้นครับ?" หมอหลี่ นายแพทย์ทหารเวรประจำคืนนั้นรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ
"รถเกือบชนเธอที่ถนนสายรอง เธอหมดสติไปหลังจากพูดเื่อาการช็อกและติดเชื้อ" จินวางเธอลงบนเตียงรถเข็นอย่างระมัดระวัง "หมอหลี่ ช่วยเธอด้วย เธอถูกทำร้ายมาด้วย"
หมอหลี่เริ่มตรวจอาการเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว เขาเปิดม่านตาและวัดชีพจร ก่อนจะขมวดคิ้ว "ชีพจรเบาและเร็วมาก ิัแห้งกร้านแสดงถึงสภาวะขาดน้ำรุนแรง... แต่รอเดี๋ยวนะ"
หมอหลี่ถลกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นของเจนนี่ขึ้นเพื่อจะหาเส้นเืสำหรับให้น้ำเกลือ แต่สิ่งที่เขาและจินได้เห็นกลับทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ใต้เสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมมนั้น มีรอยแผลเก่าและใหม่ปะปนกันเต็มไปหมด รอยแดงเป็ปื้นที่ข้อมือทั้งสองข้างบอกชัดว่าเธอถูกมัดไว้อย่างแ่าเป็เวลานาน รอยเขียวช้ำที่ชายโครง และรอยแผลเป็จางๆ ที่แผ่นหลังที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนหรือทุบตีด้วยของแข็ง
"นี่มันไม่ใช่แค่การทะเลาะวิวาททั่วไปแล้วครับผู้พัน" หมอหลี่เอ่ยเสียงเครียด "รอยพวกนี้... มันคือการทารุณกรรมชัดๆ เธอเหมือนถูกขังและถูกทำร้ายมาเป็เวลานาน ร่างกายซูบผอมจนเข้าขั้นขาดสารอาหารเรื้อรัง"
จินยืนมองร่างที่ไร้สติบนเตียงด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความโกรธขึ้งต่อคนที่ทำกับเธอเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบๆ เขาเป็ทหารที่ออกรบเพื่อปกป้องประชาชน แต่กลับมีผู้หญิงตัวเล็กๆ ถูกทรมานอยู่ใต้จมูกในพื้นที่ที่เขาดูแล
"ผู้พันครับ... ดูนี่สิ" พยาบาลคนหนึ่งอุทานออกมาขณะกำลังเช็ดตัวให้เจนนี่ เธอชี้ไปที่ฝ่ามือของหญิงสาวที่มีรอยแผลจากเศษแก้วที่เจนนี่แอบทำไว้เพื่อรักษาตัวเองเบื้องต้น "แผลพวกนี้ถูกล้างด้วยน้ำเกลือและมีการประคบด้วยของบางอย่างที่มีกลิ่นเปรี้ยว... เหมือนมีการปฐมพยาบาลมาอย่างดีก่อนจะหนีมาครับ"
จินก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ กลิ่นจางๆ ของน้ำส้มสายชูยังติดอยู่ที่ตัวเธอ "เธอทำเองงั้นเหรอ?"
"ถ้าทำเองจริง ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่ๆ ครับ วิธีการพันผ้าที่ข้อมือนั่นก็ดูเป็ระเบียบเหมือนคนที่มีความรู้พื้นฐานทางการแพทย์" หมอหลี่เสริมขณะสั่งให้พยาบาลต่อสายน้ำเกลือ
"พาเธอเข้าห้องแยก" จินสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "ห้ามใครเข้าเยี่ยมจนกว่าเธอจะฟื้น และเสี่ยวหลี่... นายไปสืบมาว่าบนถนนเส้นนั้น มีบ้านคนรวยหรือตระกูลใหญ่บ้านไหนที่มีลูกสาวหายไป หรือมีข่าวเื่คนบ้าหลบหนีบ้าง"
"ครับผม!" เสี่ยวหลี่รับคำสั่งแล้วรีบผละออกไป
ภายในห้องพักฟื้นที่เงียบสงัด แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่งเสียงหึ่งๆ เจนนี่ที่ได้รับน้ำเกลือและสารอาหารทางหลอดเืเริ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังไม่ฟื้น แต่ในความฝันที่พรั่งพรูออกมานั้น เธอเห็นภาพซ้อนทับระหว่างห้องผ่าตัดที่ทันสมัยกับบ่อน้ำที่มืดมิด
‘เจนนี่... อย่าเพิ่งหลับ... เคสนี้ยังไม่จบ...’ เสียงในหัวของเธอเตือนสติ
‘ไม่... ฉันไม่ใช่เจนนี่... ฉันคือต้าเหนิง... ตัวซวยที่ใครๆ ก็อยากให้ตาย...’
จินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง เขาไม่ได้ไปรายงานตัวตามกำหนดการเดิม แต่กลับส่งโทรเลขแจ้งทางหน่วยเหนือว่าเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางและต้องจัดการคดีฉุกเฉิน เขานั่งมองใบหน้าซีกที่ไม่ได้บวมของหญิงสาว... ถ้ามองข้ามรอยช้ำและคราบโคลนออกไป เธอเป็คนที่มีเครื่องหน้าหมดจด ผิวพรรณเดิมดูจะละเอียดกว่าลูกชาวบ้านทั่วไป
จินหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดคำที่เธอพูดทิ้งไว้ 'Shock', 'Dehydration', 'Infection' เขาไม่เคยได้ยินคำภาษาอังกฤษเหล่านี้จากปากชาวบ้านคนไหน แม้แต่หมอทหารบางคนยังเรียกทับศัพท์ไม่ชัดเจนเท่าเธอ
"คุณเป็ใครกันแน่... หวังต้าเหนิง?" จินพึมพำกับตัวเอง เขาเห็นชื่อ 'ต้าเหนิง' สลักอยู่ที่จี้เงินเล็กๆ ที่ติดตัวเธอมา ซึ่งเขาเป็คนดึงออกมาดู
ทันใดนั้น ร่างบนเตียงเริ่มขยับตัว เจนนี่ส่งเสียงครางแ่เบาในลำคอ ดวงตาของเธอขยับไปมาใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท
"ไม่... อย่ามัด... ฉันไม่ใช่คนบ้า..." เธอกระซิบเสียงพร่า "ถิงถิง... ฉันรู้ว่าพี่ทำอะไร..."
จินโน้มตัวลงไปใกล้เพื่อฟังให้ชัดเจนขึ้น "ถิงถิง? ใครคือถิงถิง?"
เจนนี่ลืมตาขึ้นมาทันที!
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตระหนก มันไม่ใช่แววตาของคนป่วยที่เพิ่งฟื้น แต่มันคือแววตาของนักสู้ที่พร้อมจะจู่โจม เธอพยายามจะลุกขึ้นแต่ความเ็ปจากาแทำให้เธอต้องทรุดกลับลงไป
"ใจเย็นๆ คุณปลอดภัยแล้ว" จินเอ่ยเสียงนุ่มลงกว่าปกติเล็กน้อย พร้อมกับใช้มือหนากดไหล่เธอไว้เบาๆ เพื่อไม่ให้เผลอทำสายน้ำเกลือหลุด
เจนนี่มองไปรอบห้อง กลิ่นยาฆ่าเชื้อ... เตียงเหล็ก... และชายในชุดเครื่องแบบทหารที่นั่งอยู่ตรงหน้า เธอเริ่มรวบรวมสติ 'โรงพยาบาล... ฉันรอดแล้ว'
"คุณ... นายทหารคนนั้น..." เจนนี่เอ่ย พลางมองไปที่มือของจินที่ยังจับไหล่เธออยู่ "ขอบคุณที่ช่วย... แต่ตอนนี้ช่วยปล่อยมือคุณออกจากไหล่ฉันหน่อย ความดันััของมันกำลังทำให้ระบบไหลเวียนเืที่แขนฉันติดขัด"
จินชะงักและรีบปล่อยมือทันที เขาเลิกคิ้วสูงด้วยความทึ่ง "ฟื้นมาคำแรกก็สั่งเลยนะ คุณรู้ไหมว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?"
"โรงพยาบาลทหาร... ดูจากเพดานและมาตรฐานการทำความสะอาด" เจนนี่ตอบพลางพยายามประคองตัวนั่ง "และคุณคือคนขับรถชนฉัน"
"ผมไม่ได้ชน คุณวิ่งมาตัดหน้าผมเอง" จินแย้ง แต่แววตาแฝงไปด้วยความขบขันปนประหลาดใจ "แต่ช่างเถอะ... หมอหลี่บอกว่าคุณถูกทารุณกรรมมา คุณเป็ใคร? แล้วชื่อ 'ต้าเหนิง' บนจี้นี่คือชื่อคุณใช่ไหม?"
เจนนี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ความทรงจำของต้าเหนิงไหลเวียนเข้ามาเหมือนกระแสน้ำ เธอรู้ว่าการบอกความจริงทั้งหมดในตอนนี้อาจจะทำให้เธอกลายเป็คนวิปลาศในสายตาเขา แต่ถ้าเธอไม่พูด เธออาจจะต้องถูกส่งกลับไปยังนรกหลังบ้านตระกูลหวังอีกครั้ง
"ใช่... ฉันชื่อต้าเหนิง" เจนนี่สบตาจินอย่างมั่นคง "และถ้าคุณอยากรู้ว่าฉันเป็ใครมากกว่านี้... คุณต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ส่งฉันกลับไปที่บ้านสกุลหวังจนกว่าฉันจะอนุญาต"
จินหยางขยับตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมดุจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "คุณรู้ไหมว่ากำลังคุยอยู่กับใคร? ผมเป็ผู้พันของกองทัพบก ไม่ใช่คนรับใช้ที่คุณจะมาต่อรองได้"
"ฉันรู้ค่ะผู้พัน" เจนนี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังบวมอยู่แต่กลับดูมีสง่าราศีอย่างน่าประหลาด "และฉันก็รู้ด้วยว่าคุณกำลังสงสัยว่าทำไมฉันถึงรู้ศัพท์แพทย์ และทำไมฉันถึงมีแผลเป็ทั่วตัว... ถ้าคุณอยากได้คำตอบที่สมเหตุสมผล เรามาเริ่มทำข้อตกลงกันดีกว่าไหมคะ?"
จินจ้องมองผู้หญิงตรงหน้านานหลายวินาที ความเ็าในหัวใจของเขากำลังถูกความท้าทายจากหญิงสาวตัวเล็กๆ คนนี้สั่นคลอน
"ตกลง" จินตอบเสียงต่ำ "ผมจะยังไม่ส่งคุณกลับบ้าน... นกว่าผมจะรู้ว่าความลับ ที่คุณซ่อนไว้คืออะไรกันแน่"
บทสนทนาหยุดลงเพียงเท่านั้น เมื่อเสี่ยวหลี่พรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
"ผู้พันครับ! มีเื่แล้วครับ! คนของตระกูลหวังนำโดยนายหวังเฟยหย่า มาที่หน้าโรงพยาบาลแล้วครับ พวกเขาบอกว่าลูกสาวที่ 'เป็บ้า' ของเขาหนีมา และ้าตัวเธอกลับไปเดี๋ยวนี้!"
เจนนี่มือเย็นเฉียบขึ้นมาทันที เธอหันไปมองจินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... คราวนี้มันมีความวิงวอนซ่อนอยู่ในความอวดดีนั้น
"อย่าให้เขาเอาตัวฉันไป... ได้โปรด"
จินหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเครื่องแบบให้เข้าที่ เขามองไปที่ประตูแล้วหันกลับมามองเจนนี่
"นอนพักซะต้าเหนิง... ที่นี่คือเขตทหาร ใครจะกล้าเข้ามาเอาตัวคนในความดูแลของผมไปโดยไม่ได้รับอนุญาต... ก็ลองดู!"
เขาก้าวออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทิ้งความเงียบและความหวังไว้เื้ัให้กับเจนนี่ในร่างของต้าเหนิง... าระหว่างเขากับครอบครัวของเธอกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
